|
|
|
แมกนีเซียมคืออะไร
แมกนีเซียม เป็นสารอาหารประเภทเกลือแร่ (Mineral) ชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มเกลือแร่ที่มีมากในร่างกาย (Macronutrients หรือ Principal elements) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในโครงสร้างกระดูกมีธาตุ แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบประมาณ 25 กรัม หรืออาจมากกว่านี้ และเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ต่างๆ กล้ามเนื้อ สมองและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ แมกนีเซียม ส่วนใหญ่ในร่างกาย (60-70%) พบในกระดูก ส่วนที่เหลืออีก 30% พบในเนื้อเยื่ออ่อนและของเหลวในร่างกาย แมกนีเซียม มักอยู่ในของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์ (Intracellular fluid) เช่นเดียวกับโพแทสเซียม ประมาณร้อยละ 35 ของแมกนีเซียมในเลือดจะรวมอยู่กับโปรตีน เด็กแรกเกิดมี แมกนีเซียม ต่ำ และเมื่อโตขึ้นจะมี แมกนีเซียม มากขึ้น แมกนีเซียม เป็นโคแฟกเตอร์ (Co-factor) ที่สำคัญของเอ็นไซม์ในร่างกายไม่น้อยกว่า 300 ชนิด เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีนต่างๆ ในร่างกาย และเป็นเกลือแร่ที่มีโอกาสขาดได้ง่ายรองจาก แคลเซียม หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอจะมีโอกาสเป็น โรคหัวใจ มากขึ้น แมกนีเซียม ยังทำหน้าที่ในการส่งผ่านกระแสประสาท จึงช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับสมองได้ เช่น ซึมเศร้า ไมเกรน เครียด เป็นต้น และมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างคือเป็นตัวช่วยในการสะสม แคลเซียม เข้ากระดูก และลดความรุนแรงของ โรคหัวใจ วายเรื้อรัง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่มีน้อยคนมากๆ ที่จะได้รับ แมกนีเซียม อย่างเพียงพอต่อวันจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เนื่องจากอาหารที่ปรุงส่วนใหญ่จะมีแร่ธาตุนี้อยู่น้อย การรับยาบางชนิดก็ส่งผลให้เกิดขาดแร่ธาตุ แมกนีเซียม อีกทั้งโรคบางชนิดเช่น เบาหวาน โรคติดเหล้า ก็ส่งผลให้เกิดการขาดแร่ธาตุ แมกนีเซียม ได้เช่นกัน ดังนั้นการรับประทานในรูปแบบอาหารเสริมก็จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าร่างกายได้รับ แมกนีเซียม อย่างเพียงพอ ซึ่งเราจะพบ แมกนีเซียม ในรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น แมกนีเซียมซิเตรด แมกนีเซียมแอสพาเตรด แมกนีเซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียมกลูคอเนต แมกนีเซียมออกไซต์ และแมกนีเซียมซัลเฟต หน้าที่และประโยชน์ แมกนีเซียม เปรียบเสมือนคนงานที่ทำงานแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพียงเพื่อจะสังเคราะห์โปรตีนให้ร่างกาย และเป็นโคเอนไซม์ที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งในร่างกายที่จะทำงานร่วมกับ แคลเซียม อันเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกาย แมกนีเซียม ยังช่วยให้การผลิตฮอร์โมนต่างๆ เป็นปกติ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและเซลล์ต่างๆ มีผลต่อการทำงานของระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธุ์ ระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยหน้าที่และประโยชน์ของ แมกนีเซียม มีดังนี้ 1. มีส่วนควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อเช่นเดียวกับ แคลเซียม โดยจำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณทางประสาทและการหดตัวของกล้ามเนื้อ 2. ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการเผาผลาญสารอาหาร และการสังเคราะห์โปรตีน 3. ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต้านทานความหนาว ในที่อากาศเย็น ความต้องการแมกนีเซียมจะสูงขึ้น 4. จำเป็นสำหรับการเติบโตของกระดูกและฟัน 5. สำคัญในการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ของวิตามิน บี ซี และ อี 6. จำเป็นสำหรับการเผาผลาญแคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโพแทสเซียม 7. อาจป้องกันโรคทางหลอดเลือดหัวใจ โดยจะไปลดความดันเลือดลง และป้องกันการเกาะของโคเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดง ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ 8. ช่วยในการควบคุมสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย 9. อาจทำหน้าที่เป็นตัวยาสงบประสาทตามธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน และลดความถี่ในการเกิดได้ ลดอาการซึมเศร้า และช่วยให้นอนหลับโดยเป็นตัวที่ช่วยในการสร้างสารเมลาโตนิน 10.ป้องกันไม่ให้ แคลเซียม จับตัวอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ไต 11.จำเป็นต่อการรวมตัวของ parathyroid hormone ซึ่งมีบทบาทในการดึงเอาแคลเซียมออกจากกระดูก 12.ป้องกันการแข็งตัวของเลือด 13.ลดอาการปวดเค้นหน้าอกในผู้ป่วย โรคหัวใจ 14.ป้องกันและรักษาโรคหอบหืด 15.บรรเทาและป้องกัน อาการปวดประจำเดือนโดยการคลายกล้ามเนื้อมดลูก 16.การรับประทา นแมกนีเซียม จะช่วยลดการเกิดตะคริวในหญิงมีครรภ์ที่มีระดับของ แมกนีเซียม ต่ำได้ 17.ช่วยป้องกันการเกิดอาการ ไมเกรน คนที่มีปัญหาโรค ไมเกรน มักจะมีปริมาณ แมกนีเซียม ในเลือดต่ำ 18.ช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับสมองได้ เช่น ซึมเศร้า ไมเกรน เครียด การควบคุมความดันโลหิต อย่างที่เราทราบหากเราลดความดันลงมา ความเสี่ยงต่ออาการหัวใจกำเริบหรืออาการหัวใจวายก็จะลดลงไปด้วย แมกนีเซียมจะไปช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจคลายตัวลงร่วมกับมันยังไปช่วยปรับสมดุลของโปตัวเซียมกับโซเดียมในเลือดให้สมดุล ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงตามไปด้วย มีการศึกษาเมื่อไม่นานนี้เองในชายหญิงจำนวน 60 คนที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง พบว่าแมกนีเซียมทำให้ทั้งความดัน Systolic และ Diastolic ลดลง ทั้งนี้โดยปกติ แมกนีเซียมจะรับประทานควบคู่กับ แคลเซียม เพื่อประโยชน์ในการควบคุมความดันโลหิต แมกนีเซียม ป้องกัน แคลเซียม จับตัวอยู่ตามผนังหลอดเลือดจึงป้องกันอาการหลอดเลือดแข็งตัว รักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติ การป้องกันโรคหัวใจ การที่กล้ามเนื้อหดตัวเป็นผลมาจาก แคลเซียม เข้าไปอยู่ภายในเซลล์กล้ามเนื้อ เนื่องจากมีความเครียดเข้ามากระตุ้น และตัวที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของ แคลเซียม นี้ก็คือ แมกนีเซียม เมื่อ แมกนีเซียม ไม่พอ แคลเซียม จะไหลเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อมากเกินไป จนเป็นเหตุให้การหดตัวของกล้ามเนื้อไม่ปกติ เกิดอาการสั่น เป็นตะคริว หากผนังหลอดเลือดเกิดเป็นตะคริว จะทำให้เกิดโรคหัวใจตีบ หลอดเลือดหัวใจแข็งตัว เป็นต้น ป้องกันโรคกระดูกพรุน แมกนีเซียม จะช่วยในการสร้าง วิตามินดี ในรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในการสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น จึงช่วยทำให้ขยายระยะเวลาในการเสื่อมของกระดูกให้ยืดนานออกไป แคลเซียม vs. แมกนีเซียม หน้าที่ของ แมกนีเซียม ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการเป็นตะคริว คือ แมกนีเซียม มีส่วนควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อเช่นเดียวกับ แคลเซียม โดยจำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณทางประสาทและการหดตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวหลังจากการหดตัว การที่กล้ามเนื้อหดตัวเป็นผลมาจาก แคลเซียม เข้าไปอยู่ภายในเซลล์กล้ามเนื้อ เนื่องจากมีความเครียดเข้ามากระตุ้น และตัวที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของ แคลเซียม นี้ก็คือ แมกนีเซียม เมื่อ แมกนีเซียมไม่พอ แคลเซียม จะไหลเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อมากเกินไป จนเป็นเหตุให้การหดตัวของกล้ามเนื้อไม่ปกติ เกิดอาการสั่น ถ้าขาดมากๆ กล้ามเนื้อจะหดเกร็งอย่างรุนแรง และเป็นตะคริวได้ ด้านอารมณ์จะรู้สึกหงุดหงิด สับสน ตื่นเต้นง่าย หากผนังหลอดเลือดเกิดเป็นตะคริว จะทำให้เกิดโรคหัวใจตีบ หลอดเลือดหัวใจแข็งตัว เป็นต้น แมกนีเซียมป้องกันแคลเซียมจับตัวอยู่ตามผนังหลอดเลือดจึงป้องกันอาการหลอดเลือดแข็งตัว รักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติ ในโลกของแร่ธาตุตามธรรมชาติ แคลเซียม และ แมกนีเซียม ต้องทำหน้าที่ร่วมกันโดยจะแยกออกจากกันมิได้ แมกนีเซียม ช่วยร่างกายในการดูดซึม แคลเซียม และ แคลเซียม ก็มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อร่างกายในการย่อยสลาย แมกนีเซียม แคลเซียม นั้นไม่เพียงแต่ทำหน้าที่สร้างเสริมกระดูกให้แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันภาวะกระดูกเปราะ กระดูกพรุน และยังช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตบำรุง ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ ป้องกันการหดตัวของกล้ามเนื้อและกระบวนการการทำงานของอวัยวะที่สำคัญอื่นๆของร่างกาย ในขณะที่ แมกนีเซียม จะช่วย แคลเซียม สร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูก ควบคุมการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อให้อยู่ในระดับปกติ ป้องกันการเป็นตะคริว กระตุ้นระบบประสาทควบคุมการใช้น้ำตาลของร่างกาย รวมถึงช่วยให้ร่างกายผลิตโปรตีนอันเป็นปัจจัยสำคัญในการบำรุงกล้ามเนื้อ และเซลล์ต่างๆ นอกจากนั้นยังควบคุมมิให้ระบบการหดตัวของหลอดเลือดทำงานผิดปกติทำให้เลือดในหลอดเลือดไหลได้สะดวก และหากสาเหตุของการเป็นตะคริวเกิดจากภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ หรือสตรีมีครรภ์ที่มีระดับของแคลเซียมในเลือดต่ำ และควรจะบริโภค แคลเซียม เสริม ก็ควรจะบริโภค แมกนีเซียม เสริมด้วย เนื่องจาก แคลเซียม และ แมกนีเซียม จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ในการรับประทาน แมกนีเซียม ควรควบคุมปริมาณของ แคลเซียม ควบคู่ไปด้วย โดยอัตราส่วนของ แคลเซียม ต่อ แมกนีเซียม ในอุดมคติ ได้แก่ 2 ต่อ 1 ถึง 3 ต่อ 1 ปริมาณ แคลเซียม ที่ได้รับต่อวัน ควรจะอยู่ประมาณ 600 มก. แมกนีเซียม 300 มก. แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ได้รับ แมกนีเซียม เพียง 150-300 มก. ในขณะที่ แคลเซียม มีผู้หันมาบริโภคมากขึ้นเพื่อป้องกันโรคกระดูก ในผู้สูงอายุนั้นควรใส่ใจกับปริมาณของ แมกนีเซียม ด้วยเช่นกัน ผู้ดื่มนมในปริมาณมาก ควรหันมาบริโภค แมกนีเซียม ให้มากขึ้น หากได้รับ แคลเซียม มากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดซึม แมกนีเซียม ในร่างกาย สาเหตุหนึ่งของการเกิดตะคริว ได้แก่ การที่ร่างกายเสียสมดุลระหว่างแร่ธาตุ แคลเซียม และ แมกนีเซียม และ/หรือ ขาด วิตามินอี ดังนั้นจึงควรจะรับประทาน แมกนีเซียม และ แคลเซียม ให้สมดุลกัน โดยอัตราส่วนของ แคลเซียม ต่อ แมกนีเซียม ในอุดมคติ ได้แก่ 2 ต่อ 1 ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยอาหารที่มี แคลเซียม มากได้แก่ นม ผักใบเขียว งา กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อยที่กินทั้งกระดูก เป็นต้น ส่วนอาหารที่มี แมกนีเซียม สูง ได้แก่ ผลไม้เปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช (เมล็ดข้าวที่ยังไม่ได้สี) และผักใบเขียว เป็นต้น ขนาดรับประทาน มาตรฐานกำหนด (ที่มา : http://www.fda.moph.go.th/fda-net/html/product/other/kbs3/min4.htm (อย.)) เด็กทารก ต้องการประมาณวันละ 50-70 มก. เด็กโต ต้องการประมาณวันละ 150-250 มก. ผู้ใหญ่ต้องการประมาณวันละ 350-450 มก. หญิงมีครรภ์และระยะให้นมบุตรประมาณวันละ 450-600 มก. อาหารทั่วไปที่มี แมกนีเซียม ประมาณ 300-800 มก. ก็จะเพียงพอกับความต้องการของร่างกายได้ ผลของการรับประทาน แมกนีเซียม ไม่เพียงพอ จากการทดลองกับสัตว์พบว่า ถ้าให้อาหารที่มี แมกนีเซียม ต่ำเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท กล้ามเนื้อ ไต หัวใจ และหลอดเลือด คนสูงอายุที่กินอาหารไม่มีแมกนีเซียมนาน 100 วันขึ้นไป มักแสดงอาการผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหาร และการทำงานของระบบประสาท อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบปัญหาการขาดแมกนีเซียมในคนปกติ ผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เด็กที่เป็นโรคขาดโปรตีน และคนไข้ที่อดอาหารเป็นเวลานานหลังการผ่าตัดอาจมีอาการขาด แมกนีเซียม ได้ คนพวกนี้มักมี แมกนีเซียม ในเลือดต่ำ และมีอาการชักคล้ายการขาด แคลเซียม (แคลเซียม ในเลือดมักต่ำด้วย) การขาด แมกนีเซียม จะมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายต่ำลง ระบบกล้ามเนื้อและระบบการย่อยอาหารจะทำงานผิดปกติ ระบบประสาทจะถูกทำลาย และประสาทรับรู้อาการเจ็บปวดจะไวขึ้น กระดูกอ่อนจนร่างกายรับน้ำหนักไม่ไหว และร่ายกายจะสร้างโปรตีนทดแทนไม่ได้ตามปกติ นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมพลังงานไว้ไม่ได้ สังเคราะห์ฮอร์โมนเพศไม่ได้ เลือดแข็งตัวช้า สาเหตุของการขาดแมกนีเซียม ความเครียดทำให้ แมกนีเซียม ถูกใช้มากขึ้นหลายเท่า เนื้อและอาหารที่ผ่านกรรมวิธีปรุงแต่ง น้ำอัดลม ล้วนแต่มีส่วนผสมของฟอสฟอรัสมากซึ่งจะไปขัดขวางการดูดซึม แมกนีเซียม การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การใช้ยาขับปัสสาวะก็มีส่วนทำให้ขาดแมกนีเซียมได้เช่นกัน รวมทั้งผู้ที่เป็นโรค เบาหวาน มีโอกาสขาด แมกนีเซียม ได้ง่าย การดูดซึมจะถูกควบคุมด้วยพาราธัยรอยด์ ฮอร์โมน และจำนวนของ แคลเซียม และฟอสฟอรัสในอาหาร กรดไฟติกที่พบในข้าวอาจป้องกันการดูดซึมของ แมกนีเซียม อัลโดสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนหลั่งจากต่อมแอดรีนัลจะคอยควบคุมจำนวนของ แมกนีเซียม ที่ถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ยาขับปัสสาวะและการดื่มเหล้าจะเพิ่มจำนวนของ แมกนีเซียม ที่สูญเสียไปทางปัสสาวะ การได้รับฟลูออไรด์หรือสังกะสีปริมาณมากๆ จะไปเพิ่มการขับถ่าย แมกนีเซียม ทางปัสสาวะให้มากขึ้นเช่นกัน ผลการรับประทานแมกนีเซียมมากเกินไป ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับโทษของการรับประทาน แมกนีเซียม มากไป มีผู้รายงานว่าอาหารที่มี แมกนีเซียม สูงอาจช่วยป้องกัน โรคหัวใจ และหลอดเลือดตีบได้ ในกรณีปกติหากได้รับ แมกนีเซียม มากเกินไป ไตจะทำการขับออกนอกร่างกาย แต่ในคนที่เป็นโรคไต แมกนีเซียม ที่มากเกินไปอาจไม่ถูกขับออกมาอย่างพอเพียง จึงทำให้เกิดอาการเป็นพิษ คือ ท้องร่วง และอัตราส่วนของ แคลเซียม-แมกนีเซียม ไม่สมดุล เป็นผลให้เกิดการซึมเศร้าเนื่องจากระบบประสาทกลาง การรับประทานแมกนีเซียม แนะนำให้รับประทาน แมกนีเซียม เป็นอาหารเสริมประมาณวันละ 300 มก. และควรรับประทาน แมกนีเซียม ที่ไม่มีผลทำให้เกิดอาการถ่ายเหลว เช่น แมกนีเซียม ออกไซด์ และ แมกนีเซียม ฟอสเฟต ซึ่งร่างกายจะได้รับธาตุฟอสฟอรัส ช่วยในการสร้างความหนาแน่นของกระดูก ข้อควรระวังในการรับประทาน แมกนีเซียม คือ ควรควบคุมปริมาณของ แคลเซียม ควบคู่ไปด้วย โดยอัตราส่วนของ แคลเซียม ต่อ แมกนีเซียม ในอุดมคติ ได้แก่ 2 ต่อ 1 ถึง 3 ต่อ 1 ปริมาณ แคลเซียม ที่ได้รับต่อวัน ควรจะอยู่ประมาณ 600 มก. แมกนีเซียม 300 มก. แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ได้รับ แมกนีเซียม เพียง 150-300 มก. ในขณะที่ แคลเซียม มีผู้หันมาบริโภคมากขึ้นเพื่อป้องกันโรคกระดูก ในผู้สูงอายุนั้นควรใส่ใจกับปริมาณของ แมกนีเซียม ด้วยเช่นกัน ผู้ดื่มนมในปริมาณมาก ควรหันมาบริโภค แมกนีเซียม ให้มากขึ้น หากได้รับ แคลเซียม มากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดซึม แมกนีเซียม ในร่างกาย แมกนีเซียมเหมาะสำหรับใคร ► ผู้มีความเครียดสูง ► ผู้ที่มือเท้าชาบ่อยๆ หรือเป็นตะคริวบ่อยๆ ► ผู้ที่เป็นโรคลมบ้าหมู (ควรปรึกษาแพทย์) ► ผู้ที่ทานนม อาหารปรุงแต่ง น้ำอัดลม เหล้า ในปริมาณมาก ► ผู้ป่วยที่ทานยาขับปัสสาวะ ► ผู้ที่ต้องการป้องกันตนเองจากความดันโลหิตสูง หลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ นิ่วในไต โรคกระดูก osteoporosis ► ผู้สูงอายุ เพื่อบำรุงร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเสริมสร้างกระดูก ข้อมูลจาก http://www.healthdd.com/article/article_preview.php?id=43 |
|
[ ความเห็นที่ 1]
RE : ธาตุแมกนีเซียม มีความจำเป็นมากต่อร่างกาย ไม่ควรขาด โพสต์เมื่อ: วันพุธ 12 มิถุนายน 2562 21:38 น.
Magnesium citrate เป็นยาสามัญที่สามารถใช้เป็นยาระบายหรืออาหารเสริมก็ได้
(ยานี้ปัจจุบันไม่มีขายในประเทศไทย - ณ เดือน ก.ค. 2561) นอกจากนั้น ยังอาจใช้เพื่อทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ก่อนที่จะทำหัตถการบางอย่าง เช่น การส่องกล้องทางทวารหนักหรือช่วยลดอาการของภาวะอาหารไม่ย่อย ยานี้เป็นยาระบายในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ด้วยการดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถกำจัดของที่อยู่ภายในลำไส้ออกไปได้มากขึ้น คุณไม่ควรใช้ยานี้ หากคุณแพ้ยาหรือส่วนผสมของยา นอกจากนั้น หากคุณมีภาวะโซเดียมในเลือดต่ำหรือต้องจำกัดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียม คุณไม่ควรรับประทานยานี้เช่นเดียวกัน หากคุณมีหรือเคยมีโรคประจำตัวต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยา Magnesium Citrate
การใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ หากคุณมีอาการดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อหาทางเลือกอื่นในการรักษาที่ปลอดภัยในระยะยาว ยานี้เป็นยาที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในระหว่างที่ตั้งครรภ์และเป็นยาที่ส่งผลต่อทารกที่ยังอยู่ในครรภ์น้อยมาก นอกจากนั้น ยานี้ยังสามารถใช้ได้ในระหว่างช่วงที่ให้นมบุตรเช่นกัน ผลข้าเงคียงของยา Magnesium Citrateผลข้างเคียงจากการใช้ยา Magnesium Citrate ที่พบบ่อยที่สุด ประกอบด้วย
ในปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานที่พบว่าการใช้ยานี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่อย่างใด ปฏิกิริยาระหว่างยา Magnesium Citrate กับยาอื่น ๆยานี้มักไม่ค่อยทำปฏิกิริยากับยาอื่น ๆ แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มใช้ยา คุณควรนำรายการยาทั้งหมดที่คุณรับประทานอยู่ทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อมารับประทานเอง อาหารเสริม หรือสมุนไพรต่าง ๆ ไปปรึกษาแพทย์ คุณควรระมัดระวังการใช้ยา Magnesium Citrate หากคุณกำลังรับประทานยาต่อไปนี้
รายการยาต่อไปนี้อาจมีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับ Magnesium Citrate ได้
Magnesium Citrate และแอลกอฮอล์ทำให้เกิดอาการท้องเสียและ/หรือมวนท้องได้ ดังนั้น การดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างที่รับประทานยานี้อาจทำให้ผลข้างเคียงเหล่านี้รุนแรงมากขึ้น การใช้ยา Magnesium Citrate และการดื่มน้ำ Grapefruitเนื่องจากร่างกายกำจัดยา Magnesium Citrate ผ่านทางไตเป็นหลัก ในขณะที่ตับจะทำหน้าที่สลายน้ำ grapefruit ดังนั้น การดื่มน้ำ grapefruit ระหว่างที่รับประทานยานี้มักไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ เพิ่มเติม ขนาดของยาที่ใช้ในการรักษาคุณสามารถซื้อยานี้ได้ตามร้านขายยาทั่วไป มีทั้งรูปแบบน้ำและรูปแบบเม็ด หากคุณรับประทานยานี้เพื่อเป็นอาหารเสริม ปริมาณที่คุณรับประทานนั้นขึ้นอยู่กับอายุและเพศของคุณ ซึ่งผู้ชายที่อายุระหว่าง 19-30 ปีนั้น ควรรับประทานวันละ 400 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่ผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีนั้น ควรรับประทานวันละ 420 มิลลิกรัม ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 50 ปี ควรรับประทานวันละ 310 มิลลิกรัม หญิงตั้งครรภ์และผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรรับประทานวันละ 320 มิลลิกรัม National Institutes of Health (NIH) ได้กล่าวว่า คุณไม่ควรรับประทาน magnesium เกินกว่าปริมาณที่แนะนำ Magnesium citrate ในรูปแบบน้ำนั้น มักมีรสชาติไม่ดี แต่คุณอาจพบว่าการเก็บยาไว้ในตู้เย็นนั้นอาจช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ การได้รับยา Magnesium Citrate เกินขนาดแม้ว่าจะมีรายงานเกี่ยวกับการได้รับยา Magnesium Citrate เกินขนาดได้ไม่บ่อยนัก แต่การรับยาเกินขนาดอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียหรือปวดท้องอย่างรุนแรงได้ หากคุณรับยาเกินขนาด ควรไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินหรือติดต่อศูนย์พิษวิทยา การลืมรับประทานยา Magnesium citrateหากคุณลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่คุณนึกได้ แต่หากใกล้ถึงเวลาที่คุณต้องรับประทานยาในครั้งต่อไป ให้ข้ามยามื้อที่ลืม และรับประทานยามื้อถัดไปตามปกติ อย่ารับประทานยาเพิ่มเป็น 2 เท่าเพื่อชดเชยยาที่ไม่ได้รับประทาน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยา Magnesium Citrateคำถาม : เราสามารถรับประทาน magnesium เสริมได้วันละเท่าไร? และเรามีโอกาสที่จะรับประทานยาเกินขนาดหรือไม่? การรับประทานแมกนีเซียมในขนาดเท่านี้นั้นไม่ควรรับประทานเกินกว่า 5 วัน การได้รับ magnesium เกินขนาดจะทำให้หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตต่ำ คลื่นไส้ และง่วงนอนได้ หากได้รับยาเกินขนาดอย่างรุนแรงอาจทำให้หมดสติหรือเสียชีวิต ดังนั้น คุณควรรับประทานให้อยู่ในขนาดที่แนะนำเท่านั้น คำถาม : จุดประสงค์ของการรับประทาน magnesium คืออะไร และ magnesium ชนิดไหนที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด? นอกจากนั้น ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิตและมีส่วนในกระบวนการเผาผลาญพลังงานและสร้างโปรตีนอีกด้วย ทำให้ในปัจจุบัน ผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้แมกนีเซียมในการป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคเบาหวาน อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงประกอบด้วย ผักใบเขียว (เช่นผักโขมและถั่ว) และธัญพืชที่ไม่แปรรูป นอกจากนั้น ยังอาจพบแมกนีเซียมในน้ำประปาได้อีกด้วย แต่ปริมาณของแร่ธาตุนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ หากคุณมีระดับของแมกนีเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ แพทย์จะค้นหาสาเหตุ ความรุนแรง และผลที่เกิดขึ้นเพื่อหาวิธีทำให้แมกนีเซียมนั้นกลับเข้าสู่ระดับปกติ ผู้ที่เป็นโรคไตอาจไม่สามารถจัดการกับแมกนีเซียมส่วนเกินของร่างกายได้ ดังนั้น จึงไม่ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมยกเว้นแพทย์สั่ง หากระดับแมกนีเซียมในเลือดนั้นต่ำมาก อาจต้องฉีดแมกนีเซียมเข้าไปทางเส้นเลือดดำ การรับประทานอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น magnesium oxide, magnesium sulfate, magnesium carbonate ซึ่งแต่ละชนิดจะให้ปริมาณแมกนีเซียมที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้แตกต่างกัน การศึกษาที่เปรียบเทียบแมกนีเซียมทั้ง 4 รูปแบบนั้นพบว่า magnesium oxide จะดูดซึมได้น้อยที่สุด และ magnesium chloride และ magnesium lactate นั้นจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่า คำถาม : ฉันควรรับประทานแมกนีเซียมชนิดไหน? ตอนไหน? ปริมาณเท่าไร? มียี่ห้อไหนดีกว่ายี่ห้ออื่นเป็นพิเศษหรือไม่? ตอนนี้ฉันอายุ 64 ปี นอกจากนั้น ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิตและมีส่วนในกระบวนการเผาผลาญพลังงานและสร้างโปรตีนอีกด้วย ทำให้ในปัจจุบัน ผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้แมกนีเซียมในการป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคเบาหวาน อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงประกอบด้วยผักใบเขียว (เช่นผักโขมและถั่ว) และธัญพืชที่ไม่แปรรูป นอกจากนั้น ยังอาจพบแมกนีเซียมในน้ำประปาได้อีกด้วยแต่ปริมาณของแร่ธาตุนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ หากคุณมีระดับของแมกนีเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ แพทย์จะค้นหาสาเหตุ ความรุนแรง และผลที่เกิดขึ้นเพื่อหาวิธีทำให้แมกนีเซียมนั้นกลับเข้าสู่ระดับปกติ ผู้ที่เป็นโรคไตอาจไม่สามารถจัดการกับแมกนีเซียมส่วนเกินของร่างกายได้ ดังนั้น จึงไม่ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมยกเว้นแพทย์สั่ง หากระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำมาก อาจจะต้องฉีดแมกนีเซียมเข้าไปทางเส้นเลือดดำ การรับประทานอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น magnesium oxide, magnesium sulfate, magnesium carbonate ซึ่งแต่ละชนิดก็จะให้ปริมาณแมกนีเซียมที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้แตกต่างกัน การศึกษาที่ทำการเปรียบเทียบแมกนีเซียมทั้ง 4 รูปแบบนั้นพบว่า magnesium oxide จะดูดซึมได้น้อยที่สุด และ magnesium chloride และ magnesium lactate นั้นจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่า คำถาม : การมีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำนั้นจะทำให้เกิดอาการชาตามมือและเท้าได้หรือไม่? คำถาม : ฉันควรรับประทานแมกนีเซียมวันละเท่าไรเพื่อช่วยเรื่องหัวใจ? และการรับประทานแมกนีเซียมนั้นสามารถป้องกันการเกิดตะคริวได้หรือไม่? คำถาม : แมกนีเซียมมีประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจหรือไม่? และประโยชน์ของ coenzyme Q10 คืออะไร? Coenzyme Q10 นั้นเป็นเอนไซม์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย มีคำแนะนำให้ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจวายและโรคเหงือก นอกจากนั้น ยังมักให้ในผู้ป่วยที่รับประทานยา cholesterol บางชนิดที่จะลดระดับ Coenzyme Q10 ลง หากคุณต้องการรับประทานยาและอาหารเสริมใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และแพทย์จะสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมสำหรับคุณได้ คำถาม : ฉันเป็นผู้หญิงอายุ 86 ปี ฉันสามารถรับประทาน magnesium complex ได้วันละกี่เม็ดโดยที่ไม่มีอาการข้างเคียง นอกจากนั้น ยังสามารถใช้แมกนีเซียมในรูปแบบของ magnesium carbonate, hydroxide, oxide และ trisillicate เพื่อเป็นยาลดกรดได้อีกด้วย magnesium hydroxide จะออกฤทธิ์ได้เร็วที่สุดในขณะที่ magnesium carbonate ออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าและ magnesium trisilicate ออกฤทธิ์ได้ช้าสุดแต่นานที่สุด เนื่องจากมันละลายในน้ำได้ไม่ดี ผู้ที่ขาดแมกนีเซียม เช่น ผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง ติดแอลกอฮอล์ เป็นโรคหัวใจวาย ท้องเสียเรื้อรังหรืออาเจียนเรื้อรัง, ตับอ่อนอักเสบ, ดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี เป็นโรคไต หรือเป็นโรคลำไส้อักเสบ จำเป็นต้องรับประทานแมกนีเซียมเสริม เช่น magnesium gluconate หรือ magnesium chloride เนื่องจากทั้ง 2 ชนิดนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสียลดลง แต่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน magnesium oxide เพราะจะทำให้ท้องเสีย และ magnesium carbonate เนื่องจากละลายในน้ำได้ไม่ดี ปริมาณของ magnesium complex ที่คุณควรรับประทานนั้นจึงขึ้นอยู่กับรูปแบบของแมกนีเซียมและจุดประสงค์ในการรับประทาน คำถาม : คุณช่วยบอกอาหารที่เป็นแหล่งของแมกนีเซียมได้หรือไม่? National Institutes of Health (NIH) กล่าวว่า ปริมาณของแมกนีเซียมที่ควรได้รับในแต่ละวันสำหรับผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 31 ปี นั้นอยู่ที่ 420 มิลลิกรัม ซึ่งคุณสามารถดูปริมาณของแมกนีเซียมที่อยู่ภายในซีเรียลหรือถั่วต่าง ๆ ได้จากข้อมูลทางโภชนาการที่อยู่บนผลิตภัณฑ์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร คำถาม : ฉันรับประทานแคลเซียมและแมกนีเซียมเสริม มีการตรวจที่สามารถดูระดับของแมกนีเซียมในเลือดได้หรือไม่? นอกจากนั้น ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย หากคุณเป็นโรคไต, โรคเบาหวานหรือมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ แพทย์อาจตรวจวัดระดับนี้ให้ หากคุณกำลังกังวลว่าคุณอาจรับประทานแมกนีเซียมในปริมาณที่มากเกินไป คุณอาจลองดูว่า คุณรับประทานเกินขนาดที่แนะนำซึ่งอยู่ที่ 350 มิลลิกรัมต่อวันหรือไม่ คำถาม : แมกนีเซียมสามารถช่วยรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรค restless leg syndrome ได้หรือไม่? คำถาม : อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามีระดับแมกนีเซียมที่สูงกว่าปกติ นอกจากนั้น ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิต และมีส่วนในกระบวนการเผาผลาญพลังงานและสร้างโปรตีนอีกด้วย ทำให้ในปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้แมกนีเซียมในการป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคเบาหวาน อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงประกอบด้วยผักใบเขียว (เช่นผักโขมและถั่ว) และธัญพืชที่ไม่แปรรูป นอกจากนั้น ยังอาจพบแมกนีเซียมในน้ำประปาได้อีกด้วยแต่ปริมาณของแร่ธาตุจะขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ ขนาดของแมกนีเซียมที่แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 31 ปีได้รับนั้นอยู่ที่ 320 มิลลิกรัมต่อวัน อาการที่แสดงว่าคุณมีระดับแมกนีเซียมในร่างกายสูงเกินไปประกอบด้วย มีการเปลี่ยนแปลงของการรับรู้, คลื่นไส้, ท้องเสีย, เบื่ออาหาร, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, หายใจลำบาก, ความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรงและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งภาวะดังกล่าวนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานแมกนีเซียมเสริมมากเกินไป, การรับประทานยาลดกรดหรือยาระบายที่มีแมกนีเซียมอยู่มากเกินไป หรือมีปัญหาเกี่ยวกับไตและทำให้ไตไม่สามารถกำจัดแมกนีเซียมส่วนเกินออกจากร่างกายได้ เป็นต้น คำถาม : ฉันกำลังอยู่ในช่วงหมดประจำเดือนและมีภาวะขาดวิตามินดี วิตามินบี 12 ฮอร์โมนไม่สมดุล และความดันโลหิตสูง ฉันควรรับประทานแมกนีเซียมเพื่อช่วยลดความดันหรือไม่? ฉันรับประทานยาลดความดันแล้วมีผลข้างเคียงจากยาเยอะมาก ฉันควรจะทำอย่างไร? ในปัจจุบัน แม้จะมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับบทบาทของแมกนีเซียมในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง แต่ยานี้ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้เป็นยาควบคุมความดัน หากคุณรับประทานยาความดันแล้วมีผลข้างเคียงควรปรึกษาแพทย์เพื่อมองหาทางเลือกอื่นในการรักษา อย่าหยุดยาความดันเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ แมกนีเซียมพบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น ผักใบเขียว, ปลาฮาลิบัต และถั่วต่าง ๆ ปริมาณที่แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 31 ปีรับประทานในแต่ละวันนั้นอยู่ที่ 320 มิลลิกรัมต่อวัน การเลือกรับประทานอาหารเสริมนั้นเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคลและปัจจัยต่าง ๆ เช่น ยาที่รับประทานอยู่ ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และอาหารที่รับประทาน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้บอกได้ว่า คุณควรรับประทานอาหารเสริมหรือไม่ การใช้ฮอร์โมนทดแทนนั้นก็เป็นเรื่องที่ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนและปัจจัยรอบตัวผู้ป่วย เช่น ประวัติโรคประจำตัว ประวัติครอบครัวและอื่น ๆ เช่นกัน คุณควรปรึกษาเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ฮอร์โมนทดแทนและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะกับคุณที่สุด คำถาม : การที่ฉันตรวจพบว่า มีระดับแมกนีเซียมในเลือดสูงนั้น หมายความว่าอย่างไรและมันเกิดจากอะไร? สาเหตุที่พบบ่อยของการมีระดับแมกนีเซียมในเลือดสูงประกอบด้วย โรคไตวาย, ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ, ภาวะขาดน้ำ และการใช้ยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมมากเกินความจำเป็น แพทย์จะเป็นผู้หาสาเหตุที่ทำให้คุณมีระดับแมกนีเซียมในเลือดสูงผิดปกติ และคุณควรตรวจติดตามกับแพทย์เป็นระยะเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เกิดจากโรคที่ร้ายแรง คำถาม : การรับประทาน magnesium citrate 2 เม็ดนั้น จะทำให้อุจจาระเปลี่ยนสีและมีจุดดำ ๆ เล็ก ๆ ได้หรือไม่? คำถาม : แมกนีเซียมทำให้เกิดตะคริวที่ขาและหลังหรือไม่? คำถาม : magnesium citrate สามารถช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้หรือไม่? อย่าลืมนำรายการยาที่คุณรับประทานอยู่ทั้งหมดทั้งยาที่แพทย์สั่งและยาที่ซื้อมารับประทานเองไปปรึกษาแพทย์ก่อนที่แพทย์จะสั่งจ่ายยาชนิดใหม่ทุกครั้ง หากเป็นไปได้ควรใช้บริการร้านขายยาเพียงแห่งเดียว เพื่อให้เภสัชกรมีข้อมูลเกี่ยวกับยาที่คุณรับประทานอยู่ทั้งหมดและสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างยาและผลข้างเคียงของการใช้ยาได้ คำถาม : การรับประทานแมกนีเซียมในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลต่อไตหรือไม่? เนื่องจากแมกนีเซียมจะถูกขับออกที่ไต และผู้ที่ไตทำงานได้น้อยกว่าปกติจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดการสะสมของแมกนีเซียมในร่างกายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ โดยทั่วไปแล้วการรับประทานอาหารเสริมเหล่านี้ควรรับประทานภายใต้การดูแลของแพทย์ อย่าลืมนำรายการยาที่คุณรับประทานอยู่ทั้งหมดทั้งยาที่แพทย์สั่งและยาที่ซื้อมารับประทานเองไปปรึกษาแพทย์ก่อนที่แพทย์จะสั่งจ่ายยาชนิดใหม่ทุกครั้ง หากเป็นไปได้ควรใช้บริการร้านขายยาเพียงแห่งเดียวเพื่อให้เภสัชกรมีข้อมูลเกี่ยวกับยาที่คุณรับประทานอยู่ทั้งหมดและสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างยาและผลข้างเคียงของการใช้ยาได้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร คำถาม : ประโยชน์ของการรับประทานแมกนีเซียมคืออะไร? ฉันมีปัญหาเรื่องการนอนหลับและมีคนบอกให้ฉันรับประทานแมกนีเซียม อาการแสดงเริ่มต้นของการขาดแมกนีเซียมประกอบด้วย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย อ่อนแรง ชา และเป็นตะคริว การขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรง เช่น อาการชัก หากคุณสงสัยว่าคุณขาดแมกนีเซียมควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม เพราะการได้รับแมกนีเซียมในปริมาณที่มากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นเดียวกัน อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หน้าแดง ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นช้า ง่วงนอน และหมดสติได้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร คำถาม : การรับประทานแมกนีเซียมขนาด 500 มิลลิกรัมในผู้หญิงที่มีสุขภาพแข็งแรงนั้นเป็นอันตรายหรือไม่? และมันทำให้เกิดเป็นตะคริวที่เท้าได้หรือไม่? โดยทั่วไป การรับประทานอาหารเสริมเหล่านี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร อย่าลืมนำรายการยาที่คุณรับประทานอยู่ทั้งหมดทั้งยาที่แพทย์สั่งและยาที่ซื้อมารับประทานเองไปปรึกษาแพทย์ก่อนที่แพทย์จะสั่งจ่ายยาชนิดใหม่ทุกครั้ง หากเป็นไปได้ควรใช้บริการร้านขายยาเพียงแห่งเดียวเพื่อให้เภสัชกรมีข้อมูลเกี่ยวกับยาที่คุณรับประทานอยู่ทั้งหมดและสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างยาและผลข้างเคียงของการใช้ยาได้ คำถาม : ผู้ที่มีอายุ 80 ปีควรรับประทานแมกนีเซียมขนาดเท่าไร? คำถาม : ฉันจำเป็นต้องรับประทานแมกนีเซียม แต่ว่าแมกนีเซียมในรูปแบบใดที่มีประโยชน์ต่อหัวใจมากที่สุด? นอกจากนั้นยัง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิต และมีส่วนในกระบวนการเผาผลาญพลังงานและสร้างโปรตีนอีกด้วย ทำให้ในปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้แมกนีเซียมในการป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงประกอบด้วยผักใบเขียว (เช่นผักโขมและถั่ว) และธัญพืชที่ไม่แปรรูป นอกจากนั้น ยังอาจพบแมกนีเซียมในน้ำประปาได้อีกด้วยแต่ปริมาณของแร่ธาตุนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ หากคุณมีระดับของแมกนีเซียมในเลือดนั้นต่ำกว่าปกติ แพทย์จะค้นหาสาเหตุ ความรุนแรง และผลที่เกิดขึ้นเพื่อหาวิธีทำให้แมกนีเซียมกลับเข้าสู่ระดับปกติ ผู้ที่เป็นโรคไตอาจไม่สามารถจัดการกับแมกนีเซียมส่วนเกินของร่างกายได้ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมยกเว้นแพทย์สั่ง หากระดับแมกนีเซียมในเลือดนั้นต่ำมาก อาจต้องฉีดแมกนีเซียมเข้าไปทางเส้นเลือดดำ การรับประทานอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น magnesium oxide, magnesium sulfate, magnesium carbonate ซึ่งแต่ละชนิดจะให้ปริมาณแมกนีเซียมที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้แตกต่างกัน การศึกษาที่ทำการเปรียบเทียบแมกนีเซียมทั้ง 4 รูปแบบนั้นพบว่า magnesium chloride และ magnesium lactate นั้นจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีที่สุด หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ คำถาม : คุณคิดว่าการรับประทานแมกนีเซียมเสริมนั้นมีประโยชน์ต่อการรักษาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเช่นตะคริวหรือไม่? นอกจากนั้น ยังอาจพบแมกนีเซียมในน้ำประปาได้อีกด้วยแต่ปริมาณของแร่ธาตุนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ หากคุณมีระดับของแมกนีเซียมในเลือดนั้นต่ำกว่าปกติ แพทย์จะค้นหาสาเหตุ ความรุนแรง และผลที่เกิดขึ้นเพื่อหาวิธีทำให้แมกนีเซียมนั้นกลับเข้าสู่ระดับปกติ ผู้ที่เป็นโรคไตอาจไม่สามารถจัดการกับแมกนีเซียมส่วนเกินของร่างกายได้ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมยกเว้นแพทย์สั่ง ปัจจุบันข้อมูลจาก National Institutes of Health กล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่สนับสนุนว่า แมกนีเซียมนั้นสามารถใช้รักษาการเป็นตะคริวหรือช่วยเพิ่มพลังงานและความทนทานของกล้ามเนื้อได้ คำถาม : มีแชมพูที่ทำมากจากแมกนีเซียมหรือไม่? และแชมพู DermaMag นั้นสามารถช่วยบำรุงหนังศีรษะได้จริงหรือไม่? นอกจากนั้น ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิต และมีส่วนในกระบวนการเผาผลาญพลังงานและสร้างโปรตีนอีกด้วย ทำให้ในปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้แมกนีเซียมในการป้องกันโรคต่างอๆ เช่น ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงประกอบด้วยผักใบเขียว (เช่นผักโขมและถั่ว) และธัญพืชที่ไม่แปรรูป นอกจากนั้น ยังอาจพบแมกนีเซียมในน้ำประปาได้อีกด้วยแต่ปริมาณของแร่ธาตุนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ DermaMag นั้น แมกนีเซียมเสริมประเภทหนึ่งที่สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้ และใช้ทาที่ผิวหนังหรือนำเท้าลงไปแช่เพื่อให้ร่างกายได้รับแมกนีเซียมโดยไม่ต้องรับประทาน แพทย์ของคุณอาจให้คำแนะนำได้ว่าคุณจำเป็นต้องรับประทานแมกนีเซียมเสริมหรือไม่โดยการเจาะเลือดตรวจ และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะเริ่มใช้ยาใด ๆ คำถาม : อาการของการขาดแมกนีเซียมคืออะไร? อาการที่มักพบในระยะแรกของการขาดแมกนีเซียมประกอบด้วย เบื่ออาหาร สับสน ไม่มีอารมณ์ร่วมกับสิ่งต่าง ๆ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย กล้ามเนื้อหดเกร็ง ความจำแย่ลง และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ลดลง อาการที่จะเกิดเมื่อมีการขาดแมกนีเซียมระดับปานกลางประกอบด้วย : มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด และหัวใจเต้นเร็ว อาการที่พบเมื่อมีการขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรงประกอบด้วย กล้ามเนื้อมีการหดตัวอยู่ตลอดเวลา, สับสน, ชา และเห็นภาพหลอน ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการขาดแมกนีเซียมประกอบด้วย ผู้ป่วยที่ติดแอลกอฮอล์, ผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้ ผู้ป่วยที่รับประทานยาบางชนิด, ผู้ที่มีระดับแคลเซียมต่ำ ผู้ที่ดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี และผู้ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัด หากคุณคิดว่าคุณขาดแมกนีเซียมคุณควรไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจเพื่อระบุว่า คุณขาดแมกนีเซียมจริงหรือไม่ และแนะนำแมกนีเซียมในขนาดที่เหมาะสมสำหรับคุณ คำถาม : ขนาดของแมกนีเซียมที่ควรรับประทานคือเท่าไร? และแมกนีเซียมในรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุ 77 ปีซึ่งเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจขาดเลือด อาหารที่เป็นแหล่งของแมกนีเซียมประกอบด้วยผักใบเขียว ปลาฮาลิบัต ถั่วต่าง ๆ และธัญพืช ปริมาณของแมกนีเซียมที่แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 31 ปีรับประทานนั้นอยู่ที่ 320 มิลลิกรัมต่อวัน บางคนอาจต้องการแมกนีเซียมในปริมาณที่มากกว่านี้ เช่น ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ เป็นโรคเบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (Lasix และ Bumex) และยาปฏิชีวนะ (เช่น Gentamicin และ amphotericin) และผู้ที่สูงอายุ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ได้บอกว่า คุณจำเป็นต้องรับประทานแมกนีเซียมเสริมหรือไม่ และการรับประทานอาหารเสริมเหล่านี้นั้นควรรับประทานภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น คำถาม : ฉันเป็นตะคริวอย่างรุนแรงในช่วงตอนกลางคืน และตรวจพบว่ามีระดับแมกนีเซียมในเลือดที่ต่ำกว่าปกติเล็กน้อย ตอนนี้ฉันกำลังรับประทานแมกนีเซียมเสริมอยู่เนื่องจากฉันเป็นผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนไต คุณมีคำแนะนำอย่างไรบ้างในเรื่องนี้? มีบางคนที่รับประทานแมกนีเซียมเพื่อป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งแมกนีเซียมนั้นเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อหลาย ๆ ระบบในร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อและเส้นประสาท แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มรับประทาน คุณจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อน รวมถึงนำยาทุกชนิดที่คุณกำลังรับประทานอยู่มาให้แพทย์ดู ผู้ที่เป็นโรคไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทานแมกนีเซียม การรับประทานแมกนีเซียมอาจทำให้ท้องเสีย มวนท้อง และคลื่นไส้ได้ และการได้รับแมกนีเซียมในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ความดันโลหิตต่ำ ง่วงนอน สับสน กล้ามเนื้ออ่อนแรง, หายใจช้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและเสียชีวิตได้ คุณสามารถป้องกันการเกิดตะคริวได้โดยการยึดกล้ามเนื้อน่องก่อนเข้านอน, ดื่มน้ำมาก ๆ ในระหว่างวัน, รับประทานผลไม้และผักที่มีแคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียมสูง และออกกำลังกายขาระหว่างวัน เช่น การปั่นจักรยาน คุณอาจลองปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาที่อาจทำให้เป็นตะคริว และหากคุณเป็นตะคริวบ่อย ๆ แพทย์อาจสั่งยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ คำถาม : ฉันเป็นตะคริวที่นิ้วมือ นิ้วเท้าและที่ขา ฉันไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินและเขาบอกว่าฉันขาดแมกนีเซียม พวกเขาให้ฉันกินยาในระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลแต่ไม่ได้ให้ยากลับมาบ้านด้วย ฉันควรจะทำอย่างไรเพื่อรักษาอาการดังกล่าว? นอกจากนั้น ฉันยังเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย ผู้ที่เป็นโรคไตหรือมีค่าการทำงานของไตที่น้อยกว่าปกตินั้นไม่ควรรับประทานแมกนีเซียมยกเว้นจะรับประทานภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากแมกนีเซียมนั้นถูกขับออกทางไต และผู้ที่เป็นโรคไตจะมีความเสี่ยงต่อการมีระดับแมกนีเซียมในร่างกายสูงได้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ คำถาม : แมกนีเซียมเกือบทั้งหมดของร่างกายฉันถูกขับออกไปทั้งหมด และฉันคิดว่าน่าจะเกิดจากยาตัวใดตัวหนึ่งที่กำลังรับประทานอยู่ ตอนนี้ฉันรับประทานยา glimepiride, metformin, Singulair, amitriptyline, Benicar และ hydrocodone ยาตัวใดที่ทำให้ฉันมีภาวะดังกล่าว? นอกจากนั้น NIH ยังกล่าวว่า ผู้สูงอายุอาจได้รับแมกนีเซียมจากอาหารน้อยกว่าผู้ที่มีอายุน้อย ดังนั้น ผู้สูงอายุควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานแมกนีเซียมเสริมหากจำเป็น ตัวอย่างยาที่อาจทำให้มีระดับแมกนีเซียมต่ำนั้นประกอบด้วย ยาขับปัสสาวะ, ยาปฏิชีวนะบางชนิด และยาเคมีบำบัด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ยังไม่พบว่ายาที่คุณพูดถึงนั้นสามารถทำให้เกิดแมกนีเซียมต่ำได้ อาการของการมีแมกนีเซียมในเลือดต่ำนั้นประกอบด้วย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย อ่อนแรง ชา เป็นตะคริว บุคลิกเปลี่ยน เป็นต้น และเนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้ ดังนั้น หากคุณมีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์เพื่อให้ได้การตรวจอย่างเหมาะสม หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับคุณ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร คำถาม : การรับประทานแมกนีเซียมจำนวนมากเพื่อช่วยในการขับถ่ายนั้นทำให้เกิดหนังศีรษะแห้งได้หรือไม่? คำถาม : ฉันเป็นโรคเส้นประสาทถูกทำลาย ฉันควรรับประทานแมกนีเซียมขนาดเท่าไร? นอกจากนั้น ฉันยังมีระดับ cholesterol สูงและเกือบจะเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย National Institutes of health (NIH) แนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 31 ปี ได้รับแมกนีเซียมวันละ 320 มิลลิกรัม การขาดแมกนีเซียมนั้นเป็นภาวะที่พบได้น้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ที่รับประทานยาขับปัสสาวะ ยาปฏิชีวนะบางชนิด และยารักษาโรคมะเร็ง ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมสารอาหาร (เช่น ผู้ที่เป็นโรค Crohn’s disease) โรคเบาหวาน หรือติดแอลกอฮอล์อาจจำเป็นต้องรับประทานแมกนีเซียมเสริม หากคุณสงสัยเกี่ยวกับระดับของแมกนีเซียมในร่างกาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวัดระดับ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรโดยเฉพาะก่อนการเริ่มรับประทานยาใด ๆ คำถาม : แพทย์ให้ฉันรับประทาน magnesium citrate 1200 มิลลิกรัมต่อวัน ฉันตรวจพบว่าขาดแมกนีเซียมโดยไม่ทราบสาเหตุและกำลังกังวลเกี่ยวกับการรับประทานยาในขนาดที่สูง แพทย์บอกว่าจะทำการตรวจติดตามระดับแมกนีเซียมทุก ๆ เดือน แต่ฉันก็ยังรู้สึกกังวล การรับประทานแมกนีเซียมในขนาดนี้ถือว่าสูงเกินไปหรือไม่? หากใช้ Magnesium Citrate เพื่อเป็นยาระบาย แนะนำให้รับประทานครั้งละ 2800 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่มากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันถึง 6 เท่า และควรรับประทานติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน หากคุณยังคงมีอาการท้องผูกอยู่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม ในกรณีที่มีการขาดแมกนีเซียม คุณควรตรวจหาสาเหตุเพื่อวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม แต่หากไม่สามารถทำได้ อาจต้องรับประทานแมกนีเซียมเสริมไปก่อน ซึ่งร่างกายจะดูดซึมแมกนีเซียมขนาด 300-400 มิลลิกรัมหรือน้อยกว่าได้ดี ในความเป็นจริงแล้ว การรับประทานครั้งละ 100-200 มิลลิกรัมนั้นอาจเพียงพอ คุณอาจต้องลองสอบถามแพทย์อีกครั้งเกี่ยวกับขนาดที่คุณควรรับประทานและช่วงเวลาที่ต้องรับประทาน หากคุณมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรงและไม่สามารถทนได้ ควรแจ้งแพทย์ นอกจากนั้น คุณยังควรตรวจติดตามกับแพทย์อย่างใกล้ชิดอีกด้วย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ คำถาม : ฉันเป็นโรคหอบหืดอย่างรุนแรง การรับประทานแมกนีเซียมจะช่วยได้หรือไม่และฉันควรรับประทานขนาดเท่าไร? ตอนนี้ฉันอายุ 53 ปีและกำลังรับประทานยาลดความดันอยู่ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มรับประทานยาใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อคุณมีโรคประจำตัวอยู่ โดยทั่วไป การรับประทานอาหารเสริมเหล่านี้นั้นควรรับประทานภายใต้การดูแลของแพทย์ และเวลาเลือกซื้ออาหารเสริมนั้นให้เลือกจากร้านที่ไว้ใจได้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับคุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ คำถาม : ฉันเป็นตะคริวอย่างรุนแรง, เป็นโรคเบาหวานที่คุมได้ยาก, ตับถูกทำลายจากการได้เลือดและเป็นโรคเส้นประสาทถูกทำลาย และยังมีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำอีกด้วย การรับประทานแมกนีเซียมจะช่วยหรือไม่และอย่างไร? คำถาม : การรับประทานแมกนีเซียมสามารถช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานต่ำลงได้หรือไม่? ในปัจจุบัน กำลังมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับบทบาทของแมกนีเซียมต่อการป้องกันและจัดการกับโรคต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิต โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม The American Diabetes Association (ADA) แนะนำให้ตรวจระดับแมกนีเซียมเป็นประจำในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแมกนีเซียมสูงเท่านั้น และแนะนำให้รับประทานแมกนีเซียมเสริมในผู้ที่ตรวจพบว่ามีระดับแมกนีเซียมต่ำ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร คำถาม : ฉันรับประทานวิตามินรวมที่มีแคลเซียม แมกนีเซียมและสังกะสี ฉันรู้สึกว่าในช่วงที่ผ่านมา ฉันทำงานได้น้อยกว่าที่ควร มันเกิดจากการที่ฉันรับประทานแมกนีเซียมมากเกินไปได้หรือไม่? โดยทั่วไปแล้ว การรับประทานวิตามินและอาหารเสริมนั้นควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ หากคุณมีอาการผิดปกติ รู้สึกว่าทนไม่ได้ และกังวลเกี่ยวกับการได้รับแมกนีเซียมมากเกินไป ควรปรึกษาแพทย์ แมกนีเซียมนั้นเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาททำงานได้อย่างปกติ ทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ, ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง นอกจากนั้นยังพบว่า แมกนีเซียมอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตได้อีกด้วย NIH กล่าวว่า วิธีที่จะทำให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ อย่างเพียงพอ คือ การรับประทานอาหารที่หลากหลายและสมดุล ตัวอย่างอาหารที่เป็นแหล่งของแมกนีเซียมประกอบด้วย ผักใบเขียว เช่น ผักโขม, ถั่วชนิดต่าง ๆ และธัญพืชชนิดที่ไม่แปรรูป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเพาะกับตัวคุณควรปรึกษาแพทย์ |
|




