ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » สุขภาพ และ ธรรมมะ
เข้าชม : 384

GABA สุดยอดสารอาหารบำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ อาการหลับยาก คลายกังวล

โพสต์เมื่อ: วันอาทิตย์ 26 มกราคม 2563  19:32 น.

“กาบา” สุดยอดสารบำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ นอนหลับง่าย คลายเครียด

เรารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและออกกำลังกาย เพื่อบำรุงร่างกาย รู้ว่าทานอะไรเพื่อส่วนไหน ออกกำลังกายส่วนไหนจะได้ผลที่กล้ามเนื้อตรงไหน?  แต่สมอง คือ ส่วนที่หลายคนมักลืมไป หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะดูแลบำรุงกันอย่างไรดี มีสารตัวหนึ่งที่ทั่วโลกยอมรับว่าสรรพคุณของเขานั่นล่ะเกิดมาเพื่อ “สมอง” ตามไปรู้จักกับ “กาบา GABA” ให้มากขึ้นกันเถอะ

กาบา (GABA) หรือ  แกมมา อะมิโนบิวทีริก แอซิด (Gamma-Aminobutyric acid) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านทาน (Inhibitor) เพื่อรักษาความสมดุลของระบบสารสื่อประสาท ทำหน้าที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดอาการกระวนกระวายใจ สร้างสมดุลการพักผ่อน ช่วยให้นอนหลับสนิท มีงานวิจัยพบว่า “กาบา” ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และมะเร็งบางชนิด สรรพคุณเป็นที่ยอมรับจนได้เป็นส่วนหนึ่งในยารักษาผู้ป่วยเกียวกับระบบประสาท เช่น โรคเครียด โรคนอนไม่หลับ และโรคลมชัก  กาบา (GABA) ช่วยลดความดันโลหิต เพิ่มระดับเมตาบอลิซึ่มในสมอง ป้องกันการปวดศรีษะ ช่วยลดความเครียด สาเหตุสำคัญของภาวะผนังเส้นเลือดแดงหนาและระบบหมุนเวียนเลือดไม่เป็นปกติจนอาจทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก

นอกจากประโยชน์ด้านสมอง ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นระดับฮอร์โมนในร่างกายให้สม่ำเสมอ ช่วยขับเอ็นไซม์ ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และมีสารต้านอนุมูลอิสระ กลุ่มฟิโนลิค (Phenolic compounds) ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า และชะลอความแก่  สารแกมมา ใน “กาบา” สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและพลาสมาคลอเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ จึงดีกับผู้ที่ความดันสูงเพราะทำให้เลือดไหลหมุนเวียนดีและช่วยลดความดัน ทั้งยังกระตุ้นการขับถ่ายน้ำดี ไปยังลำไส้เพื่อสลายไขมัน ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้และช่วยขับสารแห่งความสุขได้อีกด้วย!

กาบา” อยู่ที่ไหน?  ในข้าวที่ไม่ขัดสี หรือข้าวกล้องทุกสายพันธุ์ล้วนมีสารกาบา แต่ว่าในข้าวกล้องงอก มีสารกาบามากกว่าข้าวกล้องปกติถึง 15 เท่า!! และยังอุดมด้วยโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ใยอาหารอีกมากมาย  ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทำให้เรามีสุขภาพดีง่ายขึ้น ไม่ต้องหุงข้าวกล้องเองให้ยุ่งยาก เพราะมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำข้าวกล้อง น้ำนมข้าว น้ำนมข้าวกล้องงอก ออกมาให้คุณพร้อมดื่มรับสารกาบาที่ดีต่อสมองและร่างกายเข้าไป

รู้แล้วใช่ไหมว่า…จะบำรุงสมองและป้องกันอัลไซเมอร์ได้อย่างไร?…. ดื่มนํ้านมข้าวกล้องงอก วี-ฟิท ผลิตจากข้าวที่เพาะปลูกแบบปลอดสารเคมี อย่างใส่ใจทุกขั้นตอน พร้อมบำรุงสมองและช่วยให้คุณ นอนหลับสบาย

ขอบคุณข้อมูลจาก 
https://goodlifeforyou.com/  

----------------------------

ข้อมูลจาก https://www.sanook.com/health/5349/


ข้าวกล้องงอก คืออะไร?

หลายคนไม่เข้าใจว่า ข้าวกล้องงอกคืออะไร ต่างจากข้าวกล้องปกติอย่างไร ข้าวกล้องงอก คือข้าวกล้องที่ถูกนำไปผ่านกระบวกการ เช่น การแช่น้ำ และอื่นๆ เพื่อทำให้เมล็ดข้าวกล้องมีรากงอกเพิ่มออกมา เหมือนถั่วงอกที่รากงอกออกมาจากเมล็ดถั่ว

 

ข้าวกล้องงอก มีประโยชน์อย่างไร?

ข้าวกล้องงอก มีกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า GABA (Gamma aminobutyric acid) ช่วยรักษาสมดุลในสมอง ทำให้สมองผ่อนคลาย นอนหลับสบาย กระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อ ที่จะสร้างฮอร์โมนที่ไปช่วยสร้างเนื้อเยื่อ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรง กระชับ และป้องกันการสะสมของไขมันได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการป้องกันอัลไซเมอร์ บำรุงผิวพรรณ ลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรควิตกกังวล นอนไม่หลับ ลมชัก ปรับฮอร์โมนวัยทอง และป้องกันมะเร็งลำไส้ ลดอาการท้องผูกอีกด้วย

ข้อห้ามอันตรายของ “ข้าวกล้องงอก”

เห็นมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ทำไมถึงมีอันตรายด้วย? เพราะข้าวกล้องงอกมีส่วนที่เป็นยอดอ่อน ที่มีสารพิวรีนสูง (รวมไปถึงถั่วงอกด้วย) จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็น โรคเกาต์ เพราะผู้ป่วยโรคเกาต์ไม่สามารถเผาผลาญสารพิวรีนได้ จึงอาจตกค้างอยู่ในรูปของกรดยูริค และเกาะตามข้อต่างๆ ทำให้ปวดข้อได้

นอกจากนี้ ใครที่อยู่ในภาวะกรดยูริคในเลือกสูง ควรงดการบริโภคข้าวกล้องงอก และอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เพราะอาจเสี่ยงต่อการเป็น โรคเกาต์ โรคนิ่ว และ โรคไตอักเสบ

 

แล้วข้าวกล้องธรรมดา ผู้ป่วยโรคเกาต์ทานได้ไหม?

ข้าวกล้องธรรมดาก็มีสารพิวรีนอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีปริมาณมากเท่าข้าวกล้องงอก (เพราะไม่มีส่วนที่งอกออกมาเป็นยอดอ่อน) แต่หากมีความกลัว ไม่แน่ใจ ลองทานแบบผสมข้าวกล้องกับข้าวขาวทานก็ได้ค่ะ ค่อยๆ เพิ่มปริมาณข้าวกล้องเรื่อยๆ และสังเกตอาการว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากสุขภาพปกติดีก็เพิ่มปริมาณข้าวกล้องไปเรื่อยๆ จนในที่สุดอาจทานข้าวกล้องล้วนได้

หรือทางที่ดี ปรึกษาแพทย์ประจำตัวก็ได้ค่ะ

-------------------------

 

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของกาบา

GABA เป็นสารที่น่าจะปลอดภัยเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสมภายในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือไม่เกิน 12 สัปดาห์

ปริมาณยาที่ใช้

ขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับ GABA (GAMMA-AMINOBUTYRIC ACID) นั้นจะขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่นอายุ, สุขภาพ, และภาวะสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ใช้ ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังคงขาดแคลนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาชี้ชัดปริมาณที่เหมาะสมของ GABA ดังนั้นต้องพึงจำไว้ว่าแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติก็ไม่จำเป็นต้องปลอดภัยทุกครั้ง พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยาและปรึกษากับเภสัชกร, แพทย์, หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพท่านอื่นก่อนใช้ GABA ทุกครั้ง
 

ข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/supplement-gamma-aminobutyric-acid-2


s
[ ความเห็นที่ 1]
RE : GABA สุดยอดสารอาหารบำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ อาการหลับยาก คลายกังวล
โพสต์เมื่อ: วันอาทิตย์ 26 มกราคม 2563  19:57 น.

ข้อมูลจาก เวบ สุขภาพน่ารู้.com/คลายเคียดด้วยกาบา/
September 11, 2014

สารกาบา (GABA) เป็นหนึ่งในสารเสริมอาหารที่เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินตามสื่อโฆษณามามากพอสมควร ว่ากันว่าสารชนิดนี้มีประโยชน์ในการเป็นตัวช่วยด้านการทำงานของระบบประสาทและสมอง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงประโยชน์ลึกๆของมันว่าดีเพียงใด กินแล้วมีประโยชน์จริงหรือ หรือเป็นเพียงแค่สิ่งที่ผู้บริโภคคิดไปเองฝ่ายเดียวเท่านั้น

สาร “GABA” ย่อมาจากคำว่า “Gamma – Amino Butyric Acid” (แกมมา-อะมิโนบิวไทริกแอซิด) สารตัวนี้ทำหน้าที่เป็น neurotransmitter หรือสารสื่อประสาทในสมองประเภทสารยับยั้ง (inhibitor) ทำหน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่างๆ ช่วยทำให้สมองเกิดการผ่อนคลาย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการควบคุมการทำงานของสมอง

สารกาบา จะช่วยให้สมองของคุณรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สบายตลอดคืน ช่วยลดความเครียดหรือลดความวิตกกังวล และยังช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายได้ดีอีกด้วย มากไปกว่านั้นการเสริมกาบายังส่งผลต่อระบบความจำ หรือช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้นได้ด้วย


แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทำไมสารกาบาเพียงตัวเดียวจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของเราเสียจริง ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองได้ให้คำตอบว่า สารกาบาเป็นกรดอะมิโนที่ผลิตจากกระบวนการ decarboxylation ของกรดอะมิโนที่ชื่อว่า glutamic acid กรดชนิดนี้จะมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท (neurotransmitter) ประเภทสารยับยั้ง ในระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายให้แก่สมอง นอกจากนี้ สารกาบายังทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นต่อมไร้ท่อ anterior pituitary ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ และทำให้กล้ามเนื้อเกิดความกระชับ อีกทั้งยังเกิดสาร lipotropic ซึ่งเป็นสารป้องกันการสะสมไขมันได้ด้วย

โดยปกติ สารกาบาชนิดนี้มีอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งสารกาบาสามารถเกิดขึ้นได้จากกระบวนการทางธรรมชาติที่เปลี่ยนสารกลูตาเมท (Glutamate) ในสมองให้กลายเป็นสารกาบานั่นเอง แต่การได้รับสารกลูตาเมทจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว อาจจะมีความแปรปรวนในด้านปริมาณ และในบางครั้งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงมักมีการเติมกาบาเสริมลงในผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสารกาบาในปริมาณที่เพียงพออย่างแท้จริง

จากตัวอย่างงานวิจัยของ Nakamura และคณะ ในปี 2009 พบว่าเมื่อนำชอคโกแลตที่มีส่วนผสมของสารกาบาที่ผลิตจากกรดกลูตามิกปริมาณ 0.28 มิลลิกรัม ให้ผู้ที่ผ่านการเพิ่มความเครียดโดยการทำแบบทดสอบประเภท Arithmetic รับประทาน และตรวจวัดค่าความเครียดผ่านค่า HRV และ CgA ภายในเวลาที่กำหนด ผลการทดสอบพบว่า ปริมาณตัวชี้วัดทั้งสองมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การทดลองนี้จึงสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ว่า ชอคโกแลตผสมกาบาสามารถช่วยลดความเครียดได้จริง

การผลิตกาบาในระดับอุตสาหกรรมถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ประสบภาวะเครียดสะสม ซึ่งการผลิตสามารถทำได้ทั้งการผลิตจากวัตถุดิบและกรรมวิธีทางธรรมชาติ ไปจนถึงการสังเคราะห์จากวัตถุดิบประเภทปิโตรเคมี โดยหากเป็นสารกาบาที่ผลิตจากกรดกลูตามิก (Glutamic acid) โดยใช้วิธีการหมักทางธรรมชาติ จะเป็นการผลิตด้วยเชื้อ Lactobacillus hilgardii K-3 แล้วจึงนำมาทำแห้งเพื่อเก็บในรูปแบบผงละเอียด

สารกาบาที่ใช้เติมในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อลดความเครียด หรือความผ่อนคลายอารมณ์ มักจะพบผสมอยู่ในเครื่องดื่ม น้ำผลไม้ โยเกิร์ต ลูกอม หมากฝรั่ง ไส้กรอก ขนมปัง ชีส นมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม หรือกาแฟพร้อมดื่ม นอกจากนี้ อาจอยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดเม็ด เพื่อความสะดวกในการรับประทาน

อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานทางงานวิจัย พบว่า ปริมาณกาบาแค่เพียงประมาณ 20-30 มิลลิกรัมต่อวัน ก็เพียงพอต่อการผ่อนคลายความเครียดแล้ว ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การรับประทานสารกาบามากไปกว่านี้คงจะไม่มีผลดีอะไรตอบคืนกลับมากนัก แถมยังเป็นการสิ้นเปลืองเงินในกระเป๋าของคุณไปอย่างเปล่าประโยชน์ อีกด้วย

ซึ่งหากไม่ต้องการรับประทานกาบาในรูปแบบที่สังเคราะห์ขึ้นมา ก็สามารถหารับประทานได้จากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่น ใบชาแห้ง(100-200 mg GABA /100g), เมลอน (74.5 mg GABA /100g), มะเขือเทศ(62.6 mg GABA /100g), กิมจิ (59.4 mg GABA /100g), ช็อกโกแลต (14.5 mg GABA /100g), ข้าวกล้องงอก (10 mg GABA /100g), ฟักทอง (9.7 mg GABA /100g) หรือเต้าหู้ (6.4 mg GABA /100g) เป็นต้น ซึ่งก็สามารถช่วยในการผ่อนคลายความเครียดของสมองได้ดีเช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า คนเราแทบไม่จำเป็นต้องได้รับสารกาบาในรูปแบบของอาหารเสริมเลย หากได้รับกาบาในรูปแบบของอาหารจากธรรมชาติที่เพียงพออยู่แล้ว ซึ่งนอกเหนือจากสารกาบาที่เราหวังจะได้แล้ว การรับประทานอาหารจากธรรมชาติ ยังส่งผลให้เราได้รับวิตามิน แร่ธาตุหรือใยอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายเป็นผลพลอยได้อีกด้วย


 


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว