ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » สุขภาพ และ ธรรมมะ
เข้าชม : 257

อาหาร แก้ปัญหาท้องผูก ลดอาการ แน่น ไม่ย่อย จุกลิ้นปี่ เรอ ตด กรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ผื่นแพ้-คัน-สิว

โพสต์เมื่อ: วันพุธ 13 มีนาคม 2562  12:09 น.

อาหาร แก้ปัญหาท้องผูก ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ลดอาการ แน่น ไม่ย่อย ร่างกายไม่ดูดซึมสารอาหาร จุกลิ้นปี่ เรอ ตด กรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ผื่นแพ้-สิว ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ น้ำเหลืองไม่ดี บวมน้ำ วิธีปรับระบบย่อยในร่างกายให้สมดุล ฯลฯ

ปกติแล้วเราควรถ่ายทุกวัน ในตอนเช้า
แม้ว่า..ในบางวัน จะเปลี่ยนมาทานอาหาร 
จำพวกผัก-ผลไม้ แบบจัดเต็มแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังท้องแน่น จุกแถวลิ้นปี่ ไม่ย่อย อยู่เหมือนเดิม อาการไม่ดีขึ้น

     ถ้าไม่ถ่าย อาจบ่งบอกถึงสัญญาณของความไม่สมดุลในร่างกาย ส่งผลให้ในบางครั้งอาจจะมีสิวขึ้นแถวบริเวณใต้คาง กราม ร่วมด้วย

วิธีแก้ท้องผูก อาหารไม่ย่อย ย่อยยาก ฯลฯ
มีหลากหลายวิธี ดังนี้


นมเปรี้ยว ดัชมิลล์ รสผลไม้รวม กล่องสีเขียว
     ให้กินหลังตื่นนอนทันที เติมจุลินทรีย์ตัวดีให้กับร่างกาย 4 สายพันธุ์ แล็กโทบาซิลลัส บัลแกริคัส (ช่วยให้ถ่าย) และ สเตรปโทค็อกคัส เทอร์โมฟิลัส (ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม) กินไปแล้ว 30 นาที จะรู้สึกอยากถ่าย ถ้ายังไม่ปวดท้องถ่าย ให้กินมะขามแขก 1-2 แคปซูล หรือ กินเซปเป้ คลอโรฟิลด์ ซิงค์ ขวดสีเขียวแก่ตามร้าน 7-11


ควรกินยาคูลท์ สลับวันกับ นมเปรี้ยว โยเกริ์ต ประเภทอื่นๆ เพื่อให้ร่างกายได้จุลินทรีย์ที่หลากหลายสายพันธุ์

- ยาคูลท์ Yakult 
     ให้กินหลังตื่นนอนทันที เติม โปรไบโอติกส์ จุลินทรีย์ตัวดีให้กับร่างกาย 1 สายพันธุ์ แลคโตบาซิลลัส สายพันธุ์ คาเซอิ ชิโรต้า 8 พันล้านตัว ถ้ากินไปแล้ว 30 นาที ยังไม่ถ่าย ให้กินมะขามแขกเข้าไปอีก 2 แคปซูล อ่านประโยชน์ของยาคูลท์ Yakult เพิ่มเติมคลิ๊ก >> http://www.question.in.th/answer_view.php?id_ques=1401

เมจิ โยเกริ์ต Meji มี โปรไบโอติกส์ Probiotics จุลินทรีย์ตัวดี คือ บิฟิโดแบคทีเรียม แล็กทิส , แล็กโตบาซิลลัส แอซิโดฟิลัส , แลคโตบาซิลลัส บัลแกริคัส , สเตรปโตคอกคัส เทอร์โมฟิลัส

ดัชชี่ ไบโอ Dutchie Bio มี โปรไบโอติกส์ Probiotics จุลินทรีย์ตัวดี คือ บิฟิโดแบคทีเรียม แล็กทิส , แล็กโตบาซิลลัส รามโนซัส , แลคโตบาซิลลัส บัลแกริคัส , สเตรปโตคอกคัส เทอร์โมฟิลัส

  หรือ เมจิ ไพเกน หรือ ปาร์ตี้ เดลี่ หรือ โยลิดา โยเกริ์ต หรือ โฟร์โมสต์ โยเกริ์ต ฯลฯ


- เซปเป้ คลอโรฟิลด์ ซิงค์ ขวดสีเขียวแก่ กินตอนเช้าหลังตื่นนอนทันที

- มะขามแขก 2 แคปซูล กินก่อนนอน หาซื้อได้ในร้านเซเว่น แผงละ 12 บาท
มะขามแขกมีฤทธิ์เป็น “ยาถ่าย” โดยมีสาร Sennoside A และ Sennoside B ที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ โดย “คล้ายกับการฝืนบังคับลำไส้” ให้ทำงานแบบผิดธรรมชาติ หากทานต่อเนื่องเป็นเวลานานลำไส้จะจดจำตัวเองให้ทำงานเฉพาะเวลาที่ได้รับสารกระตุ้นเท่านั้น ทำให้เกิดภาวะ “ลำไส้ขี้เกียจ” ได้ ขอบคุณ Cr. หมอชาวบ้าน ข้อมูลจาก 
https://www.interpharma.co.th/

โปรไบโอติกส์ Probiotic
มีประโยชน์อย่างไร มีความสำคัญแค่ไหนในร่างกายของเรา






โปรไบโอติกส์ หรือ ไพรไบโอติกส์ เติมจุลินทรีย์ตัวดีให้ร่างกาย ช่วยย่อย ฯลฯ แบบเม็ด เช่น
      LactoBif Probiotics มี 8 สายพันธุ์ 5 พันล้านตัว ราคา 290 บาท 60 เม็ด ทานได้ 30 วัน ,
      Super Probiotics มี 19 สายพันธุ์ 200 ล้านตัว ของเกาหลี ราคา 240 บาท 30 ซองสีฟ้า-ขาว ทานได้ 30 วัน
 ,
      Broad Spectrum Probiotic มี 15 สายพันธุ์ 32 พันล้านตัว ของออสเตรเลีย ยี่ห้อ Life - Space ขวดสีฟ้า-ขาว ราคา 680 บาท 60 เม็ด ทานได้ 60 วัน ,
      Puritan's Pride Probiotic 10 มี 10 สายพันธุ์ 20 พันล้านตัว ราคา 499 บาท 120 เม็ด ทานได้ 60 วัน
 ,
      ฯลฯ

     ใน Probiotics โปรไบโอติกส์ แต่ละยี่ห้อ มีสายพันธุ์อะไรบ้าง ?? คลิ๊ก   http://www.question.in.th/answer_view.php?id_ques=1434


- มื้อเย็นควรกินในปริมาณที่น้อย งดกินเนื้อสัตว์ อาหารที่ย่อยยาก หันมากินสุกี้แค่ 1 ชาม หรือ ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก ยำ สลัด ผัก หรืออาหารที่ย่อยง่ายๆ แทน หลีกเลี่ยงการกินในปริมาณที่เยอะ ไม่ควรกินในปริมาณมากจนเกินไป จนแน่นท้อง จุก เมื่อระบบย่อย ขับถ่าย กลับมาปกติดีแล้ว ให้กลับมาทานเนื้อสัตว์ตามปกติได้ (เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดโปรตีน จาก เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว ฯลฯ)
 

เปลี่ยนวิธีกินพิชิตโรคร้าย เบาหวาน ความดัน มะเร็ง โรคอ้วน ไขมันเกาะตับ ฯลฯ หมอที่เก่งที่สุด คือ ตัวเราเอง โดย นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์  ดูคลิ๊ก>>   http://www.question.in.th/answer_view.php?id_ques=1349

 

เมื่อฉันป่วยเป็นโรคประหลาด 10 ปี ที่หาสาเหตุไม่เจอ พบว่า เป็นโรคอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดินอาหาร และ ระบบย่อยอาหาร
http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2012/06/L12240441/L12240441.html


อาการท้องผูกแบบศาสตร์จีน

     ท้องผูก แบบแกร่ง หยาง(ร้อน) - อาการ หน้าแดงง่าย(ถ้าเป็นมากอาจจะหน้าดำเลย) ลิ้นแดง มีฝ้าเหลืองที่ลิ้น มีกลิ่นปากรุนแรงเพราะมีอจุจาระตกค้างเยอะ จนกลิ่นตีกลับออกทางลมหายใจ ตัวร้อน กล้ามเนื้อแข็ง กดนวดไม่ค่อยลง ริมฝีปากแห้งๆเพราะสำไส้แห้ง อารมณ์ โกรธ โมโห หงุดหงิดง่าย จะทำให้ร่างกายผลิตความร้อนออกมา ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม อุจจาระแห้ง และ แข็ง ชอบกินอาหารรสจัด เผ็ดจัด หวานจัด นอนหลับยาก นอนดึก วิธีแก้ ให้ลดอาหารรสจัด เผ็ด หวานจัด ลง หลีกเลี่ยงของทอด ขนมแปรรูป ไอศกรีม อย่าออกกำลังกายมากจนเกินพอดี ทานยาสมุนไพรเพชรสังฆาต ทานยาลมยาหอม ฯลฯ สมุนไพรกินพอแก้อาหารให้หาย ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานาน

     ท้องผูก แบบพร่อง หยิน(เย็น) - อาการ หน้าซีดขาว ลิ้นซีดๆ ขาวๆ กล้ามเนื้อค่อนข้างเหลว กินอาหารน้อยแต่ก็ยังท้องอืด ไม่ย่อย ปัสสาวะสีใสๆ ปัสสาวะบ่อย เลือดในร่างกายน้อย ร่างกายพร่องแรง(แรงน้อย) อึแบบรู้สึกว่าอึไม่หมด อึไมสุด นอนไม่ค่อยมีคุณภาพหลับไม่ลึกพอ กินกาแฟมากเกินไป ชอบคิดวิตกกังวล วิธีแก้ พยายามทานอาหารให้ตรงเวลา อย่านอนดึกเกินไป ทานอาหารรสที่มีเผ็ดร้อนบ้าง เพิ่มธาตุไฟให้ร่างกายบ้าง เช่น ใส่พริกไทยในอาหาร ฯลฯ ออกกำลังแบบเบาๆ ไม่ต้องออกกำลังกายแรงมากเพราะเลือดน้อย ทานยาสมุนไพรธรณีสัณฑะฆาต ประสะเจตพังคี สมุนไพรกินพอแก้อาหารให้หาย ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานาน ลดอาหารที่เป็นของหวานเหนียวๆ อย่าใช้ความคิดเยอะเกินไป พยายามหากิจกรรมทำ เช่น ทำงานบ้าน ทำสวนครัว ฯลฯ

นวดเส้นลมปราณลำไส้เล็ก - นวดแนวสันนิ้วก้อยยาวไปทางหลังแขนจนถึงสะบักหัวไหล่ด้านหลัง ขึ้นไปจนถึงหู ทำให้อาจจะมีเสียงลมในหูเกิดขึ้นร่วมด้วย วิธีนวดด้วยตัวเอง ใช้แนวนิ้วก้อยทั้ง 2 มือ กระทบกันเรื่อย ๆ หรือ หมุนไหล่แบบวงกว้างสุดๆ ช่วยให้เรอ 

เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ - นวดแนวเส้นนิ้วชี้ลากยาวไปทางด้านหน้าแขน ผ่านไหล่ด้านหน้า ขึ้นไปถึงจมูก กดจุดข้างปีกจมูก กดนวดจุดตรงร่องระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้

นวดเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร - อยู่ใต้เข่า ด้านหน้าขา ใกล้กับสันกระดูกหน้าแข้งของขา เรียกว่า จุดจูซานหลี่ 
นวดข้างละ 3-5 นาที

ดูข้อมูล หมอชาวบ้าน ท้องผูกแบบหยินเย็น หยางร้อน เพิ่มเติม คลิ๊ก   http://www.combifthailand.com/

----------------------------------------

ตัวอย่าง Probiotics ที่นิยมใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และค่อนข้างปลอดภัยในการรับประทาน เช่น

  • Lactobacillus เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะเพศ มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ จากการศึกษาพบว่าบางสายพันธุ์สามารถช่วยบรรเทาหรือป้องกันการติดเชื้อรา ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคไอบีเอสหรือลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS) ท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ติดเชื้อ Clostridium Difficile หรือจากการท่องเที่ยว (Traveler's Diarrhea) ภาวะพร่องเอนไซม์ย่อยนมหรือแพ้น้ำตาลแล็กโทส (Lactose Intolerance) การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือความผิดปกติทางผิวหนังอื่น ๆ เช่น เริมริมฝีปาก ผื่นผิวหนังอักเสบ แผลร้อนใน  
  • Bifidobacteria เป็นจุลินทรีย์ที่อยู่อาศัยในบริเวณลำไส้ใหญ่ มีอยู่ประมาณ 30 สายพันธุ์ โดยพบในระบบทางเดินอาหารของทารก โดยเฉพาะทารกที่ดื่มนมมารดา และถือว่าเป็นชนิดที่มีประโยชน์กับทารกอย่างมาก มีการศึกษาพบว่าเชื้อบางสายพันธุ์ช่วยควบคุมน้ำตาลและไขมันในเลือด บรรเทาโรคลำไส้แปรปรวนและอาการของโรค เช่น ปวดแน่นท้อง ท้องอืด มีความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหาร
  • Saccharomyces Boulardii หรือเรียกสั้น ๆ ว่า S. Boulardii เป็น Probiotic ชนิดเดียวที่จัดอยู่ในกลุ่มยีสต์ โดยมีการศึกษาบางส่วนพบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันและรักษาโรคท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะหรือจากการท่องเที่ยว ได้รับเชื้อ C. Difficile ซ้ำ รักษาสิว บรรเทาอาการจากเชื้อ H. Pylori
  • Streptococcus Thermophilus ช่วยสร้างเอนไซม์แล็กเทส (Lactase Enzyme) ที่ช่วยในการย่อยน้ำตาลแลคโตสในน้ำนมสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.pobpad.com/probiotics

----------------------------------

ชนิดของจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ดีต่อร่างกาย

  • สายพันธุ์ Bifidobacterium lactis (B.LACTIS) เป็นสายพันธ์ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกว่า มีความปลอดภัยสูง สามารถทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร มีชีวิตอยู่ในลำไส้ได้นาน
  • Lactobacillus rhamnosus GG หรือ LGG เป็นจุลินทรีย์ที่สามารถเกาะติดกับเยื่อบุลำไส้ได้ดี และคอยเป็นเกราะป้องกัน เพื่อไม่ให้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเข้าสู่ร่างกายได้

ขอบคุณข้อมูจาก http://www.lovefitt.com/

---------------------------------

จุลินทรีย์ที่ดีมีหลายสายพันธุ์
ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้น ปกติจะช่วยเรื่องฟื้นฟูสุขภาพทั่วไปและสุขภาพทางเดินอาหารเหมือนกันแล้ว ก็ยังมีคุณสมบัติที่เฉพาะตัวเช่น


- บิฟิโดแบคทีเรียม แล็กติส ช่วยรักษาอาการผิวหนังเป็นผื่นคันจากภูมิแพ้
- แลคโตบาซิลลัส คาเซอิ ช่วยเรื่องท้องร่วงจากการใช้ยาปฎิชีวนะ ติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอด ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ภูมิแพ้ต่างๆ และโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง
- แลคโตบาซิลลัส แพลนทารัม ช่วยเรื่องโรคสำไส้อักเสบ โรคลำไส้แปรปรวน และท้องร่วงในระหว่างการเดินทาง
- แลคโตบาซิลลัส รามโนซัส ช่วยเรื่องท้องร่วงจากยาปฎิชีวินะ ท้องร่วงจากการติดเชื้อคลอสตริเดียมดิฟฟิไซล์

เราจะเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีได้ยังไง

1.กินอาหารที่มีจุลินทรีย์ชนิดดีเช่น นมแม่ นมเปรี้ยวและโยเกิร์ต(บางรุ่น) ซุปมิโซะ รวมถึงของหมักดองอื่นๆบางชนิดเช่น

2.กินอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดี ก็คือใยอาหารละลายน้ำบางชนิด มักพบใน ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ต้นหอม กระเทียม ถั่ว ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ผลไม้ที่กินได้พร้อมเปลือก (เช่น องุ่น) น้ำผลไม้บางชนิดเช่น น้ำทับทิม น้ำองุ่นเขียว

จุลินทรีย์ซองจะได้สายพันธุ์ที่หลากหลายกว่าครับ พยายามอ่านข้างฉลากขอให้มี  4 ตัวนี้เป็นหลัก 


ขอบคุณข้อมูลจาก https://pantip.com/topic/36582523

------------------------------

ประโยชน์ของโพรไบโอติก (probiotic)

แบคทีเรียโพรไบโอติก (probiotic) ผลิตสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์เนื่องจาก

     - กรดแล็กทิก (lactic acid) ที่จุลินทรีย์สร้างจะยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) เช่น Clostridium perfringensSalmonella เป็นต้น

     - ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล (cholesterol) ฟอสฟอลิพิด (phospolipid) และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในเลือด โดย Lactobacillus acidophilus (แล็กโทบาซิลลัส แอซิโดฟิลัส) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้จะช่วยย่อยสลายคอเลสเตอรอล (choloesterol) และยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอล ผ่านผนังลำไส้

     - ช่วยในการทำงานของลำไส้ ลดอาการท้องผูกได้ เนื่องจากกรดอินทรีย์ที่จุลินทรีย์ บิฟิโดแบคทีเรีย (bifidobacteria) ผลิตขึ้น จะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และช่วยเพิ่มความชื้นของอุจจาระ ทำให้สามารถขับถ่ายได้สะดวกมากขึ้น

     - ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในระบบย่อยอาหาร

     - สามารถผลิตวิตามินต่างๆ เช่น Vitamin B1Vitamin B2vitamin B6Vitamin B12biotin (vitamin H) nicotinic acid และ folic acid ได้


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.foodnetworksolution.com/

------------------------------

ประโยชน์ของโพรไบโอติก (probiotic)


ช่วยให้สภาพผิวดีขึ้น

การเป็นโรคสะเก็ดเงิน โรคผื่นผิวหนังอักเสบ หรือโรคสิวหน้าแดง ล้วนแต่ทำให้เรากลุ้มใจ อย่างไรก็ตาม มีบางงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า โปรไบโอติกบางสายพันธุ์สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ปัญหาผิวบางชนิดมีสาเหตุมาจากการอักเสบ หากเราสามารถลดการอักเสบได้ มันก็จะช่วยให้ผิวของเราดีขึ้นได้ค่ะ
 

ช่วยให้มีอาการแพ้น้อยลง

มีงานวิจัยที่ถูกเผยแพร่ใน European Journal of Clinical Nutrition พบว่า คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่ทานอาหารเสริมที่เป็นโปรไบโอติกที่เรียกว่า B. lactis วันละครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีอาการคัดจมูกน้อยลงกว่าคนที่ไม่ได้ทานใน  2 เดือนข้างหน้า  นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่า คนที่ทานโปรไบโอติกมีอาการอักเสบน้อยลง ซึ่งสามารถเป็นเพราะว่าโปรไบโอติกไปเปลี่ยนแปลงการซึมผ่านของผนังลำไส้ และช่วยป้องกันไม่ให้สารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเข้าไปในกระแสเลือด


ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น

มีงานวิจัยเล็กๆ ได้ศึกษาผู้เข้าร่วมทดลองที่มีความผิดปกติทางอารมณ์จำนวน 40 คน ผลปรากฏว่า คนที่ทานโปรไบโอติกชนิดผงทุกคืนเป็นเวลาหนึ่งเดือน มีความสุขมากขึ้น และรู้สึกว่าได้รับผลกระทบจากความผิดหวังในชีวิตน้อยกว่าคนที่ทานยาหลอก (Placebo) ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า โปรไบโอติกสามารถช่วยลดระดับของอาการซึมเศร้า ความเครียด และความวิตกกังวล

จากที่กล่าวไปจะเห็นได้ว่า โปรไบโอติกมีประโยชน์นอกเหนือจากการช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น ไม่จะช่วยลดน้ำหนักไปจนถึงช่วยให้คุณมีอารมณ์ดีขึ้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คุณก็อย่าลืมหมั่นเติมโปรไบโอติกให้ร่างกายเป็นประจำนะคะ
 

ข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/benefits-of-probiotics-keep-intestines-healthy

------------------------------

     Elie Metchnikoff นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียได้กล่าวถึงโพรไบโอติกส์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1990 แม้งานวิจัยทั้งหลายจะพบว่า คุณประโยชน์ของยาบางชนิดมีส่วนของโพรไบโอติกส์ แต่นักวิจัยหลายคนเชื่อว่าควรมีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโพรไบโอติกส์มากกว่านี้ มักมีการอ้างว่าโพรไบโอติกส์ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายอย่าง โดยบางคนก็ใช้โพรไบโอติกส์เพื่อ...

  • รักษาปัญหาของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อาการท้องผูก อาการลำไส้แปรปรวน (IBS) โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (UC) และโรคโครนห์ (Crohn's disease)
  • ป้องกันฟันผุหรือรักษาสุขภาพช่องปากอื่นๆ
  • ปรับการทำงานของสมอง
  • ป้องกันโรคภูมิแพ้
  • ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ลดความดันโลหิต
  • ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (UTI)
  • ป้องกันการติดเชื้อยีสต์
  • บรรเทาอาการของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคผิวหนังอักเสบ
  • ช่วยในกลุ่มอาการเพลียเรื้อรัง
     โพรไบโอติกส์กับการลดน้ำหนัก

     บางงานวิจัยแนะนำว่า โพรไบโอติกส์อาจช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาอื่นๆ อีกที่มารับรองถึงบทบาทของโพรไบโอติกส์ในการลดน้ำหนักด้วย งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Nutrition เมื่อปี ค.ศ. 2004 พบว่า ชายและหญิงที่ทานอาหารเสริมโพรไบโอติกส์ร่วมกับการกินตามแพลนอาหารเพื่อลดน้ำหนักโดยเฉพาะ มีน้ำหนักที่ลดลงมากกว่าคนที่กินอาหารเพื่อการไดเอทเพียงอย่างเดียว งานวิจัยอื่นๆ ก็แสดงข้อมูลเกี่ยวกับคนอ้วนซึ่งมีแบคทีเรียในลำไส้ต่างจากคนที่มีน้ำหนักปกติ

อาหารที่มีโพรไบโอติกส์

อาหารทั่วไปที่มีแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่

  • โยเกิร์ต
  • น้ำผลไม้
  • Aged cheese (ชีสจากการบ่ม)
  • คีเฟอร์ (Kefir หรือ บัวหิมะธิเบต)
  • กะหล่ำปลีดอง
  • มิโซะ (Miso-เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น)
  • เทมเป้ (Tempeh หรือ ถั่วเหลืองหมัก)
  • กิมจิ (Kimchi)
  • เครื่องดื่มจากถั่วเหลือง
  • ผักดอง

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/probiotics 

------------------------------------

จุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ในอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งหมด 23 สายพันธุ์

ประกาศจากระทรวงสาธารณสุข 
ณ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข



 


s
[ ความเห็นที่ 1]
RE : อาหาร แก้ปัญหาท้องผูก ลดอาการ แน่น ไม่ย่อย จุกลิ้นปี่ เรอ ตด กรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ผื่นแพ้-คัน-สิว
โพสต์เมื่อ: วันอาทิตย์ 17 มีนาคม 2562  10:27 น.
     โดยธรรมชาติ ร่างกายของทั้งมนุษย์อย่างเรามีเชื้อโรคตัวน้อยๆอยู่เต็มไปหมด
ทั้งภายในตั้งแต่ในช่องปาก ทางเดินอาหาร ลำไส้ ช่องคลอด  และภายนอกอย่างบนผิวหนัง
ซึ่งเราเรียกง่ายๆว่า ว่าเป็นเชื้อโรคประจำถิ่น/จุลินทรีย์ประจำถิ่น หรือ normalflora/ microbiota 
เจ้าเชื้อประจำถิ่นพวกนี้มักจะไม่ก่อให้เกิดโรค ถ้าร่างกายอยู่ในภาวะปกติ 
จุลินทรีย์ประจำถิ่นได้ประโยชน์จากสารอาหารในร่างกายเรา ในการดำรงชีวิต
แต่พวกมันก็ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อก่อโรคต่างๆ(pathogen) ให้เราด้วย ในขณะเดียวกัน

     จะเห็นได้ว่าเชื้อจุลินทรีย์ประจำถิ่นมีความสำคัญในการปกป้องร่างกายของเรา
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ในปัจจุบันมีการปรับปรุงด้านการสาธารณสุขดีขึ้น 
คนเป็นโรคติดเชื้อน้อยลง ทำให้การได้รับเชื้อโรคที่ดีตามธรรมชาติลดลง 
มีการใช้ยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ)มากขึ้น ซึ่งมันไม่ได้ฆ่าแต่เชื้อก่อโรค เชื้อดีๆมันก็ฆ่าด้วย 
เกิดการเสียดุลของระบบนิเวศในร่างกาย และทางเดินอาหาร

     ดังนั้นในหลายๆกรณีจึงมีความจำเป็นที่ต้องเติมเจ้าเชื้อโรคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเหล่านี้ลงไป
ซึ่งเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อยู่ในทางเดินอาหารนี่เอง ที่เราเรียกว่า Probiotics

     Prebiotics ก็คืออาหารของเจ้าจุลินทรีย์ Probiotics, 
     ส่วน Probiotics คือ เจ้าจุลินทรีย์ตัวน้อยๆ ที่ให้ประโยชน์กับร่างกายของเรา
     และ Synbiotics ก็คือส่วนผสมของ Prebiotics และ Probiotics ทั้ง 2 อย่างเข้าด้วยกัน 


อาหารตามธรรมชาติที่มี
Prebiotics มาก ได้แก่ ข้าวสาลี กระเทียม กล้วย หอมหัวใหญ่ ต้นหอม 
น้ำผึ้ง หน่อไม้ฝรั่ง และรากชิโครี และผัก-ผลไม้อื่น ๆ อีกมากมาย...

ขอบคุณข้อมูลจาก 
https://pantip.com/topic/30217195 

----------------------------------

นารีมีมาแชร์ : โปรไบโอติกส์ แบคทีเรียดี ที่ร่างกายต้องการ (6 ธ.ค. 59)


รู้จัก Probiotics Prebiotics อาหารปรับสมดุลโรคลำไส้แปรปรวน





ระโยชน์ของโปรไบโอติก ( Probiotics )

โปรไบโอติก

โปรไบโอติก ( Probiotics ) คือ จุลินทรีย์มีชีวิตและเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่มีอยู่ในอาหาร เมื่อเราบริโภคเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการแล้วจะส่งผลดีให้สุขภาพ คำว่า “ โปรไบโอติก ” เป็นคำที่มา  จากภาษากรีก มีความหมายว่า “ เพื่อชีวิต ” โปรไบโอติกพบได้ในอาหารหมักดอง เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต แหนม กิมจิ แตงกวาดอง นอกจากในอาหารหมักดองที่กล่าวมา แล้วเรายังสามารถพบโปรไบโอติกใน ชีส Dark Chocolate ซุปมิโซะ อีกด้วยโปรไบโอติก ( Probiotics ) มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและมีการนำมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย คือ แลคโตบาซิลลัส ( Lactobacillus ) บิฟิโดแบคทีเรียม ( Bifidobacterium ) เพราะว่าจุลินทรีย์ทั้งสองชนิดนี้เราสามารถพบได้ในร่างกายอยู่แล้ว โดยแลคโตบาซิลลัส ( Lactobacillus ) พบได้ในลำไส้เล็กและบิฟิโดแบคทีเรียม ( Bifidobacterium ) พบได้ที่บริเวณลำไส้ใหญ่

จุลินทรีย์โปรไบโอติกที่อาศัยอยู่ในร่างกายเรามีกี่ชนิด?

โดยปกติแล้วร่างกายคนเรานั้นมีจุลินทรีย์อยู่ในร่างกายและผิวหนังหลายล้านชนิดอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่ระบบทางเดินอาหาร อย่างลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ เราจะพบจุลินทรีย์จำนวนมากที่สุด ซึ่งจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่างกายของเรานั้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ

1.จุลินทรีย์ก่อโรค จุลินทรีย์ชนิดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นจุลินทรีย์ที่ร่างกายรับเข้ามาจากภายนอก ทั้งจากอาหารและอากาศ เช่น วิบริโอ พาราฮีโม ไลติคัส ( V.cholerae ) ที่เป็นสาเหตุของโรคอหิวาตกโรค ชิเจลลา ( Shigella ) ที่ทำให้เกิดโรคบิด เป็นต้น เมื่อจุลินทรีย์ชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่น้อย ร่างกายจะสามารถขจัดออกไปได้จึงไม่ก่อให้เกิดโรคขึ้น แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินกว่าที่จะกำจัดออกได้โดยเฉพาะบริเวณทางเดินอาหารจะทำให้เกิดโรค เช่น อหิวาตกโรค โรคท้องเสีย อาหารเป็นพิษ โรคบิด เป็นต้น

2.จุลินทรีย์กลุ่มก่อการอักเสบหรือกลุ่มฉวยโอกาส เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว แต่มีอยู่ในปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจุลินทรีย์ชนิดดี จึงไม่ส่งผลเสียหรือสร้างอันตรายต่อร่างกาย แต่ทว่าเมื่อใดก็ตามที่จุลินทรีย์ชนิดดีมีปริมาณน้อยกว่าจุลินทรีย์กลุ่มนี้แล้ว จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็จะแสดงผลที่เป็นอันตายต่อร่างกายทันที โดยการทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น การติดเชื้อ Pseudomonas การติดเชื้อ Staphylococcus ที่ทำให้เกิดตุ่มหนองตามผิวหนัง เป็นต้น

3.จุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่เป็นกลาง คือ จุลินทรีย์ที่สามารถทำหน้าที่ทั้งป้องกันไม่ให้เกิดโรคและรอโอกาสที่จะทำให้เกิดโรค ขึ้นอยู่กับสถานะการณ์และปริมาณของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในขณะนั้น เช่น เชื้ออีโคไล ( E.Coli ) ทำหน้าที่ในการช่วยย่อยอาหารภายในลำไส้เมื่อมีในปริมาณน้อย และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคท้องเสียได้เมื่อมีปริมาณมากกว่าจุลินทรีย์ชนิดดี

4.จุลินทรีย์ชนิดดีหรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะทำหน้าที่ในการช่วยปกป้องดูแลทางเดินอาหารไม่ให้เชื้อโรคหรือจุลินทรีย์กลุ่มที่ก่อโรคเข้ามาทำร้ายลำไส้ได้ นับว่าจุลินทรีย์ชนิดนี้เป็นชนิดที่ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี เช่น แลคโตบาซิลลัส ( Lactobacillus ) บิฟิโดแบคทีเรียม ( Bifidobacterium ) ยูแบคทีเรีย (Eubacteria) เป็นต้น

ร่างกายของคนเรานั้นโดยเฉพาะที่ลำไส้จะมีจุลินทรีย์อาศัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราเรียกจุลินทรีย์เหล่านี้ว่า “ จุลินทรีย์เจ้าถิ่น ” ( Normalfloral ) จุลินทรีย์เจ้าถิ่นมีทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และจุลินทรีย์ที่อาจก่อโทษได้ทั้งสองชนิด โดยโปรไบโอติกจัดเป็นจุลินทรีย์เจ้าถิ่นชนิดหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งประโยชน์ของโปรไบโอติกต่อสุขภาพมีดังนี้

ลำไส้จะมีจุลินทรีย์โปรไบโอติกอาศัยเป็นจำนวนมาก
ซึ่งเราเรียกจุลินทรีย์เหล่านี้ว่า “ จุลินทรีย์เจ้าถิ่น ” ( NORMALFLORAL )


ประโยชน์ของโปรไบโอติกต่อสุขภาพ

1.ป้องกันโรคทางเดินอาหารในทารก ทารกที่เพิ่งคลอดจะมีภูมิต้านทานโรคน้อยโดยเฉพาะบริเวณลำไส้และกระเพาะอาหารทำให้มีเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารที่รุนแรงได้ ดังนั้นการให้ทารกดื่มนมแม่จะช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับทารกได้ เพราะว่าในน้ำนมแม่มีจุลินทรีย์ บิฟิโดแบคทีเรียม ( Bifidobacterium ) ที่มีประโยชน์ต่อทารก โดยบิฟิโดแบคทีเรียม ( Bifidobacterium ) จะเข้าไปยึดเกาะกับผนังของลำไส้เล็กเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ส่งผลให้ลำไส้เล็กมีความแข็งแรงต้านทานต่อโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารได้ดี และเข้าไปกระตุ้นการสร้างเมือกที่ใช้ในการจับเชื้อไวรัสโรต้าให้มีความหนาขึ้น ทำให้มีโอกาสจับเชื้อโรคได้มากขึ้น จึงลดความเสี่ยงในเป็นโรคท้องเสียชนิดรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสโรต้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อ Enterovirus ที่พบได้ในเด็กด้วย

2.ป้องกันโรคลำไส้อักเสบโดยโปรไบโอติกจะเข้าไปยึดเกาะกับเนื้อเยื่อบนผนังลำไส้เอาไว้ ทำให้ไม่มีช่องว่างหรือพื้นที่ว่างให้เชื้อโรคร้ายเข้ามาทำร้ายผนังลำไส้ได้ ผนังลำไส้จึงไม่เกิดการอักเสบ แต่ถ้าร่างกายมีปริมาณโปรไบโอติกน้อยไม่สามารถยึดเกาะกับเนื้อเยื่อของผนังลำไส้ได้ทั้งหมด เมื่อร่างกายรับเชื้อที่ก่อโรคเข้ามา เชื้อก่อโรคก็จะเข้าไปจับกับผนังลำไส้บริเวณที่ว่างอยู่ ทำให้เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นจนเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุของโรคลำไส้อักเสบ

3.ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค ทั้งที่อยู่ในร่างกายและที่ร่างกายรับเข้ามาจากภายนอก โดยการที่โปรไบโอติกจะเข้าไปแย่งอาหารของจุลินทรีย์ก่อโรคไปจนหมด ทำให้จุลินทรีย์ก่อโรคขาดอาหารส่งผลให้จุลินทรีย์ก่อโรคหยุดการเจริญเติบโตและตายไปในที่สุด นอกจากแย่งอาหารของจุลินทรีย์ก่อโรคแล้ว โปรไบโอติกยังผลิตกรดอะซิติกและแลคติกขึ้นมา เพื่อควบคุมระดับความกรดเป็นกรด – ด่างภายในลำไส้ให้ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค จุลินทรีย์ก่อโรคจึงมีปริมาณลดลงไม่สามารถส่งผลหรือก่อโรคภายในร่างกายได้

4.ทำลายจุลินทรีย์ก่อโรค โปรไบโอติกจะปล่อยสารแบคเทอริโอซิน ( Bacteriocin ) ที่มีคุณสมบัติทำลายเชื้อแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ก่อโรค โดยสารแบคเทอริโอซิน ( Bacteriocin ) จะเข้าไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของจุลินทรีย์ก่อโรคทำให้เซลล์เกิดการสูญเสียสารอาหารและน้ำ ส่งผลให้จุลินทรีย์ก่อโรคเสื่อสภาพและตายในที่สุด จุลินทรีย์ก่อโรคจึงไม่สามารถทำให้เกิดโรคในร่างกายได้ จึงป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

5.ช่วยดูดซึมสารอาหาร โปรไบโอติกจะผลิตเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร เช่น เอนไซม์ไลเปส ( Lipase ) ที่ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล เอนไซม์โปติเอส ( Proteases ) ช่วยในการย่อยโปรตีนให้มีขนาดเล็กลง เป็นต้น เมื่อไขมันและโปรตีนมีขนาดที่เล็กลงจึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้มากขึ้น

6.เสริมสร้างภูมิต้านทาน โปรไบโอติกที่ยึดเกาะอยู่กับเนื้อเยื่อของผนังลำไส้จะเข้าไปกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในชั้นใต้ผิวของผนังลำไส้ ( Gut-Associated Lymphocyte Tissue, GALT ) ทำให้ต่อมน้ำเหลืองมีการสร้างสารป้องกันหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายให้อยู่ในระดับที่มีความสมดุล ส่งผลให้เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามาระบบภูมิคุ้มกันจะเข้าไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำการจับตัวกับเชื้อโรคได้ดีขึ้น ทำให้เชื้อโรคโดนทำลายอย่างมีประสิทธิภาพ

7.ลดระดับคอเลสเตอรอล โปรไบโอติกชนิด Lactobacillus Acidophilus ที่อยู่ในกลุ่มของบิฟิโดแบคทีเรียม ( Bifidobacterium ) จะเข้าไปช่วยย่อยคอเลสเตอรอลและยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลที่อยู่ในลำไส้ และทำการขับเอาคอเลสเตอรอลออกมากับอุจจาระจึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้

8.ป้องกันท้องผูก เนื่องจากจุลนิทรีย์บิฟิโดแบคทีเรียม ( Bifidobacterium ) สามารถผลิตกรดอินทรีย์ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้มีการบีบตัวมากขึ้นและยังเข้าไปเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับอุจจาระ ทำให้อุจจาระมีความอ่อนนุ่ม สามารถขับถ่ายออกมาได้ง่าย จึงสามารถป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี

9.ลดอาการข้างเคียงจากยาปฏิชีวะนะ การทานยาปฏิชีวะนะหรือยาฆ่าเชื้อเข้าไป นอกจากยาจะเข้าไปฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคแล้ว ยาปฏิชีวะนะยังฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดภายในร่างกายทั้งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ส่งผลให้เมื่อรับประทานยาปฏิชีวะนะอาจจะมีอาการท้องเสียเกิดขึ้นเป็นอาการข้างเคียงได้ การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกเข้าไปจะความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวได้ เพราะการทานโปรไบโอติกเข้าไปจะช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกายป้องกันการท้องเสียได้

10.ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง โปรไบโอติกเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ป้องกันการอักเสบหรือติดเชื้อของเซลล์ภายในร่างกาย เมื่อเซลล์ไม่ได้รับการทำร้ายจากเชื้อโรคเซลล์ย่อมมีความแข็งแรงโดยเฉพาะดีเอ็นเอของเซลล์จะคงอยู่เหมือนเดิมไม่เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง และเมื่อไม่มีการสะสมของเสียในลำไส้จึงไม่มีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นทำให้ผนังลำไส้ไม่เกิดการอักเสบซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ ดังนั้นการที่ร่างกายได้รับโปรไบโอติย่อมลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

การได้รับโปรไบโอติกจำนวนมากเกินไปก็ไม่ส่งผลต่อร่างกาย หรือว่าการได้รับโปรไบโอติกในขณะที่ร่างกายอยู่ในสภาวะภูมิคุ้มกันลดลง

การได้รับโปรไบโอติกจำนวนมากเกินไปก็ไม่ส่งผลต่อร่างกาย หรือว่าการได้รับโปรไบโอติกในขณะที่ร่างกายอยู่ในสภาวะภูมิคุ้มกันลดลง เช่น ช่วงที่ได้รับเคมีบำบัด ช่วงที่ร่างกายมีเม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นต้น ช่วงเวลาที่ภูมิต้านทานต่ำ ถ้าเราได้รับโปรไบโอติกในปริมาณที่มากอาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

โปรไบโอติกจัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ก็ต่อเมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายในขณะนั้น ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายเราควรเลือกบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของโปรไบโอติกเป็นประจำเพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ทำให้ขับถ่ายเป็นปกติ

นอกจากโปรไบโอติกแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ควบคู่กับโปรไบโอติกนั่นคือ พรีไบโอติก เพราะถ้าขาดสิ่งนี้ไปโปรไบโอติกก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

ขอบคุณข้อมูลจาก https://amprohealth.com/nutrition/probiotics/

-------------------------------------------------


บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน
4 ขั้นตอน การเลือกโพรไบโอติคส์  
รองศาสตราจารย์ วิมล ศรีศุข 
ภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูง ใครๆก็บอกว่ากินโพรไบโอติคส์แล้วดี  คุณเดินเข้าไปยืนหน้าตู้แช่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วก็เครียด  จะเลือกโพรไบโอติคส์ไหนดี

 

โพรไบโอติคส์ (Probiotics) เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต  จุลินทรีย์เหล่านี้ได้รับการคัดเลือกแล้วว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายแล้วจะไปตั้งรกรากอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่  ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่แต่เดิมในลำไส้ ทำให้แบคทีเรียที่ดีมีจำนวนมากขึ้น และแบคทีเรียที่ไม่ดีจำนวนลดลง (คือพวกที่ทำให้ท้องอืด ท้องเสีย สร้างสารก่อมะเร็ง สารที่มีกลิ่นเหม็น ฯลฯ) ทำให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังให้ประโยชน์อื่นๆ เช่น เพิ่มภูมิคุ้มกัน  เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์นั้นๆ   โดยรวม คือ โพรไบโอติคส์จะช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้น

 

ขั้นตอนการเลือกโพรไบโอติคส์

     ขั้นที่ 1 เริ่มกันที่บริเวณหน้าตู้แช่ ให้ยื่นมือเข้าไปในตู้แช่บริเวณชั้นวางผลิตภัณฑ์โพรไบโอติคส์  ถ้าตู้แช่เย็นจัดเท่าตู้ที่บ้านคุณหรือเย็นกว่า เป็นอันว่าใช้ได้  เนื่องจากผลิตภัณฑ์จะคงตัวกว่า และโพรไบโอติคส์ชอบอากาศเย็น จะอยู่สุขสบายมีจำนวนที่มีชีวิตมากกว่าในที่อากาศร้อน หากคุณสนใจผลิตภัณฑ์ที่มีสาวขี่จักรยานส่ง ก็ให้เลือกสาวส่งที่ไม่โลภมาก บรรจุของในตู้แช่ท้ายจักรยานแต่พอดี ไม่ล้นออกมาจนปิดฝาไม่ได้  จุดสำคัญ คือ ให้เย็นอยู่เสมอ  หากตู้แช่ไม่เย็น สาวส่งใส่ของจนล้นตู้แช่ ขอแนะนำให้เปลี่ยนซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือเปลี่ยนสาวส่ง

     ขั้นที่ 2 หยิบขวดโยเกิร์ตหรือขวดนมที่คิดว่ามีโพรไบโอติคส์ขึ้นมา พลิกไปด้านข้างหรือด้านหลัง อ่านชื่อเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในถ้วยหรือในขวด  ถ้าเป็น สเตร็ปโตค็อคคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophilus)

และ แล็คโตแบซิลลัส เดลบรูคคิไอ ชับสปีชี่ส์ บัลการิคัส (Lactobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus) หรือ แล็คโตแบซิลลัส บัลการิคัส (Lactobacillus bulgaricus)

ทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ทำโยเกิร์ตธรรมดา ไม่จัดเป็นโพรไบโอติคส์   ให้มองหาชื่อเชื้ออื่นที่ข้างถ้วย โพรไบโอติคส์ที่มีอยู่ในโยเกิร์ตและนมในท้องตลาด เช่น ไบฟิโดแบคทีเรียม ไบฟิดุม (Bifidobacterium bifidum)ไบฟิโดแบคทีเรียม แอนิมาลิส (Bifidobacterium animalis DN173010)  แล็คโตแบซิลลัส เคซิไอ (Lactobacillus casei) แล็คโตแบซิลลัส แอซิโดฟิลลัส (Lactobacillus acidophilus) เป็นต้นยังมีโพรไบโอติคส์ตัวอื่นๆที่น่าสนใจอีกในต่างประเทศที่ยังไม่มีจำหน่ายในบ้านเรา   ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศไทยมักใส่โพรไบโอติคส์เพียง 1 ชนิด ส่วนที่มาจากต่างประเทศจะเติมโพรไบโอติคส์ลงไป 1-3 ชนิด    

     ขั้นที่ 3 ถึงตรงนี้ คุณเริ่มเครียดอีกแล้ว  ในขั้นนี้ที่ยังไม่รู้ว่าเชื้อไหนเหมาะกับคุณ ให้ถามตัวเองว่าคุณเป็นคนกลุ่มไหน “ท้องผูก อ้อนวอนกันทุกเช้า”หรือ “ลำไส้ไว เข้าห้องน้ำวันละหลายรอบ”ถ้าเป็นกลุ่มแรก ให้ลองเลือก ไบฟิโดแบคทีเรียม แอนิมาลิส ก่อน เนื่องจากเชื้อนี้มักทำให้ย่นระยะเวลาที่อาหารอยู่ในลำไส้ แปลว่าทำให้ขับถ่ายเร็วขึ้น แต่ถ้าคุณเป็นกลุ่มลำไส้ไว ถ่ายบ่อย ก็ต้องหลีกเลี่ยงเชื้อนี้มิฉะนั้นจะยิ่งวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นอีก คนกลุ่มหลังนี้ก็ควรจะเลี่ยงโยเกิร์ตที่มีพรีไบโอติคส์ (อาหารของโพรไบโอติคส์) อยู่ด้วย(ดูที่ฉลาก)เพราะคนกลุ่มที่ลำไส้ไว มักจะท้องอืดง่าย ที่นี้ถ้าคุณเป็นคนปกติ ให้ลองโพรไบโอติคส์ตัวไหนก็ได้ แล้วลองกินไปสัก 2-3 สัปดาห์ โดยกินเช้า-เย็น วันละ 1-2 ถ้วย ทุกวัน เริ่มแรกท้องไส้อาจรู้สึกปั่นป่วน เนื่องจากมีการแก่งแย่งพื้นที่ในลำไส้ใหญ่ระหว่างกลุ่มต่างๆของแบคทีเรียเพื่อตั้งรกราก หากไม่มีอะไรผิดปกติอย่างอื่น ก็ให้กินต่อไปทุกวัน หลังจาก 2 สัปดาห์แล้ว ให้สำรวจตัวเองว่ารู้สึกสบายท้องขึ้นหรือไม่ ขับถ่ายดีหรือไม่ กินโพรไบโอติคส์นี้แล้วรู้สึกว่าสุขภาพลำไส้ดีขึ้นหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ ก็ขอให้คุณกินโพรไบโอติคส์นี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา  การกินโพรไบโอติคส์ให้ได้ผลดี ต้องกินสม่ำเสมอต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ห้ามกินๆหยุดๆ ต้องมีเชื้อไปทดแทนพรรคพวกที่ตั้งรกรากแล้วหลุดหายตายจากไปตามระยะเวลา   หากสำรวจแล้ว ไม่พอใจ ก็ขอให้เริ่มต้นใหม่ด้วยเชื้ออื่น ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์อีกเหมือนกันกว่าจะเข้าที่ จะให้แน่ใจก็ใช้เวลา 1 เดือน

     ขั้นที่ 4  จริงๆขั้นนี้เป็นขั้นที่ 3 1/2 เนื่องจากยังเลือกไม่เสร็จ คุณดูที่ฉลากข้างถ้วยบางถ้วยแล้วก็เห็นตัวเลขจำนวนเชื้ออยู่ ตกลงคุณควรจะเลือกจำนวนเชื้อมากหรือเชื้อน้อยดี  เอาเป็นว่า คุณลองอ่านจำนวนที่ข้างถ้วย เช่น 20,000 ล้านตัว แล้วคุณก็เขียนให้เป็นตัวเลขทั้งหมด ในที่นี้ก็คือ 20,000,000,000 ตัว ทีนี้ก็เริ่มนับเลขศูนย์ที่มีทั้งหมด ตราบใดที่มีเลขศูนย์อย่างน้อย 10 ตัว ก็เป็นอันว่าใช้ได้  ตัวเลขมากดีกว่าตัวเลขน้อย คือ ควรมีจำนวนโพรไบโอติคส์ตั้งต้นอยู่อย่างน้อย 1010-1011 ตัวเนื่องจากโพรไบโอติคส์ต้องเดินทางฝ่าด่านกรด และด่านน้ำดี ฯลฯ ตกหายตายจากไประหว่างทางในทางเดินอาหาร กว่าจะถึงที่ตั้งรกรากในลำไส้ใหญ่พวกที่ยังคงมีชีวิตอยู่ก็ลดจำนวนลงไปมาก ดังนั้นเลือกจำนวนมากไว้ก็จะดีกว่า

เลือกไปแล้ว ลองไปแล้ว ไม่ถูกใจ สู้ของเดิมในลำไส้ของคุณไม่ได้ คุณก็หยุดกินโพรไบโอติคส์ ประมาณสัก 2 สัปดาห์ จุลินทรีย์ที่เคยตั้งรกรากอยู่เดิมในลำไส้ใหญ่ของคุณก็จะค่อยๆเพิ่มจำนวนหรือลดจำนวนกลับมาคล้ายคลึงกับของเดิมที่คุณเคยมีอยู่

ขอบคุณข้อมูลจาก 
https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/


s
[ ความเห็นที่ 2]
RE : อาหาร แก้ปัญหาท้องผูก ลดอาการ แน่น ไม่ย่อย จุกลิ้นปี่ เรอ ตด กรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ผื่นแพ้-คัน-สิว
โพสต์เมื่อ: วันเสาร์ 13 เมษายน 2562  11:09 น.
พรีไบโอติก (prebiotic)

พรีไบโอติก (prepiotic) คือ อาหารซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อย และไม่ถูกดูดซึมได้ในระบบทางเดินอาหาร ทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะถูกย่อยด้วยแบคทีเรียบริเวณในลำไส้ใหญ่ โดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โปรไบโอติก (probiotic) มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จัดเป็นอาหารในกลุ่ม functional food

สารอาหารที่จัดเป็นพรีไบโอติก

 
  • น้ำตาลแอลกฮอล์ (sugar alcohol) หรือ polyols ได้แก่ maltitol, sorbitolisomaltxylitol เป็นต้น เป็นสารให้ความหวาน (sweetener) โดยมีความหวาน (relative sweetness) น้อยกว่าน้ำตาลทราย (sucrose) ประมาณ 3 ใน 4 หรือครึ่งหนึ่ง และยังดูดซับได้ช้าในลำไส้เล็กเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาล มีค่า glycemic index ต่ำ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
  • โอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharide) เป็นคาร์โบไฮเดรตสายสั้น ประกอบด้วยน้ำตาลตั้งแต่ 3 ถึง 10 หน่วย ได้แก่ raffinosestachyosefructo-oligosaccharide, lactulose, galacto-oligosaccharide (GOS), soybean oligosaccharide, lactosucrose, isomalto-oligosaccharide, gluco-oligosaccharides, 
    xylo-oligosaccharides และ palatinose
  • Resistant starch เป็น polysaccharide ซึ่งจะไม่ถูกดูดซับในลำไส้เล็ก ประกอบด้วย amylose ประมาณร้อยละ 20-25
  • พอลิแซ็กคาไรด์ที่ไม่ใช่สตาร์ซ (Non-starch polysaccharides, NSP) เป็นสารที่ได้รับจากพืช เช่น pectincellulosehemicelluloseguar gumgum arabicbeta glucan, xylan
  • อินูลิน (inulin) เป็นสาร polysaccharides ที่พืชเก็บสะสมไว้เป็นอาหาร พบในพืชมากกว่า 36,000 ชนิด เช่น Chicory root เห็ด หัวหอม หัวกระเทียม กล้วย เป็นต้น
  • Mucin glycoproteins ถูกสร้างโดย goblet cells ที่อยู่ในเยื่อบุผิวลำไส้และเป็นสารตั้งต้นหลักสำหรับการหมักในลำไส้
  • Related mucopolysaccharides ตัวอย่างเช่น chondroitin sulphate, heparin, pancreatic และ bacterial secretions ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารที่มีไว้สำหร้บจุลินทรีย์ในลำไส้
  • Protein โปรตีน และ peptides เปปไทด์ สารเหล่านี้สร้างขึ้นในอาหาร สร้างโดยการหลั่งของตับอ่อนหรือสร้างโดยแบคทีเรีย แต่จะมีปริมาณน้อยกว่าพวกคาร์โบไฮเดรต

ประโยชน์ต่อสุขภาพ
 

สารในกลุ่มพรีไบโอติก จัดเป็นฟังก์ชันนาลฟู้ด (functional food) เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยจะกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์โปรไบโอติก (probiotic) เช่น แบคทีเรียในกลุ่ม lactic acid bacteria ได้แก่ แล็กโทบาซิลลัส (lactobacillus) และไบฟิโดแบคทีเรีย (bifidobacteria)

พรีไบโอติกและโปรไบโอติกทำงานร่วมกัน จะรวมเรียกว่า ซินไบโอติก (synbiotics) จะเป็นผลดีต่อร่างกายมากช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์ภายในทางเดินอาหารให้เหมาะสม ทำให้โปรไบโอติกมีการย่อยสลายในระบบนิเวศน์จุลินทรีย์ที่มีการแข่งขันกัน ผลที่ตามมา คือ

  • กรดแล็กทิก (lactic acid) ที่จุลินทรีย์สร้างจะยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค (pathogen) และสร้างสารพิษ เช่น Clostridium perfringensSalmonella และช่วยป้องกันและลดอาการของโรคติดเชื้อ (infection) ในทางเดินอาหาร
  • ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล (cholesterol) ฟอสฟอลิพิด (phospholipid) และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในเลือด โดย Lactobacillus acidophilus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้จ ะช่วยย่อยสลายคอเลสเตอรอล และยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลผ่านผนังลำไส้
  • ช่วยการดูดซึมอาหารในลำไส้ก็ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ เนื่องจากกรดอินทรีย์ที่จุลินทรีย์ บิฟิโดแบคทีเรีย (bifidobacteria) ผลิตขึ้น จะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และช่วยเพิ่มความชื้นของอุจจาระ ทำให้สามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น
  • ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในระบบย่อยอาหาร
  • สามารถผลิตวิตามิน vitamin B1, vitamin B2, vitamin B6, vitamin B12, nicotinic acid และ folic acid ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะภูมิแพ้ เสริมสร้างการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันได้

แหล่งที่พบในอาหาร
พรีไบโอติก (prebiotic) พบในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะใน
ผัก 
เช่น รากชิคอรี หัวอาร์ทิโชก 
กระเทียม หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิล และเมล็ดธัญพืชบางชนิด


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0781/prebiotic

----------------------------------------------


อาหารที่มี พรีไบโอติกส์ (prebiotic) สูง

อาหารที่มีพรีไบโอติกส์สูง มักเป็นอาหารจากผักและผลไม้ต่างๆ เช่น

กระเทียม หอมหัวใหญ่ ต้นหอม ต้นหอมญี่ปุ่น หน่อไม้ฝรั่ง แรดิชิโอ (ผักกาดม่วง) กะหล่ำปลี อะโวคาโด ฝรั่ง กล้วย แอปเปิ้ล
 

ข้อควรระวังในการทานอาหารที่มีพรีไบโอติกส์สูง

หากอยากทานอาหารเหล่านี้ เพื่อให้ได้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของลำไส้ ช่วยในการขับถ่าย อาจจะต้องทานดิบ หรือโดนความร้อนให้น้อยที่สุด เพราะพรีไบโอติกส์จะลดปริมาณลงเมื่อได้รับความร้อน และหากทานเข้าไปแล้วพบว่ามีอาการท้องอืด หรือท้องเสียหลังจากทานอาหารที่มีพรีไบโอติกส์สูงเข้าไป (คาดว่าน่าจะเกิดจากการขาดจุลินทรีย์ Probiotics ในร่างกาย ร่างกายจึงย่อยไม่ได้) ควรรอให้ระบบย่อยอาหารกลับสู่สมดุลก่อน แล้วจึงค่อยเริ่มกินอาหารพรีไบโอติกส์ทีละน้อยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก 
https://www.sanook.com/health/7557/

ให้ปรับสมดุลด้วยการเติม จุลินทรีย์ Probiotics ให้ร่างกายก่อน กิน Prebiotic 

--------------------------------------

 
s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้