ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » สุขภาพ และ ธรรมมะ
เข้าชม : 493

ปวดหัวไมเกรน ตะคริว กรดไหลย้อน จากการ ขาดแมกนีเซียม

โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 24 มกราคม 2563  19:50 น.

แมกนีเซียม : พื้นฐานของสุขภาพทีดี

แมกนีเซียมและสุขภาพของเส้นโลหิตแดง

ดร.อัลทูร่า ให้ความเห็นว่า การมีระดับแมกนีเซียมในร่างกายสูง จะทำให้มีระดับโคเลสเตอรอลต่ำ เขากล่าวว่าเราอาจป้องกันการก่อตัวของพล้าคที่พบตามผนังหลอดเลือดที่แข็งและเสื่อมด้วยการรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง

เป็นที่รู้กันแล้วว่า การขาดแมกนีเซียมจะทำให้เลือดมีความโน้มเอียงที่จะแข็งตัวเพิ่มขึ้น ดร.อัลทูร่า กล่าวว่า "เนื่องจากแมกนีเซียมทำ ให้ปฏิกิริยาของเพลตเลตเกิดความสมดุลย์จึงพิจารณาได้ว่าแร่ธาตุชนิดนี้มีความเป็นไปได้สูงมากในการลดหรือป้องกันการเกิดลิ่มในหลอดเลือดเข้าสู่หัวใจ ปอด และสมอง ซึ่งสามารถเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้"

เนื้อเยื่อของหลอดเลือดสมองมีความเข้มข้นของแมกนีเซียมมากกว่าเนื้อเยื่อในอวัยวะอื่น ๆ ถึง 2 เท่า และมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงค วามเข้มข้นของแมกนีเซียมมาก การขาดแมกนีเซียมทำให้หลอดเลือดหดตัวลงเช่นเดียวกับหลอดเลือดหัวใจ

การทดลอง : ดร.อัลทูร่า ได้วัดกรีของความตึงเครียดในหลอดเลือดแดงที่เข้าสู่สมองของสุนัข ขั้นแรกใช้สารละลายที่ไม่มีแมกนีเซียม ขั้นต่อมาให้สารละลายที่มีแมกนีเซียมสูง ปรากฏว่าถ้าไม่มีแมกนีเซียม ความตึงเครียดได้เกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดงอย่างรวดเร็วในทางตรงกันข้ามพอให้แมกนีเซียมเข้าไปอย่างทันทีทันใด ความตึงเครียดในหลอดเลือดแดงในสมองก็ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็วเ ช่นกัน

ดร.อัลทูร่า ยังได้พบอีกว่า การหดตัวของหลอดเลือดในสมองที่เกิดจากสารอื่น ๆ เช่น ซีโรโทนิน และพรอสตาแกลนดิน จะผ่อนคลายลงอย่างง่ายดายแทบไม่น่าเชื่อเมื่อได้รับแมกนีเซียมเพิ่ม

ดร.อัลทูร่า แนะนำว่าการรักษาด้วยแมกนีเซียมให้ประโยชน์แก่สมองขาดเลือด (ischemia) และหลอดเลือดกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีประโยชน ์ในการป้องกันหลอดเลือดในสมองตีบตัน (อัมพาต) และการอุดตันของหลอดเลือดในสมองอีกด้วย

แมกนีเซียมอาจบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน

เป็นที่ทราบกันด้วยว่าอาการปวดศีรษะไมเกรน เกิดจากการกระตุก (spasm) ของหลอดเลือด ความจริงแล้วมักจะเกิดกับสตรีตั้งครรภ์ทั้งที่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ หรือจวนจะคลอด ซึ่งเป็นเวลาที่ขาดธาตุแมกนีเซียม สตรีเหล่านี้อาจเป็นโรคครรภ์เป็นพิษ ซึ่งทำให้ชักได้ง่าย ซึ่งการวิจัยได้พบว่าเกิดจากการขาดแมกนีเซียม

น.พ.เค็นเน็ธ วีเวอร์ แห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ เทนเนสซี่ ได้กล่าวว่าไมเกรนหายได้ด้วยแมกนีเซียม ในการศึกษาเรื่องนี้ เขาได้ทำการศึกษากับสตรี 500 คน ในจ ำนวนนี้มี 300 คนที่มีครรภ์และประมาณ 60 คนได้รับประทานยาคุมกำเนิดซึ่งมักจะทำให้เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน สตรีทั้ง 500 คน ปวดศีรษะไมเกรน ทุกคน และทุกคนเริ่มรับประทานแมกนีเซียมวันละ 200 มิลลิกรัมทุกวัน ทำให้สตรีเหล่านี้ 80 เปอร์เซ็นต์หายจากปวดศีรษะไมเกรนอย่างสมบูรณ์ ความจริงแล้ว การบรรเทาได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก คือพอรู้สึกว่าจะปวดศีรษะก็รีบรับประทานแมกนีเซียม อาการปวดก็หายไปในครึ่งชั่วโมง

การใช้โภชนาการกับโรคลมบ้าหมู

นักวิจัยที่ International Center for the Disabled (ICD) ที่นิวยอร์ค ได้พบว่าใน เซลล์เม็ดเลือดแดงในคนไข้โรคลมบ้าหมูจำนวนหนึ่งที่รักษาด้วยาไม่หาย< wbr>นั้นขาดแร่ธาตุแมกนีเซียม ดร.รอเบิร์ต ฟรีค ได้รายงานว่า ด้วยการใช้ไบโอฟีดแบ็ค, ควบคุมการบริหารการหายใจ และรับประทานอาหารที่ไม่มีนม น้ำตาล กาแฟ และแอลกอฮอล์มากเกินไป ก็สามารถลดการเป็นโรคลมบ้าหมูลงจากสัปดาห์ละ 5 ครั้ง เหลือเดือนละครั้งหรือไม่เป็นเลยเป็นเ วลาหลายเดือนเป็นครั้งแรกในหลายปีที่ผ่านมา

นักวิจัยกล่าวว่า เขาได้วางแผนว่าจะเสริมแมกนีเซียมเข้าไปในอาหารของคนไข้ ด้วยความหวังว่าจะช่วยให้คนไข้ของเขาเป็นโรคนี้น้อยลง

การขาดแมกนีเซียมที่แท้จริง

แพทย์ได้มองข้ามการขาดแมกนีเซียมไปใช่หรือไม่?

เมื่อ 15-20 ปีที่ผ่านมา การขาดแมกนีเซียมถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก แต่ปัจจุบันนี้นักวิจัยเกี่ยวกับแมกนีเซียมพูดว่า การขาดแมกนีเซียมได้แพร่หลายไปมากกว่าที่แพทย์ส่วนมากรู้

ดร.อัลทูร่า กล่าวว่า"สถิติทางด้านโภชนาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งของซีกโลกตะวันตกบ่งชี้ว่า การได้รับแมกนีเซียมจากอาหารได้ลดลงเรื่อย ๆ จนคนเป็นจำนวนมากอยู่ในภาวะที่ "จวนเจียนจะขาดอยู่แล้ว" การวิจัยที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี่ ที่น็อกซ์วิลล์ ได้พบว่าสตรีมีครรภ์มีธาตุแมกนีเซียมในร่างกายน้อยกว่าที่ทางการแนะนำ 60 เปอร์เซ็นต์ หรือน้อยกว่า น.พ.วีเวอร์ ได้คาดไว้ อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ของสตรีวัยสาวที ่เขาพบจะขาดแมกนีเซียม ดร.ชีแฮน ก็เชื่อว่าครึ่งหนึ่งของคนสูงอายุที่เขาทำการรักษาอยู่ขาดธาตุแมกนีเซียม

ดร.ชีแฮน กล่าวว่า แพทย์ส่วนมากไม่ค่อยนึกถึงการขาดแมกนีเซียม ตัวอย่างเช่นคนไข้ที่เขาพบ แพทย์ที่เขารักษาอยู่ มักจะทึกทักเอาว่าอาการอ่อนเพลีย หัวใจเต้นไม่สม่ำสเมอ และเครียด เป็นผลที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ของโรคต่าง ๆ เช่น หัวใจล้มเหลวเพราะเลือดคั่ง คนไข้ที่หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอนั้นเขาได้ใช้แมกนีเซียมรักษาให้หายได้ ไม่มีแพทย์คนไหนเลยที่รักษาคนไข้เหล่านี้ยอมรับรายงานจากห้องทดลองที่บอกว่ามีระดับแมกนีเซียมต่ำหรือรักษาคนไข้ด้วยแมกนีเซียม

เหตุผลที่คนปัจจุบันขาดแมกนีเซียมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เพราะว่า คนมีอายุยืนขึ้นและมีชีวิตอยู่ได้ทั้ง ๆ ที่มีโรคประจำตัวเรื้อ รังอยู่ด้วยการใช้ยาต่าง ๆ เช่น ยาขับน้ำ ยาดิจิแทลลิส ยาปฏิชีวนะ การรักษาด้วยสารเคมีซึ่งล้วนทำให้ขาดแมกนีเซียมทั้งสิ้น

สาเหตุใหญ่ของการขาดแมกนีเซียมคือโภชนาการที่ไม่ได้ ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ทาง RDA ของสหรัฐฯ แนะนำให้ได้รับแมกนีเซียมวันละ 270 ถึง 400 มิลลิกรัม และนักวิจัยหลายคนบอกว่าปริมาณนี้ต่ำเกินไป

อาหารที่มีธาตุแมกนีเซียมมากได้แก่ นัทต่าง ๆ (ที่หาง่ายก็ได้แก่ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์ อัลม่อนด์) ส่วนแอลกอฮอล์ ไขมัน และโปรตีนปริมาณสูงจะขับแมกน ีเซียมออกจากร่างกาย และแมกนีเซียมก็ทำงานอย่างใกล้ชิดกับแคลเซียม เราจะต้องได้รับแคลเซียมมากกว่าแมกนีเซียม 1 1/2เท่า การรักษาด้วยแมกนีเซียมจะได้ผลอย่างเต็มที่จะต้องได้รับไวตามิน บี 6 อย่างเพียงพอด้วย

 

อาหารที่มีแมกนีเซี่ยมมาก
อาหาร ปริมาณ แมกนีเซียม (ม.ก.)
แป้งถั่วเหลืองสด 1/2 ถ้วย 180
เต้าหู้สด 1/2 ถ้วย 127
อับม่อนด์แห้ง 1/4 ถ้วย 105
Black-eyed peas แห้ง 1/4 ถ้วย 98
ถั่วเหลืองคั่ว 1/4 ถ้วย 98
วีทเจอมอบ 1/4 ถ้วย 91
มะม่วงหิมพานต์อบ 1/4 ถ้วย 89
ผักพวยเล้งสุก 1/2 ถ้วย 79
ถั่วเหลืองต้ม 1/2 ถ้วย 74
แป้งสาลีไม่ขัดขาว (โฮลวีท) 1/2 ถ้วย 68
ถั่วลิสงทุกชนิด (คั่ว) 1/4 ถ้วย 64
ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย 56
มันฝรั่งขนาดกลาง (ปิ้ง) 1 หัว 55
กล้วย 1 ใบ 35
ปลาแซลม่อนกระป๋อง 1/2 ออนซ์ 33
ข้างกล้อง (สุก) 1 ถ้วย 28
นมไม่มีไขมัน 1/2 ถ้วย 28

พ.อ.หญิง ศรีนวล เจียจันทร์พงษ์ แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง The Health Power of Magnesium : AMedical Roundup หนังสือ The Complete Book of Vitamins and Minerals for Health และ
ศรีนวล เจียจันทร์พงษ์ คอลัมภ์เรื่องยาวประจำฉบับ อาหาร & สุขภาพ ปีที่ 8 ฉบับที่ 57 พ.ศ. 2538 หน้า 50-53

ลิงค์ข้อมูล https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet4/may11/magne.htm

s
[ ความเห็นที่ 1]
RE : ปวดหัวไมเกรน ตะคริว กรดไหลย้อน จากการ ขาดแมกนีเซียม
โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 24 มกราคม 2563  19:59 น.
แมกนีเซียม กันตะคริว


      แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุ ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของเอนซัยม์ นานาชนิดในร่างกายกว่า 300 ชนิด โดยเฉพาะยิ่ง ในการสร้างสารพลังงานในร่างกาย ที่เรียกว่า เอทีพี (ATP) แมกนีเซียมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูก และออกฤทธิ์ตรงข้ามกับแคลเซียม ในขณะที่ แคลเซียมจะทำให้เส้นเลือดหดตัว แมกนีเซียมจะช่วยในการขยายตัวหลอดเลือดแดง จึงมีความสำคัญในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนั้น สตรีมีครรภ์ที่ได้รับแมกนีเซียมเสริม จะมีโอกาสเกิดโรคครรภ์เป็นพิษลดลงด้วย


      ปริมาณแมกนีเซียมในร่างกายมนุษย์อยู่ที่ 25 กรัม โดยกว่าครึ่งหนึ่งจะเป็นองค์ประกอบของกระดูก ที่เหลือก็เป็นองค์ประกอบของกล้ามเนื้อ และมีเพียง 1% ที่อยู่ในเลือด การเจาะเลือดเพื่อดูปริมาณแมกนีเซียมในร่างกาย จึงไม่ค่อยได้ประโยชน์ ถ้าระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ อาจบอกได้ว่าร่างกายขาดแมกนีเซียม แต่ในคนที่ระดับของแมกนีเซียมในเลือดเป็นปกติ ก็อาจจะขาดธาตุแมกนีเซียมได้เช่นกัน วิธีที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ประเมินถึงระดับในร่างกาย คือการให้ แมกนีเซียมหยดเข้าทางหลอดเลือดช้า ๆ และตรวจดูปริมาณของ แมกนีเชียมที่ขับออกมาในปัสสาวะ เนื่องจาก ไตเป็นอวัยวะหลักที่ควบคุมปริมาณแมกนีเซียมในร่างกาย เวลาเราได้รับแมกนีเซียมมากเกินไป ไตก็จะปล่อยแมกนีเซียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ แต่หากร่างกายขาดแมกนีเซียม ปริมาณของแมกนีเซียมที่ออกมาในปัสสาวะ ก็จะน้อยกว่า ปริมาณของแมกนีเซียมที่ใส่เข้าไปในร่างกายอย่างมาก เช่นเดียวกับเกลือแร่ทุกชนิดในร่างกาย มนุษย์ได้รับเกลือแร่จากดิน และน้ำที่ไหลผ่านดิน ดังนั้น อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง จึงได้แก่ อาหารที่มาจากดิน ตัวอย่างเช่น ธัญพืช เช่น เม็ดฟักทอง เม็ดอัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วเหลือง ผักขม และผักใบเขียวที่ปลูกจากดิน เนื่องจาก แมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่สำคัญ คนที่ไม่ได้กินอาหารเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ก็จะมีโอกาสขาดแมกนีเซียม

      อาการของการขาดแมกนีเซียม จะไม่ให้อาการเด่นชัด นอกจาก อาการอ่อนเพลีย หรืออาการเป็นตะคริว อาการอาจเป็นรุนแรงในคนที่กินแคลเซียมเสริมเป็นประจำ สำหรับคนที่ชอบกินแคลเซียมเพื่อรักษาอาการตะคริว ผู้เขียนอยากจะแนะนำให้กินแมกนีเซียมเสริม ซึ่งน่าจะปลอดภัยกว่า

      การกินแมกนีเซียมเสริม ควรจะอยู่ในรูปที่เรียกว่า amino acid chelated หรือ คีเลท แมกนีเซียม (chelated magnesium) เพราะจะดูดซึมได้ดี ไม่มีปัญหาต่อระบบทางเดินอาหาร เป็นอาหารเสริมที่ผู้เขียนแนะนำให้คนเป็นตะคริวบ่อย ๆ รับประทาน ขนาดที่มีจำหน่ายคือเม็ดละ 100 มิลลิกรัม เนื่องจากเวลาที่คนส่วนใหญ่ชอบเป็นตะคริว คือเวลากลางคืน ผู้เขียนจึงมักจะแนะนำให้กินพร้อมอาหารมื้อเย็น ในขนาด 1-2 เม็ดต่อวัน

      เกลือของแมกนีเซียม หรือ Inorganic Magnesium ได้ถูกนำมาใช้เป็นยาระบาย เช่น เกลือ แมกนีเซียมซัลเฟต หรือดีเกลือ ที่ถูกนำมาใช้ตามสปาที่มีบริการล้างพิษตับ และ milk of magnesium (MOM) หรือ magnesium hydroxide ถูกนำใช้เป็นยาลดกรด แต่เนื่องจากเกลือแมกนีเซียม จะมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อน ๆ ในยาลดกรดจึงมีการผสม magnesium hydroxide กับ aluminium hydroxide เพราะ เกลืออลูมิเนียมจะช่วยป้องกันปัญหาท้องเสีย จากเกลือแมกนีเซียมได่ ยาลดกรดกลุ่มนี้ คือยาลดกรดที่มีลักษณะเป็นยาน้ำขาวขุ่น ซึ่งเป็นยาลดกรดที่ผู้เขียนไม่แนะนำ เพราะเสี่ยงต่อการที่จะมีการสะสมของพิษอลูมีเนียม และในปัจจุบัน มียาลดกรดที่มีคุณภาพดีกว่า จึงไม่มีความจำเป็นที่เราจะใช้ยากลุ่มนี้ในการลดกรดในกระเพาะอีกต่อไป

      เราสามารถกิน คีเลท แมกนีเซียม ได้ทุกวันเป็นอาหารเสริม และเหมาะอย่างยิ่งในคนที่มีปัญหาตะคริวเวลากลางคืน แต่สำหรับคนที่กิน คีเลท แมกนีเซียมแล้วมีปัญหาท้องผูก ก็อาจใช้วิธีกิน milk of magnesia (MOM) แทนได้ คนไข้เพียงกลุ่มเดียวที่ต้องระมัดระวังในการให้แมกนีเซียม คือ คนไข้ที่มีการทำงานของไตลดลงมาก ๆ เพราะมีโอกาสที่จะพบระดับแมกนีเซียมเกินในเลือดได้ง่าย

ขอขอบคุณ  ดร. นพ. พัฒนา เต็งอำนวย

เอกสารอ้างอิง
1. Allaert F.A. et al. Effect of magnesium, probiotic, and vitamin food supplementation in healthy subjects with psychological stress and evaluation of a persistent effect after discontinuing intake. Panminerva Med. 2016 Jun 16.
2. Danmusa S. et al. Scale-up of magnesium sulfate for treatment of pre-eclampsia and eclampsia in Nigeria. Int J Gynaecol Obstet. 2016 Jun 27.
3. Morais J.B. et al. Role of Magnesium in Oxidative Stress in Individuals with Obesity. Biol Trace Elem Res. 2016 Jul 22.
4. Zhang X. et al. Effects of Magnesium Supplementation on Blood Pressure: A Meta-Analysis of Randomized Double-Blind Placebo-Controlled Trials. Hypertension 2016;68:324-333

s
[ ความเห็นที่ 2]
RE : ปวดหัวไมเกรน ตะคริว กรดไหลย้อน จากการ ขาดแมกนีเซียม
โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 24 มกราคม 2563  20:15 น.

แมกนีเซียม (Magnesium) เป็น 1 ใน 4 ของแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย และมีความสำคัญต่อสุขภาพ ประมาณ 50% ของแมกนีเซียมในร่างกายพบที่บริเวณกระดูก อีกเกือบครึ่งพบอยู่ในเซลล์ตามเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ มีเพียง 1% ที่พบในเลือด แต่ร่างกายก็มีความจำเป็นต้องรักษาระดับของแมกนีเซียในเลือดให้คงที่

    
แมกนีเซียมเป็นสารที่จำเป็นสำหรับปฏิกิริยาชีวเคมีกว่า 300 กระบวนการในร่างกาย แมกนีเซียมช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างปกติ ช่วยให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะอย่างถูกต้อง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยให้กระดูกแข็งแรง แมกนีเซียมยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ความดันโลหิตเป็นปกติ รวมทั้งยังเป็นตัวร่วมในกระบวนการเผาผลาญพลังงานและการสังเคราะห์โปรตีน
  
 ในช่วงหลัง ๆ วงการแพทย์เริ่มมีความสนใจในบทบาทของแมกนีเซียมในการป้องกันและควบคุมความผิดปกติต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของแมกนีเซียมต่อโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด แมกนีเซียมจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก และถูกขับออกที่ไต


ไมเกรน (Migraine)

     ไมเกรนเกิดจาก ระบบประสาทไวต่อการกระตุ้นโดยสิ่งเร้าต่าง ๆ ทั้งจากภายในร่างกายและสิ่งแวดล้อม มีการหลั่งสารทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือดและเส้นประสาทสมอง หลอดเลือดในสมองเกิดการหดและขยายตัวซึ่งเป็นสาเหตุ่ที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวข้างเดียวที่เรียกว่าไมเกรนนั่นเอง

แต่จริง ๆ แล้ว ไมเกรนไม่จำเป็นต้องเป็นการปวดหัวข้างเดียวเสมอไป (คนส่วนใหญ่จะเข้าใจอย่างนั้น) ไมเกรนอาจจะเป็นการปวดทั้งสองข้าง หรือข้างเดียวแต่สลับข้างกันไปก็ได้ ส่วนใหญ่จะรู้สึกปวดตามจังหวะการเต้นของหัวใจเป็นจังหวะ ตุบ ๆ บริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับ และขากรรไกร อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย ระยะเวลาในการปวดตั้งแต่ 4 ชั่วโมงไปจนถึง 72 ชั่วโมง (แมกนีเซียมก็จะมีส่วนช่วยลดความถี่ในการเป็น และความรุนแรงให้ทรมานน้อยลงได้ :) )

    
     ทั้งนี้ทั้งนันควรให้แพทย์เป็นผู้ตรวจและวินิจฉัยว่าคุณปวดหัวธรรมดา หรือเป็นการปวดหัวไมเกรน ถ้าเป็นอย่างหลัง อันนี้งานเข้าครับ มันจะอยู่กับคุณตลอด เป็น ๆ หาย ๆ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคุณ และสิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้น

ไมเกรนมี 2 แบบ คือ

 

  • Common migraine ก่อนเกิดอาการปวดไมเกรนจะมีอาการเตือนก่อนปวด เช่นเห็นแสง (aura) แว้บ ๆ ไปมา และอาจมีอาการทางสายตา เช่นตาพร่า ร่วมด้วย หรือได้ยินเสียงแว่ว ๆ ก่อนปวดทุกครั้ง
  • Classic migraine คืออาการปวดไมเกรนแบบไม่เห็นแสง  (aura) หรืออาการเตือนก่อน

 

แมกนีเซียม กับ ไมเกรน

     ผู้ที่ปวดไมเกรนมักจะพบว่ามีปริมาณแมกนีเซียมในเลือดต่ำในช่วงที่ปวดหัวไมเกรน
     มีงานศึกษาวิจัยที่แสดงว่า การได้รับแมกนีเซียมเสริมอาจช่วยลดความถี่ของการปวดหัวไมเกรนได้ จากการศึกษาพบว่า ระดับของแมกนีเซียมมีผลกระทบต่อ serotonin receptor และมีผลต่อการสังเคราะห์และปลดปล่อย ไนตริก ออกไซด์ รวมทั้งมีผลต่อ NMDA receptor ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีที่สงสัยว่าน่าจะมีความสำคัญต่ออาการปวดไมเกรน
     มีอีกบางงานวิจัยได้พบว่า ผู้ที่เป็นไมเกรนและได้รับแมกนีเซียม 600 mg เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์พบว่า 41.6% มีอาการปวดหัวไมเกรนลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก แต่ไม่ได้รับแมกนีเซียม ซึ่งมีอาการปวดลดลงเพียง 15.8% เท่านั้น


 

การรักษาอาการปวดไมเกรน

นอกจากการรับประทานยาเพื่อระงับอาการปวดทันที แต่ก็รับประทานมากก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย จึงควรใช้วิธีเหล่านี้ร่วมด้วยเพื่อช่วยบรรเทาอาการและลดความถี่ในการใช้ยาลง
 

  • สังเกต และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไมเกรน เช่น ช่วงเวลาที่เป็น (เช้า บ่าย กลางดึก หรือช่วงประจำเดือนมา ฯลฯ), แสง, กลิ่น, เสียง, อุณหภูมิ, (ร้อน,เย็น), อาหาร, การพักผ่อนไม่เพียงพอ, ใช้สายตามาก ๆ นาน ๆ, ความเครียด ฯลฯ ถ้าหากสังเกตว่าเกิดจากอะไรและหลีกเลี่ยงได้ ผมรับประกันว่าคุณแทบจะไม่ต้องใช้ยา หรือใช้น้อยลงกว่าเดิมมาก แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็คงต้องอาศัยยาและตัวช่วยในข้อต่อ ๆ ไปครับ

  • ใช้น้ำเย็นประคบบริเวณที่ปวด เพื่อทำให้เส้นเลือดหดตัวลง บรรเทาอาการปวด อาจหาซื้อ cold-hot pack ตามร้านยา มาแช่ในตู้เย็นหรือถังน้ำแข็งใช้เป็นเจลประคบเย็น เวลามีอาการปวดก็เปิดตู้เย็นหรือถังนำมาใช้ประคบได้เลย

  • รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแมกนีเซียม และ วิตามินบี 2 ซึ่งจะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน

  • รับประทานยา โดยรีบทานทันทีเมื่อมีอาการเตือนหรือเมื่อเริ่มเป็น จะช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการปวดไมเกรนได้ อย่าปล่อยให้เป็นนาน ๆ หรือมาก ๆ ค่อยทานยา ซึ่งอาจทำให้ยาช่วยลดอาการปวดได้ไม่ดีเท่ากับรีบทานเมื่อมีอาการเตือน

     

    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแมกนีเซียม

         ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่จะพบแมกนีเซียมในรูป Magnesium oxide, magnesium citrate, magnesium sulfate แต่ปัจจุบันก็มีการพัฒนาเป็น Chelated Magnesium เพื่อลดอาการข้างเคียงที่สำคัญก็คืออาการท้องเสีย

         ขนาดรับประทานแนะนำคือ 400-600mg/ วัน โดยแบ่งรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง อาการข้างเคียงที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่รับประทานแมกนีเซียมเสริมก็คือ ท้องเสีย และควรปรึกษาแพทย์ถ้าหากคุณต้องการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแมกนีเซียมร่วมกับยาอื่น หรือมีโรคประจำตัวอยู่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคไต ผู้ที่เสี่ยงจะเป็นนิ่วในไต 

         เพื่อให้กระบวนการดูดซึมแมกนีเซียมเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ควรรับประทานคู่กับแคลเซียมหรือ อาหารที่มีแคลเซียมสูง โดยปริมาณของแคลเซียมไม่ควรเกินสองเท่าของแมกนีเซียม 

     

    การใช้ยาแมกนีเซียมในการรักษาไมเกรน
    นายแพทย์มัสคอป แห่งศูนย์การวิจัยโรคปวดศรีษะ นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับ อย่างชัดเจนแล้ว โดยผ่านการศึกษาในกลุ่มคนที่เป็น ไมเกรน จำนวนมากกล่าวได้ว่า แมกนีเซียม สามารถบรรเทา อาการไมเกรนได้ ทั้งแง่ของอาการเฉียบพลัน และการป้องกัน" หลักฐานที่ค้นนพบในขณะนี้บ่งบอกว่า 50% ของ คนที่กำลังเกิดอาการไมเกรน มีระดับของแมกนีเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ

    การใช้แมกนีเซียมในการรักษาอาการไมเกรนแบบเฉียบพลัน โดยให้แมกนีเซียม 1 กรัม กับผู้ป่วยไมเกรน 40 ราย ผลปรากฏว่า 35 รายสามารถลดอาการปวดลงได้ 50% ภายใน 15 นาที และผู้ป่วย 21 คนใน 35 คนนี้พบว่า 18 คน(86%) หายจากไมเกรนโดยสิ้นเชิงภายใน 24 ชั่วโมง การรับประทานแมกนีเซียมในการรักษา อาการปวดไมเกรนแบบเฉียบพลัน ต้องรับประทานทันที 0.09-1 กรัม จึงจะออกฤทธิ์ได้ วันหนึ่งไม่ควรเกิน 2 กรัม และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคไตขั้นรุนแรง

    การใช้แมกนีเซียมในการป้องกันไมเกรน นายแพทย์ไพเคิร์ท จากศูนย์ประสาทวิทยา เมืองมิวนิคประเทศเยอรมัน ได้ให้ผู้ป่วย ไมเกรน 81 ราย อายุ 18-65 ปี รับประทาน แมกนีเซียม 600 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ในสัปดาห์ที่ 9-12 ความถี่ของเกิดอาการไมเกรนลดลง 41.6% ในขณะเดียวกับจำนวนวันที่มีอาการปวดไมเกรนลดลง อย่างเห็นได้ชัดเจน

    การใช้แมกนีเซียมมีความปลอดภัยสูง และราคาไม่แพงจนเกินไป จึงสามารถใช้ในคนที่มีความทรมานจากอาการไมเกรนได้ เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉลี่ยรายการต้องการแมกนีเซียมวันละ 500-600 มก.ต่อวัน จากอาหารธรรมชาติ อาจต้องรับประทาน ถั่วถึง 2 ถ้วยเต็มๆ หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ (Cashews) ถึงวันละ 90 ซี่แน่นอนคงจะเป็นปริมาณที่เกินความสามารถ และค่อนข้างสิ้นเปลือง ในกรณีนี้ผลิตภัณฑ์วิตามินและแร่ธาตุอาจเข้ามามีบทบาทแทนได้
     
    อาหารที่ให้แร่ ธาตุแมกนีเซียมมากได้แก่ "ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช ผักใบเขียวเข้ม ผลอโวคาโด และอาหารทะเลทั่วไป"

    แหล่งข้อมูล

    Nine Alternative Therapies for Natural Migraine Prevention and Relief, 
    http://www.migraineshelp.com/natural-migraine-prevention-and-relief/

    Migraine Herbal Home Remedies From Around the World
    Written by Tracy Stickler, http://www.healthline.com/health/migraine-herbal-home-remedies-from-around-the-world

    5 วิธีบำบัดไมเกรนด้วยตัวเอง, นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 215, http://www.cheewajit.com/articleView.aspx?cateId=9&articleId=1595

    พ.อ.หญิง ศรีนวล เจียจันทร์พงษ์ แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง The Health Power of Magnesium : AMedical Roundup หนังสือ The Complete Book of Vitamins and Minerals for Health และ
    ศรีนวล เจียจันทร์พงษ์ คอลัมภ์เรื่องยาวประจำฉบับ อาหาร & สุขภาพ ปีที่ 8 ฉบับที่ 57 พ.ศ. 2538 หน้า 50-53,http://www.school.net.th/library/snet4/may11/magne.htm


    Lisa A. Yablon, Alexander Mauskop, Magnesium in the Central Nervous System, The University of Adelaide Press 2011 , Online Publication Date: June 2012, http://universitypublishingonline.org/adelaide/chapter.jsf?bid=CBO9780987073051&cid=CBO9780987073051A017

    The Effects of Magnesium, l-Carnitine, and Concurrent Magnesium–l-Carnitine Supplementation in Migraine Prophylaxis, Biological Trace Element Research, December 2012, Volume 150, Issue 1-3, pp 42-48
    http://link.springer.com/article/10.1007%2Fs12011-012-9487-5#page-1

    Migraine and Magnesium,http://blog.bodykind.com/migraine/migraines-and-magnesium/

    Alternative Medicine in Chronic Migraine: What Clinicians Need to Know, http://www.practicalpainmanagement.com/alternative-medicine-chronic-migraine-what-clinicians-need-know

    David Kiefer, MD and Traci Pantuso, MS,
    Guide to Dietary Supplements Most Commonly Used in Pain Management, Dietary supplements can be a useful part of an integrative approach to the treatment of pain.,
    http://www.practicalpainmanagement.com/treatments/complementary/guide-dietary-supplements-most-commonly-used-pain-management



ข้อมูลจาก http://oknation.nationtv.tv/blog/DIVING/2014/02/21/entry-2
s
[ ความเห็นที่ 3]
RE : ปวดหัวไมเกรน ตะคริว กรดไหลย้อน จากการ ขาดแมกนีเซียม
โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 24 มกราคม 2563  20:19 น.
Magnesium (แมกนีเซียม)
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2019
ข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/supplement-magnesium

ประโยชน์ของแมกนีเซียม

แมกนีเซียมจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและบำรุงกระดูก จำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย สำหรับกระเพาะอาหารนั้น แมกนีเซียมจะช่วยปรับสมดุลกรดในกระเพาะและทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น

ภาวะที่ใช้แมกนีเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ท้องผูก (Constipation) การรับประทานแมกนีเซียมสามารถช่วยระบายอาการท้องผูกและใช้เตรียมลำไส้ก่อนเข้ารับกระบวนการทางการแพทย์ต่างๆ ได้
  • ภาวะอาหารไม่ย่อย (Indigestionการรับประทานแมกนีเซียมเป็นยาลดกรด (Antacid) จะช่วยลดอาการแสบร้อนกลางอกได้ องค์ประกอบของแมกนีเซียมหลายประเภทสามารถใช้ได้ แต่แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์จะออกฤทธิ์เร็วที่สุด
  • ภาวะขาดแมกนีเซียม (Magnesium deficiencyการรับประทานแมกนีเซียมสามารถช่วยรักษาและป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียมได้ดี ภาวะนี้มักจะเกิดกับผู้ป่วยโรคตับ หัวใจล้มเหลว อาเจียนหรือท้องร่วง ไตทำงานผิดปกติ และภาวะสุขภาพอื่นๆ
  • ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia กับ Eclampsiaการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดจัดว่าเป็นการรักษาหลักของการลดความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Pre-eclampsia) และภาวะครรภ์เป็นพิษ (Eclampsia) งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการชักได้
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะที่เรียกว่า Torsades de pointes การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดสามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เรียกว่า Torsades de pointes ได้
ภาวะที่อาจใช้แมกนีเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาร์ริทเมีย (Arrhythmiasการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดสามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เรียกว่า อาร์ริทเมียได้
  • หอบหืด (Asthma) การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยรักษาอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลันได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาวิธีนี้อาจจะให้ผลต่อเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยการใช้แมกนีเซียมในรูปของยาพ่นอาจช่วยเรื่องการหายใจของผู้ป่วยหอบหืดได้ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาร่วมกับยาซาลบูทามอล (Salbutamol) แต่ ณ ขณะนี้ยังมีข้อสรุปของผลการสำรวจที่ขัดแย้งกันอยู่ การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดช่วยลดอาการกำเริบได้ในเด็ก แต่ควรเป็นการเสริมเพิ่มไปจากการรักษาด้วยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) และยาซาลบูทามอล
  • อาการเจ็บปวดจากความเสียหายที่ประสาทจากโรคมะเร็ง การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากความเสียหายที่เส้นประสาทจากมะเร็งได้หลายชั่วโมง
  • โรคสมองพิการ (Cerebral palsyมีหลักฐานว่าการให้แมกนีเซียมกับสตรีมีครรภ์ก่อนคลอดก่อนกำหนดจะลดความเสี่ยงที่ทารกจะเกิดมาพร้อมโรคสมองพิการได้
  • อาการปวดศีรษะชนิดคลัสเตอร์ (Cluster headacheการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะชนิดคลัสเตอร์หรือปวดเป็นชุดๆ แต่ละครั้งนาน 1 ชั่วโมง เป็นเวลาเดิมของทุกวันหรือติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรืออาจรุนแรงหลายเดือน และมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำตาไหล น้ำมูกไหล ลืมตาลำบาก ปวดขมับ ปวดเบ้าตา เป็นต้น
  • อาการเจ็บหน้าอก (Anginaเนื่องจากหลอดเลือดแดงอุดตัน การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจช่วยลดอาการปวดหน้าอกจากลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) ได้ 
  • โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic fibrosisงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแมกนีเซียมทุกวันนาน 8 สัปดาห์จะช่วยให้ปอดของเด็กที่ป่วยเป็นโรคซิสติก ไฟโบรซิสแข็งแรงขึ้น
  • เบาหวาน (Diabetesการรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน แม้งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของแมกนีเซียมในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังคงมีข้อมูลที่ขัดแย้งกันอยู่ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้น แมกนีเซียมอาจชะลอการเกิดปัญหาทางประสาทที่เกิดจากเบาหวานได้
  • โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgiaการรับประทานแมกนีเซียมร่วมกับกรดมาลิก (Malic acid (Super Malic tablets)) อาจช่วยลดความเจ็บปวดจากโรคไฟโบรมัยอัลเจียได้ อีกทั้งการรับประทานแมกนีเซียมซิเตรท (Magnesium Citrate) ทุกวันนาน 8 สัปดาห์ก็อาจช่วยลดอาการของโรคนี้ได้เช่นกัน
  • สูญเสียการได้ยิน การรับประทานแมกนีเซียมอาจป้องกันภาวะสูญเสียการได้ยินของผู้ที่จำเป็นต้องอยู่ในที่เสียงดัง อีกทั้งการรับประทานแมกนีเซียมยังช่วยลดอาการไม่ได้ยินของผู้สูญเสียการได้ยินกะทันหันที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสียงดังได้ การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดยังช่วยให้ภาวะสูญเสียการได้ยินกะทันหันดีขึ้นด้วย
  • คอเรสเตอรอลสูง (High cholesterol) การรับประทานแมกนีเซียมคลอไรด์ (Magnesium chloride) และแมกนีเซียมออกไซด์ (Magnesium oxide) ช่วยลดระดับสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (Low-density lipoprotein: LDL) หรือเรียกว่าไขมันเลว และระดับคอเรสเตอรอลโดยรวม และยังช่วยเพิ่มสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นสูง (High-density lipoprotein: HDL) หรือไขมันดี ในคนที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง
  • โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndromeความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ คนที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำจะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนลงพุงมากกว่าผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมตามปกติ 6-7 เท่า การบริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงยังมีผลต่อการลดความเสี่ยงการเกิดโรคอ้วนลงพุงในผู้หญิงและกลุ่มวัยรุ่น
  • โรคลิ้นหัวใจ (Mitral valve prolapseการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจช่วยลดการเกิดโรคลิ้นหัวใจในผู้ป่วยที่มีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำได้
  • กระดูกพรุน (Osteoporosisการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจช่วยป้องกันการสูญเสียกระดูกในผู้หญิงสูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุนได้ อีกทั้งการรับประทานร่วมกับเอสโทรเจนและแคลเซียมกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินรวมยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยได้ดีกว่าการใช้เอสโทรเจนเพียงอย่างเดียว
  • ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดมดลูก (Hysterectomyการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดเอามดลูกออกได้ ยังมีหลักฐานว่าการใช้แมกนีเซียมในปริมาณมากที่ 3 กรัม ตามด้วย 500 มิลลิกรัม/ชั่วโมง สามารถลดความไม่สบายตัวหลังจากนั้นได้อีก อย่างไรก็ตาม หากเป็นการใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่านี้อาจไม่มีประสิทธิภาพใดๆ และอาจจะเพิ่มความเจ็บปวดขึ้นได้
  • ความเจ็บปวดหลังผ่าตัด เมื่อฉีดแมกนีเซียมร่วมกับยาระงับประสาทหรือให้คนไข้หลังผ่าตัด อาจยืดระยะเวลาก่อนที่จะเกิดความเจ็บปวดขึ้นได้ และยังลดความจำเป็นของการใช้ยาแก้ปวดหลังผ่าตัดลงอีกด้วย
  • กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome (PMS)การรับประทานแมกนีเซียมบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนอย่างอารมณ์แปรปรวนและท้องอืดได้ และยังช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนก่อนมีประจำเดือนอีกด้วย
  • อาการเจ็บหน้าอกเนื่องจากการบีบเกร็งของหลอดเลือด (Vasospastic anginaการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยป้องกันการบีบเกร็งของหลอดเลือดในผู้ที่มีอาการปวดหน้าอกจากเส้นเลือดแดงที่ขนส่งเลือดไปยังหัวใจได้

s
[ ความเห็นที่ 4]
RE : ปวดหัวไมเกรน ตะคริว กรดไหลย้อน จากการ ขาดแมกนีเซียม
โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 24 มกราคม 2563  20:20 น.
Magnesium (แมกนีเซียม)
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2019
ข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/supplement-magnesium

ภาวะที่แมกนีเซียมอาจไม่สามารถรักษาได้
  • มะเร็งลำไส้และทวารหนัก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียมช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก ข้อมูลจากงานวิจัยอื่นๆ กลับกล่าวว่าแมกนีเซียมอาจลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ได้จริง แต่ไม่ใช่กับมะเร็งทวารหนัก
  • คอเลสเตอรอล และไขมัน LDL การได้รับประทานแมกนีเซียมไม่มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญกับการลดระดับไขมัน LDL และคอเลสเตอรอล
  • หัวใจวาย โดยทั่วไปแล้วการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดหรือการรับประทานนั้นไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหลังประสบกับภาวะหัวใจวายได้
  • เมาที่สูง (Altitude sicknessงานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานแมกนีเซียมซิเตรททุกวันโดยแบ่งเป็น 3 ครั้ง เริ่มที่ 3 วันก่อนปีนเขา ไปจนถึงตอนลงเขา ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเมาที่สูงได้ (ควรใช้ยาเดกซาเมธาโซน (Dexamethasone) และยาอะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide)
  • เสริมประสิทธิภาพด้านกีฬา งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานแมกนีเซียมจะช่วยลดผลจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพด้านกีฬา งานวิจัยอื่นกล่าวอีกว่าการรับประทานอาหารเสริมแมกนีเซียม (Easymag, Sanofi-Aventis) ทุกวันนาน 12 สัปดาห์จะช่วยเพิ่มความเร็วในการเดินของผู้หญิงสูงอายุได้ แต่การรับประทานแมกนีเซียมนั้นไม่อาจเพิ่มความทนทานหรือกำลังระหว่างกิจกรรมด้านกีฬาได้แต่อย่างใด
  • อาการปวดเรื้อรังหลังบาดเจ็บ งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดเป็นเวลา 4 ชั่วโมงต่อวัน นาน 5 วัน ไม่อาจลดอาการปวดของผู้ที่มีอาการเจ็บปวดหลังการบาดเจ็บ
  • แมงกะพรุนต่อย งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานยาเฟนตานิล (Fentanyl) ในขณะที่กำลังได้รับแมกนีเซียมทางเส้นเลือดไม่อาจลดอาการปวดหลังถูกแมงกะพรุนต่อยได้
  • กล้ามเนื้อบีบรัด/ตะคริว การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ไม่อาจลดความถี่หรือความรุนแรงของอาการตะคริวได้
  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการทาครีมแมกนีเซียม (MagPro) ที่กล้ามเนื้อนาน 1 สัปดาห์ไม่อาจเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานของกล้ามเนื้อได้
  • ความเสียหายที่ประสาทจากการใช้ยารักษามะเร็ง Oxaliplatin งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแมกนีเซียมไม่อาจป้องกันความเสียหายที่เส้นประสาทจากการใช้ยารักษามะเร็งตัวนี้ได้
  • ตะคริวกินขาในช่วงกลางคืน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานแมกนีเซียมนาน 4 สัปดาห์ ไม่ได้ป้องกันอาการตะคริวในช่วงกลางคืนได้
  • ถูกกระทบกระแทกที่ศีรษะ งานวิจัยกล่าวว่าอาหารเสริมชนิดนี้ไม่อาจช่วยหรือลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ที่ประสบเหตุรุนแรงที่ศีรษะได้
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell diseaseงานวิจัยพบว่าการฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium sulfate) เข้าเส้นเลือดทุกชั่วโมงในปริมาณ 8 โดสไม่ได้ส่งผลดีต่อเด็กที่ป่วยเป็นโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวแต่อย่างใด
  • ตายคลอด (Stillbirths) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ระหว่างตั้งครรภ์ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการตายคลอดของทารกได้
  • บาดทะยัก (Tetanusการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยบาดทะยักได้แม้จะเทียบกับการรักษาตามปกติ อย่างไรก็ตาม การรับประทานแมกนีเซียมอาจลดระยะเวลาที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล แม้ข้อมูลนี้ยังคงขัดแย้งกันอยู่ก็ตาม

s
[ ความเห็นที่ 5]
RE : ปวดหัวไมเกรน ตะคริว กรดไหลย้อน จากการ ขาดแมกนีเซียม
โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 24 มกราคม 2563  20:20 น.
Magnesium (แมกนีเซียม)
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2019
ข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/supplement-magnesium

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานและยังไม่มีข้อสรุปว่าใช้แมกนีเซียมรักษาได้หรือไม่
  • โรคพิษสุรา (Alcoholism) การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจเพิ่มคุณภาพการนอนหลับของผู้ที่ติดสุราและกำลังอยู่ในช่วงการเลิกสุรา อย่างไรก็ตาม การฉีดแมกนีเซียมอาจไม่สามารถลดอาการถอนพิษสุราได้
  • ได้รับพิษอะลูมินัมฟอสไฟด์ (Aluminum phosphide poisoning) มีงานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้จะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ที่ได้รับพิษอะลูมินัมฟอสไฟด์ได้ แต่งานวิจัยอื่นๆ กลับแย้งว่าแมกนีเซียมไม่มีผลต่อพิษชนิดนี้แต่อย่างใด
  • ภาวะวิตกกังวล (Anxietyงานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานแมกนีเซียม ผลซานจา (Hawthorn) และแคลิฟอร์เนียป็อปปี้ เพียงช่วยรักษาภาวะวิตกกังวลชนิดอ่อนถึงปานกลาง แต่ไม่อาจใช้รักษาระดับรุนแรงได้
  • โรคสมาธิสั้น (Attention deficit-hyperactivity disorder (ADHD)เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นอาจมีระดับแมกนีเซียมต่ำ งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้สามารถช่วยรักษาเด็กกลุ่มอาการนี้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำได้ แต่ไม่เห็นผลการวิจัยในระยะยาว
  • โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorderงานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานแมกนีซิโอการ์ด (Magnesiocard) อาจให้ผลคล้ายกับการใช้ลิเทียม (Lithium) ในผู้ป่วยอารมณ์สองขั้วได้เพียงบางราย
  • โรคหัวใจ งานวิจัยในเรื่องผลกระทบของการบริโภคแมกนีเซียมในอาหารกับโรคหัวใจยังคงไม่สอดคล้องกัน บ้างก็กล่าวว่าการเพิ่มการบริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียมเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ แต่งานวิจัยอื่นกลับกล่าวว่าการเพิ่มปริมาณการบริโภคไม่ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจ บ้างก็ว่าไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างการบริโภคแมกนีเซียมกับโรคหัวใจ
  • ภาวะซึมเศร้า (Depressionงานวิจัยพบว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้นาน 6 สัปดาห์สามารถลดอาการซึมเศร้าในผู้ใหญ่ที่มีอาการอ่อนถึงปานกลางได้ แต่การฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดเพียงโดสเดียวนั้นไม่อาจลดอาการใดๆ ลงได้เมื่อเทียบในช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ให้หลัง ผู้ที่ได้รับแมกนีเซียมทุกวันในอาหารที่ 76-360 มิลลิกรัม อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ส่วนผู้ที่ได้รับในปริมาณที่มากหรือน้อยกว่านั้นจะไม่ลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ อย่างไรก็ตาม ยังเป็นการด่วนสรุปเกินไปที่จะบอกว่า การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้สามารถช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่
  • ความดันโลหิตสูง งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้สามารถลดเลขตัวล่างของความดันโลหิตลงได้ (Diastolic blood pressure) ประมาณ 2 mmHg การลดลงนี้อาจจะมีค่าน้อยเกินที่จะส่งผลต่อความดันโลหิต อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้แมกนีเซียมกับเลขความดันโลหิตตัวบน (Systolic blood pressure) ที่ขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่
  • สมองเสียหายจากการขาดออกซิเจนในทารก งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจช่วยทารกที่มีความเสียหายที่สมองจากการขาดออกซิเจนในระยะสั้นได้เท่านั้น ไม่อาจช่วยในระยะยาวได้
  • นิ่วในไต การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจป้องกันการเกิดนิ่วในไตซ้ำซากได้ แต่การใช้ยาอย่าง Chlorthalidone (Hygroton) อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  • ปวดหลังส่วนล่าง งานวิจัยกล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดทุกๆ 4 ชั่วโมงนาน 2 สัปดาห์ในขณะที่กำลังรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ทุกวันนาน 4 สัปดาห์อาจช่วยลดอาการปวดหลังของผู้ที่มีปัญหาปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังได้
  • ภาวะมาเนีย (Maniaงานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ร่วมกับยาเวอราปามิล (Verapamil) สามารถลดอาการมาเนียได้ดีกว่าการใช้ยาเวอราปามิลเพียงอย่างเดียว งานวิจัยอื่นๆ กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดสามารถลดปริมาณการใช้ยาอื่นๆ ในการควบคุมอาการมาเนียชนิดรุนแรงลงได้ แต่ยังคงขาดหลักฐานในการรักษาที่หายขาด
  • ปวดศีรษะไมเกรน (Migraine headachesการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้ปริมาณมากอาจช่วยลดความถี่ของการเกิดไมเกรนลง แต่งานวิจัยอื่นกล่าวว่าแมกนีเซียมไม่ได้ส่งผลต่ออาการไมเกรน ซึ่งมีงานวิจัยไม่กี่ชิ้นที่กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจลดอาการไมเกรนลงได้ แม้ว่างานวิจัยอื่นๆ จะกล่าวถึงการไม่บรรเทาอาการปวดแม้ใช้เข้าเส้นเลือดก็ตาม
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis (MS)การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจลดอาการตึงหรือแข็งของกล้ามเนื้อในผู้เป็นปลอกประสาทเสื่อมแข็งได้ แต่ไม่อาจรักษาได้
  • การพักฟื้นหลังผ่าตัด งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าการรับประทานลูกอมยาแมกนีเซียม (Magnesium lozenge) ก่อนผ่าตัด 30 นาที จะลดอาการเจ็บคอจากการสอดท่อช่วยหายใจได้ แต่ไม่อาจบรรเทาอาการอื่นๆ หลังผ่าตัดได้
  • ตะคริวที่ขาของหญิงตั้งครรภ์ งานวิจัยเรื่องการใช้แมกนีเซียมกับอาการตะคริวที่ขาจากการตั้งครรภ์ยังคงไม่สอดคล้องกัน บ้างกล่าวว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจลดอาการตะคริวระหว่างตั้งครรภ์ได้ บ้างก็กล่าวว่าแมกนีเซียมไม่ส่งผลใดๆ ต่ออาการนี้
  • คลอดก่อนกำหนด การให้แมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจป้องกันการบีบรัดตัวของมดลูกเมื่อคลอดก่อนกำหนดได้ งานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่าแมกนีเซียมสามารถชะลอการคลอดได้นาน 48 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับการใช้ยาปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ยังเชื่อว่าแมกนีเซียมอาจส่งผลเสียต่อแม่และเด็กได้เช่นกัน
  • ภาวะขาอยู่ไม่สุข (Restless legs syndrome (RLS)การรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจลดปริมาณการเคลื่อนไหวและเพิ่มระยะเวลาการนอนหลับของผู้ป่วยโรคขาอยู่ไม่สุขได้ อย่างไรก็ตาม บทบาทของแมกนีเซียมกับโรคนี้ยังคงไม่แน่ชัด เนื่องจากผู้ป่วยภาวะนี้บางรายจะมีระดับแมกนีเซียมในเลือดสูงอยู่แล้วก็ได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Strokeยังคงมีหลักฐานเกี่ยวกับผลจากการใช้อาหารเสริมชนิดนี้หรือรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียมกับโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่สอดคล้องซึ่งกันและกันอยู่ แต่ก็มีรายงานว่าแมกนีเซียมอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ชายได้ ขณะนี้จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้จะให้ผลเช่นใด บ้างก็กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดอาจส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แต่งานวิจัยอื่นกลับกล่าวว่าคนส่วนมากไม่สามารถใช้แมกนีเซียมในการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือพิการจากโรคหลอดเลือดสมองได้
  • ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Subarachnoid hemorrhageยังคงมีหลักฐานที่ปนเปกันอยู่เกี่ยวกับผลของการใช้แมกนีเซียมควบคุมอาการตกเลือดในสมองบ้างก็กล่าวว่าการฉีดแมกนีเซียมเข้าเส้นเลือดจะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและภาวะเจ้าหญิง-เจ้าชายนิทรา (Vegetative state) ลงได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากงานวิจัยอื่นๆ กลับแย้งว่าแมกนีเซียมไม่ได้มีประโยชน์เช่นนี้
  • เสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน (Sudden cardiac deathงานวิจัยเบื้องต้นบางชิ้นกล่าวว่าการบริโภคแมกนีเซียมปริมาณมากนั้นมีโอกาสน้อยที่จะเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่แน่ชัดว่าการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ได้หรือไม่ ก็แม้กระทั่งการให้แมกนีเซียมทางเส้นเลือดอาจไม่ส่งผลดีด้วยเช่นกัน (ควรใช้แมกนีเซียมกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Torsade de pointes))
  • ภาวะพิษจากยาต้านเศร้า (Tricyclic antidepressant drugs) งานวิจัยกล่าวว่าการให้แมกนีเซียมในยาทางเส้นเลือดไม่อาจช่วยผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากยาต้านเศร้ากลุ่มไตรไซคลิกได้
  • ลดน้ำหนัก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม และแลคทูโลส (Lactulose) นาน 1 ปีสามารถลดไขมันร่างกายได้เล็กน้อย แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไม่อาจลดน้ำหนัก อัตราส่วนไขมัน หรือขนาดรอบเอวได้ เพราะส่วนที่ลดลงไปคือปริมาณน้ำในกระแสเลือด
  • ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinenceงานวิจัยไม่สามารถสรุปว่ามีความเกี่ยวพันระหว่างปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมในภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic fatigue syndrome (CFS)การฉีดแมกนีเซียมอาจช่วยลดอาการเหนื่อยล้าได้ แต่ประโยชน์ข้อนี้ยังคงเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น

s
[ ความเห็นที่ 6]
RE : ปวดหัวไมเกรน ตะคริว กรดไหลย้อน จากการ ขาดแมกนีเซียม
โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 24 มกราคม 2563  20:22 น.
Magnesium (แมกนีเซียม)
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2019
ข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/supplement-magnesium
ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของการใช้แมกนีเซียม

แมกนีเซียมค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสมหรือใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง ใช้วิธีฉีดเข้าร่างกายในปริมาณและขนาดที่ถูกต้อง บางคนอาจประสบกับผลข้างเคียงจากการใช้แมกนีเซียม อย่างอาการปวดท้อง หน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หัวใจเต้นช้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น และผลข้างเคียงอื่นๆ ได้

สำหรับผู้ใหญ่ โดยมากปริมาณแมกนีเซียมที่น้อยกว่า 350 มิลลิกรัม/วัน (310-420 มิลลิกรัม) นั้นจัดว่าปลอดภัย หากบริโภคในปริมาณมากอาจจะไม่ปลอดภัยเนื่องจากแมกนีเซียมสามารถเข้าสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ได้ อย่างหัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตตกลง สับสน หายใจช้าลง โคม่า และเสียชีวิต

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร อาหารเสริมชนิดนี้ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์หรือแม่ที่ต้องให้นมบุตรเมื่อบริโภคในปริมาณที่น้อยกว่า 350 มิลลิกรัม/วัน แมกนีเซียมในรูปแบบยาฉีดหรือฉีดเข้าเส้นเลือดช่วงก่อนคลอดมีความปลอดภัย แต่อาจไม่ปลอดภัยหากให้ใช้ในปริมาณมาก

เด็ก เด็กส่วนมากสามารถรับอาหารเสริมชนิดนี้ได้อย่างปลอดภัย โดยปริมาณที่ปลอดภัยนั้นได้แก่ สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี มีปริมาณที่น้อยกว่า 80 มิลลิกรัม/วัน, สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี คือ 130 มิลลิกรัม และ สำหรับเด็กอายุ 9-13 ปีขึ้นไป คือ 240 มิลลิกรัม หากเป็นการใช้แมกนีเซียมปริมาณที่มากกว่านี้จะไม่ปลอดภัย

โรคพิษสุรา การติดสุราจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมขึ้น

ภาวะเลือดออกผิดปกติ แมกนีเซียมอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดได้ ซึ่งทางทฤษฎีแล้วการรับประทานอาหารเสริมชนิดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออกหรือฟกช้ำในกลุ่มผู้ป่วยภาวะเลือดออกผิดปกติได้ง่ายขึ้น

เบาหวาน เบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมขึ้น หากเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดีจะลดปริมาณแมกนีเซียมที่ร่างกายดูดซึมลง

ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมมากขึ้นเนื่องจากร่างกายดูดซับแมกนีเซียมได้น้อยลง และมักประสบกับโรคภัยที่ส่งผลต่อการดูดซึมนี้บ่อยครั้ง

สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัด (Heart block) ไม่ควรให้แมกนีเซียมปริมาณมากกับผู้ที่มีปัญหาภาวะนี้

โรคที่ส่งผลต่อการดูดซึมแมกนีเซียม การดูดซับแมกนีเซียมของร่างกายจะลดลงได้จากหลายๆ ภาวะ เช่น การติดเชื้อที่กระเพาะอาหาร โรคภูมิคุ้มกัน โรคลำไส้อักเสบ และอื่นๆ

ปัญหาที่ไตอย่างโรคไตวาย อวัยวะไตที่ทำงานไม่ดีจะทำการกำจัดแมกนีเซียมออกจากร่างกายได้ยาก การรับประทานแมกนีเซียมเข้าไปมากขึ้นจะยิ่งทำให้แมกนีเซียมสะสมในร่างกายมากจนอาจไปถึงระดับที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นหากคุณมีปัญหาที่ไตไม่ควรรับแมกนีเซียม

กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless leg syndrome) ผู้ป่วยภาวะนี้อาจมีระดับแมกนีเซียมสูงในร่างกาย ซึ่งยังคงไม่แน่ชัดว่าแมกนีเซียมเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะนี้หรือไม่ เนื่องจากก็มีผู้ป่วยภาวะนี้บางรายก็มีปัญหาขาดแมกนีเซียมเช่นกัน


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว