ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » สุขภาพ และ ธรรมมะ
เข้าชม : 1109

งานวิจัย ชาดอกชบา มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากที่สุด Hibiscus Tea

โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 7 กุมภาพันธ์ 2563  19:13 น.

ดอกชบา​ ดอกงามมากคุณค่าทางยา Hibiscus Tea
ดอกชบา​  หรือในชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Hibiscus มีชื่อเรียกตามท้องถิ่น ได้แก่ ชุมเบา (ปัตตานี), ใหม่ ใหม่แดง (ภาคเหนือ), บา (ภาคใต้) เป็นต้น

ต้นชบามีถิ่นกำเนิดทั้งในประเทศจีน อินเดีย และในหมู่เกาะฮาวาย และได้รับขนานนาม​เป็นราชินีแห่งดอกไม้เมืองร้อน​ ความสวยงามของดอกชบาไม่เพียงได้รับการเลือกสรรให้นำมามาปลูกประดับริมรั้วบ้าน​เรือน สถานที่ทำงาน หรือตกแต่งในสวนไม้นานาพรรณต่างๆ ​ให้ความสดชื่น​ สวยงามแก่สถานที่นั้นๆ
ดอกชบา​ ยังมีสรรพคุณ​ทางยาที่โดดเด่น​ คือ​ มีฤทธิ์เป็นยาเย็น​ ช่วยถอนพิษร้อนใน​ สีแดงของดอกชบา​ มีสารแอนโทไซยานิน มีคุณสมบัติช่วยในการไหลเวียนของเลือด และจากการศึกษาวิจัยของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์​พบว่าสารแอนโทไซยานินมีผลช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น


ที่ประเทศใต้หวัน ได้มีการวิจัยดอกชบาว่ามีสรรพคุณทางยาอย่างไรบ้างซึ่ง ดร.ฉัว-จง หวาง​  ​หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชุงซาน เปิดเผยว่า ดอกชบามีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยควบคุมระดับไขมันคอเรสเตอรอลในหลอดเลือดได้ โดยสรรพคุณของสารสกัดจากดอกชบาที่ได้ สามารถลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการก่อตัวของไขมันภายในหลอดเลือด ซึ่งจากการศึกษากับหนูทดลอง ทีมงานยืนยันว่าระดับไขมันในหนูทดลองลดลงอย่างมาก

ในสหรัฐอเมริกาได้มีการวิจัยดอกชบาเช่นกัน โดยนักวิจัยชาวอเมริกัน คือ ดร.ไดแอน แอล. แมคเคย์ (Diane L. McKay) จากมหาวิทยาลัยทัฟส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ทำการทดลองหาสรรพคุณทางยาของดอกชบา โดยแบ่งอาสาสมัครที่เสี่ยงเป็น โรคความดันโลหิตสูงออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ดื่มชาดอกชบา วันละ 3 แก้ว กลุ่มที่สองให้ดื่มน้ำเปล่าแต่งกลิ่นดอกชบา ผ่านไป 6 สัปดาห์ พบว่า อาสาสมัครที่ ดื่มชาดอกชบามีระดับความดันโลหิตเฉลี่ยลดลงและลดการก่อตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ดีอีกด้วย

ส่วนชาวอียิปต์ใช้กลีบดอกชบาต้มดื่มเป็นชาสมุนไพร เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย รักษาโรคหัวใจและเส้นประสาทและเป็นยาขับปัสสาวะ
 
ในแอฟริกานำชาชบามาใช้ในการรักษาอาการท้องผูก และอาการหวัด ในประเทศอิหร่านการดื่มชาชบารักษาโรคความดันโลหิตสูง

นอกจากดอกชบาจะมีสรรพคุณทางยาแล้ว หากนำใบชบามาขยำจนได้น้ำเมือกเหนียวแล้วกรองเอามาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ15-20 นาที ล้างออก ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงเงางามและป้องกันผมร่วง

ดอกชบามิใช่เป็นเพียงไม้ดอก ไม้ประดับริมรั้วให้ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์มากมายในการรักษาโรคได้อีกด้วย


บ้านใครที่ปลูกดอกชบาตอนนี้ ลองนำดอกชบามาตากแห้งและอบทำเป็นชาสมุนไพรดื่มเพื่อสุขภาพ รักษาโรค หรือหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพทั่วไปก็ได้   
                                                   .....................................
ข้อมูลอ้างอิง
1.การทบทวนทางการแพทย์ โดย
Debra Rose Wilson, PhD, MSN, RN, IBCLC, AHN-BC, CHT เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2017 - เขียนโดย Rena Goldman
2.Hibiscus sabdariffa L. USDA, NRCS 2009 ฐานข้อมูล PLANTS (http://plants.usda.gov, มกราคม 2009) ศูนย์ข้อมูลโรงงานแห่งชาติ, แบตันรูช, LA 70874-4490 USA

ลิงค์ข้อมูล 
http://www.emagazone.com/2018/08/blog-post_17.html

----------------------------------------------

"ชาดอกชบา(roselle tea)"หรือชาโรแซลล์มีี antioxidant สูงลิบอันดับ 1 มาแรงแซงชาเขียวมัจฉะไม่เห็นฝุ่น

ชาดอกชบาหรือ (roselle tea) หรือ ชาจาไมก้า(jamaica)หรือชาเปรี้ยวหรือชา karkade ซึ่งแล้วแต่ว่าประเทศไหนจะเรียก ผมได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลชาตัวนี้มานานพอสมควรเพราะต้องให้แน่ใจว่ามันมีความปลอดภัยสูง ซึ่งก็ได้เก็บและทดลองชงดื่มด้วยตนเอง และคนรอบข้างหลายคน จนแน่ใจว่าเป็นชาที่ค่อนข้างมีความปลอดภัยมากที่เดียว วันนี้จึงได้นำมาเผยแพร่ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้เอาไว้ว่า ชาดอกชบานั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากๆ และโดดเด่นอย่างมากเรื่องการ ควบคุมความดันโลหิต เมื่อมีการเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มทั่วไปถึง 280 ชนิด ชาดอกชบา นั้นอยู่อันดับ 1 เอาชนะเครื่องดื่ม อย่าง ชาเขียวมัจฉะอย่างไม่เห็นฝุ่น ซึ่งทันทีที่ดื่มชาดอกชบา ภายใน 1 ชั่วโมง พลังสารต้านอนุมูลอิสระในกระแสเลือดจะพุ่งสูงขึ้น แสดงให้เห็นถึง พลังของพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชาถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งผมได้มีวีดีโอจากต่างประเทศเพื่อยืนยันว่า คนต่างประเทศหลายประเทศเขาดื่มชาดอกชบา กันเพื่อ บำรุงร่างกายโดยเฉพาะควบคุมความดันโลหิตซึ่งใกล้เคียงหรือดีกว่ายา เป็นอย่างมาก ซึ่งตัวผมเองนั้นได้ใช้วิธีการแบบจาเมกา ในการชงดื่มครับ วิธีการของผมจะแตกต่างจากเขาเล็กน้อย คือ ผมจะต้มดอกชบาจนสี ของดอกชบาซีดลงหลังจากนั้นตักออก แล้วเติมน้ำตาลให้พอหวานนิดหน่อย พอชา เริ่มเย็นลงผมเติมมะนาวให้รสชาติเปรี้ยวนำแบบจี๊ดจ๊าด สีของชาจะแดงสดมากๆ หลังจากนั้นผมจะนำไปแช่ตู้เย็นเพื่อสกัด อีก 1 คืนหลังจากนั้นมาก็สามารถดื่มเป็นชาเย็นได้เลยครับ ส่วนอีกจุดหนึ่งของดร. ไมเคิลเกรเกอร์ ผู้เขียนหนังสือ How Not to die ได้ใช้สูตรนี้ครับ ชบาแห้ง 1 กำมือ ใส่ลงในน้ำ 8 ถ้วย จากนั้นให้เติมมะนาว 1 ลูก และเติมน้ำตาล อิริธริทอล 3 ช้อนโต๊ะ แช่ไว้ในตู้เย็นข้ามคืน เป็นการสกัดน้ำชาแบบเย็น เมื่อตอนเช้าให้ตักดอกออก แล้วเขย่าให้เข้ากัน แล้วใช้ดื่มตลอดวัน หรือถ้าหากท่านจะอัพเกรด ให้มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงกว่านี้ ให้ใช้น้ำชาดอกชบา 1 ถ้วยพร้อมกับใบสะระแหน่สด 1 กำมือปั่นให้เข้ากันให้ละเอียด ก็จะได้ สารต้านอนุมูลอิสระที่มากที่สุดในโลก ดร แนะนำให้ดื่ม ไม่เกินวันละ 5 แก้วครับ สำหรับแพทย์แผนไทยอย่างผม แนะนำถ้าจะดื่มเพื่อสุขภาพ ลองจิบแต่น้อย นั่งคอยดูการตอบสนองก่อนครับ ดูเลือดลมว่ามันมีอะไรผิดปกติหรือไม่ แต่สำหรับที่ลองทำดื่มเองดูแล้วนั้น มีความเบาหวิวที่สมองมากๆครับ แต่ผมก็ดื่มแค่ 1ถ้วยแก้วเท่านั้น ถ้าท่านมีเครื่องวัดความดันโลหิต ให้ทดลองก่อนหลังดูครับ ที่สำคัญคือเมื่อดื่มรสเปรี้ยวแล้วอย่าลืมบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าทุกครั้ง และที่สำคัญที่สุดคือจะต้องลดการทานอาหารที่มีโซเดี้ยมลงด้วยถึงจะได้ผล


ขอบคุณข้อมูลจาก 
https://www.blockdit.com/posts/5dda56c9ab78db27a22a784f

ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ

How not to die ของ Dr. Michael Grrger

ผู้ก่อตั้ง NutritionFacts.org

---------------------------

ที่มางานวิจัย

https://www.researchgate.net/publication/40696171_Hibiscus_Sabdariffa_L_Tea_Tisane_Lowers_Blood_Pressure_in_Prehypertensive_and_Mildly_Hypertensive_Adults

https://www.organicfacts.net/health-benefits/beverage/hibiscus-tea.html

------------------------------------


7 อาหารเปรี้ยวต้านมะเร็ง (2020) รีบหามากินนะ!

สรุป
1. มะเขือเทศ​ เมื่อโดนความร้อนแล้ว ไลโคปีนจะสูงขึ้น
 กว่าเดิมหลายเท่า
2. ดอกชบา มีสารต้านอนุมุลอิสระสูงมาก ๆ ชาดอกชบามีขายที่ต่างประเทศ ในไทยยังไม่มีใครทำ หรือเก็บมาผึ่งลมตากแห้งเองก็ได้ ประหยัดสตางค์
3. มะนาว หรือ เลม่อนเหลือง มีสารพฤกษาอินทรีย์ต่างๆ มากมาย มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากๆ เมื่อเข้าไปในร่างกายจะทำให้เลือดเป็นด่าง ช่วยให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น ลดติ่งเนื้อในลำไส้ทำให้ลดโอกาสกลายเป็นเซลล์มะเร็ง 
4. มะขามป้อม มี​คุณสมบัติ​ในการกำจัดสารอนุมูลอิสระสูงมากๆ 
5. แครนเบอร์รี่ มีสารต้านอนุมุลอิสระสูงมากๆ ถ้าหาทานแบบสดไม่ได้ ให้กินแบบแช่แข็งแทน หาซื้อได้ที่ห้างแม็คโคร
6. น้ำหมักชีวภาพ หรือว่าน้ำไซเดอร์จากผลไม้ต่างๆ ซึ่งมี​แบคทีเรีย​ตัวที่ดี พวกโปรไบโอติกส์ กินได้ถึงวันละ 2 ช้อนโต๊ะ​ ผสมน้ำดื่ม 1 แก้ว
7. อาหารหมักดองอนามัยต่างๆ เช่น กิมจิ แหนมเห็ด ข้าวหมาก นัตโตะ​ ถั่วเน่า เทมเป้ ฯลฯ อนามัยดูจาก ต้องไม่มีเนื้อสัตว์ ต้องไม่มีสารเคมีอันตราย ไม่ใส่ภาชนะโลหะหรือพลาสติก ไม่มีแอลกอฮอล์
 

s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว