ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » สูตรอาหาร
เข้าชม : 146

น้ำเต้าหู้ ผสมถั่วลิสง กินแล้วผิวเนียน ไม่แห้งกร้าน ช่วยลดความอ้วนได้

โพสต์เมื่อ: วันพฤหัสบดี 11 มิถุนายน 2563  16:13 น.

แบบที่ 2 ใช้เครื่องทำน้ำเต้าหู้ ช่วยลดขั้นตอนในการยืนคนต้มถั่วนานๆ 30 นาทีได้ และช่วยลดขั้นตอนไม่ต้องคั่วงาขาวอีกด้วย
     - เครื่องทำน้ำเต้าหู้ ยี่ห้อ DOMENG ความจุ 1.5 ลิตร 1,250 บาท รุ่นสแตนเลส เกรด 304 ไม่เป็นสนิม มีถ้วยตวงแถมมาให้ ควรเลือกแบบรุ่นหัวหม้อต้มเป็นสแตนเลสด้วยจะดีมาก หาซื้อได้ในช้อปปี้
     - ถั่วเหลืองซีก 2/3 ถ้วย หรือ 60 กรัม ห้ามใช้ถั่วเก่า ควรเลือกถั่วที่เพิ่งผลิต
     - ถั่วลิสง 1/3 ถ้วย หรือ 30 กรัม (เลาะเปลือก)
     - งาขาว 2-3 ช้อนโต๊ะพูนๆ ไม่ต้องคั่ว เพราะงาจะไปสุกในเครื่องทำน้ำเต้าหู้ตอนต้ม
     - น้ำตาลโตนดแท้ 1 ช้อนโต๊ะพูนๆ แบบนิ่ม ข้อดี คือ ให้ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ
     - น้ำต้มผัก 1 ลิตร ต้ม แครอท+ข้าวโพดหวาน
+มะละกอดิบ (ผัก 3 อย่าง เก็บแช่แข็งได้เลย)
     - เกลือ 1/2 ช้อนชา เอาไว้แช่ถั่วให้เปื่อยๆ เร็วขึ้น

อุปกรณ์กรองกากถั่ว
     - ที่ร่อนแป้ง สแตนเลส 17 ซ.ม. ใช้กรองกากขั้นที่ 1 ใช้ช้อนคนๆ วนๆ จะใช้เวลากรองไม่ถึง 5 นาที อันละ 29 บาท ซื้อในช้อปปี้ ร้าน 45nopparat
     - ที่กรองชา สแตนเลส ทรงกระบอก ใช้กรองน้ำถั่ว(ในเหยือกที่ต้มแช่เย็นแล้ว) กรองขั้นที่ 2 ก่อนใส่แก้วกิน อันละ 55 บาท ซื้อในช้อปปี้

     - ผ้าขาวบาง ใช้กรองกากขั้นสุดท้ายเพื่อให้น้ำเนียนละเอียดก่อนกิน (ใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ปกติเรากรอง 2 รอบก็กินได้เลย) ควรกรองน้ำถั่วหลังจากแช่เย็นแล้ว เพราะน้ำไม่ร้อนจะทำให้สามารถใช้มือบีบและเค้นได้ ผืนละ 10 บาท เย็บขอบให้แล้ว 30x30 ซ.ม. ซื้อในช้อปปี้
     - กาละมังสแตนเลส 20
ซ.ม. 29 บาท ซื้อในช้อปปี้ ร้าน L&K เอาไว้ใช้กรองน้ำถั่ว โดยวางที่ร่อนแป้งไว้ด้านบน หรือให้ใช้หม้อสแตนเลส มีปากสำหรับเทน้ำเต้าหู้ใส่เหยือกแก้ว

       การกรองกากถั่ว ควรกรองมากกว่า 2 รอบขึ้น เรามักจะกรองแค่ 2 รอบ คือใช้ ที่ร่อนแป้ง กับที่กรองชา ถ้าต้องการน้ำละเอียดมาก ให้กรองด้วยผ้าขาวบาง(ในตอนที่น้ำถั่วแช่เย็นแล้ว) จะทำให้ได้น้ำเนียนกลืนคล่องคอ

วิธีทำ
     1. นำถั่วเหลืองซีก ถั่วลิสง ขนาด 1 ถ้วยตวง หรือ 90 กรัม ใส่เกลือ 1/2 ช้อนชา แช่น้ำ 3 ชั่วโมง ถ้าใช้เป็นถั่วเหลืองเม็ดให้แช่ 5 ชั่วโมง
     2. ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด 3 น้ำ หรือใส่ตระกร้ากรองล้างน้ำผ่านหลายๆรอบ
     3. เทถั่วใส่ลงใน เครื่องต้มน้ำเต้าหู้
     4. เทน้ำต้มผัก 1 ลิตร ใบเตย+แครอท+มะละกอดิบ ให้ถึงขีด MIN ห้ามเกินขีด MAX
     5. ปิดฝา เสียบปลั๊ก กดปุ่ม ทำน้ำเต้าหู้แบบแช่น้ำแล้ว ปุ่มที่ 2 นับจากซ้ายมือ
     6. รอ 20 นาที เครื่องจะมีเสียงร้องเตือน ให้เปิดฝา ใส่น้ำตาลโตนดแท้ 1 ช้อนโต๊ะลงไป คนๆ ให้น้ำตาลละลาย
     7. นำน้ำมาเทใส่กาละมังหรือหม้อสแตนเลสมีปาก โดย ใช้ที่ร่อนแป้ง กรองกาก 1 รอบ
     8. จากนั้น ให้วางกระชอนอันเล็ก 8 ซ.ม. บนปากเหยือกแก้ว แล้วเทน้ำถั่วเหลืองลงบนเหยือก
     9. ใช้ช้อนตักฟอง ที่ลอยๆ ในเหยือกแก้วออก
     10. ใช้แร็ปพลาสติก ปิดปากเหยือกแก้วให้ตึง ไม่ให้มีอากาศเข้าได้ แล้วแช่ตู้เย็นทันที เพื่อเป็นการพาสเจอร์ไรซ์ ไปในตัว ไอความร้อนจะดันอากาศออกจากเหยือก ทำให้ช่องว่างในเหยือกกลายเป็นสุญญากาศ นั่นคือการพาสเจอร์ไรซ์ จะทำให้เก็บน้ำถั่วได้หลายวันกว่าเดิม
       ตัวน้ำถั่วเหลืองที่อยู่ในเหยือก จะยังมีกากละเอียดเหลืออยู่ ตื่นเช้ามากากถั่วจะตกตะกอนอยู่ที่ก้นหยือก ให้รินกินน้ำด้านบนกินได้เลย จะไม่มีกาก หรือจะเทใส่ผ้าขาวบางแล้วใช้มือบีบคั้นน้ำแล้วค่อยนำมาทานก็ได้ จะทำให้ได้น้ำถั่วเนียนๆ กลืนคล่องคอ อร่อย หรือ นำน้ำถั่วเหลืองมาปั่นกับอัลมอนด์ดิบ(แช่น้ำดื่มหรือน้ำแร่ 16 ช.ม.) แล้วเทใส่ผ้าขาวบางแล้วใช้มือบีบกรองกาก แล้วค่อยนำมาทานก็ได้เช่นกัน จะทำให้ได้สารอาหารจากอัลมอนด์เพิ่มขึ้นด้วย
     
วิธีทำ น้ำต้มใบเตย+แครอท+มะละกอดิบ+ข้าวโพดหวาน
     1. เทน้ำ 1 ลิตรลงหม้อ
     2. ใส่ใบเตย 7 ชิ้น(ใส่บางครั้งกินมากๆจะเกิดภาวะเย็นเกินได้) + แครอท 7 ชิ้น + มะละกอดิบ 1 ชิ้น + ข้าวโพดหวาน 1 ชิ้น ลงไป นำผักทุกอย่างล้างให้สะอาด มะละกอ แครอท หั่นชิ้นบาง 0.5 ซ.ม., ใบเตยหั่นยาว 2 นิ้ว, ข้าวโพดหวาน 1 ฝัก หั่น 7-8 ชิ้น หั่นหนา 1 ซ.ม. แล้วเก็บเข้าช่องแช่แข็ง ฟรีสได้เลย จะเก็บได้นาน
     3. ปิดไฟแรงสุด ให้น้ำเดือด หลังจากนั้นค่อยลดไฟลงเหลือไฟกลาง-อ่อน ต้มต่อไปอีก 30 นาที
     4. ใช้กระชอนกรองกาก เทน้ำลงเครื่องทำน้ำเต้าหู้ได้เลย เสร็จ

     แครอท บำรุงตา มีเบต้าแคโรทีน ต้านอนุมูลอิสระ ถ้าใส่ข้าวโพดหวานด้วย ให้ลดจำนวนแครอทลงได้
     ใบเตย ให้ความหอม บำรุงหัวใจ ให้ฤทธิ์เย็นมาก(อย่ากินมากจนเกินไป ใส่บ้างบางครั้งพอ) ซื้อที่ตลาดสดต้นละ 5-10 บาท
     ฟักข้าวโพดหวานต้มนานๆ จะมี
กรดเฟอรูลิก (Ferulic Acid) ถือเป็นสาร anti-oxidant และมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) วิตามินเอ บำรุงตา
     อาหารที่มีโปรตีนสูงๆ ถั่วต่างๆ และ
ถั่วเหลืองมักจะมีพิวรีนสูง เมื่อเข้าร่างกายจะกลายเป็นกรดยูริค น้ำต้มมะละกอดิบ จะช่วยลดกรดยูริคได้ หรือพยามยามกินส้มตำบ่อยๆ มะนาวก็ช่วยลดกรดยูริคได้ หรือ กินชาหญ้าหนวดแมว ก็ช่วยลดกรดยูริคได้ เดือนละ 1-2 ครั้ง
     
ผักทั้ง 3 อย่าง ให้ล้างหั่นชิ้น เก็บแช่แข็ง เข้าช่องฟรีส อยู่ได้นานเป็นเดือน

               *** ถ้าเป็นคนกินถั่วแล้วท้องอืด แนะนำให้กินยาคูลล์ หรือ โยเกริ์ตรุ่นที่มีโปรไบโอติกส์ ตามไป จะช่วยลดอาการท้องอืดได้
               *** ถ้าเป็นสิวอักเสบ ผิวแพ้ง่าย ผิวเป็นผื่น ฯลฯ ควรกิน Propolis สารสกัดจากรังผึ้ง ควบคู่ไปด้วย จะช่วยป้องกันการอักเสบได้ดี ต้านเชื้อโรค เชื้อไวรัส เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
               *** ถ้าต้องการลดความอ้วน ให้กินก่อนนอน หรือ ทานแทนมื้อเย็น ให้ใส่เม็ดแมงลัก หรือเมล็ดเจีย 1 ช้อนชาลงในน้ำแล้วแช่ไม่น้อยกว่า 30 นาที  
หรือ ไซเลียมฮักส์ ( Psyllium Husk ) 1 ช้อนโต๊ะ แช่ 3-5 นาที จะช่วยเพิ่มกากใย ทำให้อิ่มท้อง แทนอาหารได้ 1 มื้อ (ควรกินเลซิติน ควบคู่ไปด้วย จะช่วยละลายไขมันให้แตกตัว ป้องกันไม่ให้ไขมันเกาะตัวกันอุดดันเส้นเลือด หรือ เกาะตัวกันที่ตับกลายเป็นไขมันพอกตับ ถ้าเกาะตัวกันที่ถุงน้ำดี จะทำให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี คนป่วย รับประทาน เช้า-กลางวัน-เย็น ครั้งละ 1 เม็ด คนปกติ รับประทาน วันละ 1-2 ครั้งพอ) เม็ดแมงลัก, เมล็ดเจีย, ไซเลียมฮักส์ ( Psyllium Husk ) ควรทานสลับๆ กันไป ไม่ควรทานตัวใดตัวหนึ่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารที่หลากหลาย

-------------------------------------

แบบที่ 1 สูตรโบราณ ทำแบบ Handmade จริงๆ
น้ำเต้าหู้ ผสมถั่วลิสง เพิ่มกลิ่นด้วยงาขาว หรือ อัลมอนด์ หรือเม็ดมะม่วงหินมพาต์ป่น ได้

     - ถั่วเหลือง 200 กรัม ตราไร่ทิพย์
     - ถั่วลิสง 100 กรัม แบบไม่มีเปลือก เม็ดใหญ่
     - งาขาวคั่ว 4 ช้อนโต๊ะ ใส่เพื่อเพิ่มความหอม เสริมแคลเซียมบำรุงกระดูก (ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่)
     - อัลมอนด์ เพื่อเพิ่มความหอม ได้เช่นกัน (ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่)
     - เกลือ 1/2 ช้อนชา
     - น้ำตาลโตนดแท้ๆ 2 ช้อนโต๊ะ ข้อดีคือ มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ร่างกายดูดซึมได้ช้า ให้เลือกใช้แบบนิ่ม ซื้อในช้อปปี้ กก.ละ 109 บาท ถ้าไม่มีให้ใช้น้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ แทน
     - น้ำกิน น้ำกรอง 2 ลิตร ห้ามใช้น้ำประปาเด็ดขาด
     - แครอท 15 ชิ้น หั่นหนา 0.5 ซ.ม. (ล้างหั่นชิ้น เก็บแช่แข็ง เข้าช่องฟรีส) แครอทให้เบต้าแคโรทีน สารต้าอนุมูลอิสระ บำรุงตา (ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่)
     - มะละกอดิบ 2 ชิ้น หั่นหนา 0.5 ซ.ม. (ล้างหั่นชิ้น เก็บแช่แข็ง เข้าช่องฟรีส) ถั่วเหลืองมีพิวรีนสูง มะละกอดิบ จะช่วยลดกรดยูริคได้ (ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่ หรือ ให้กินส้มตำบ่อยๆ แทน มะนาวก็ช่วยลดกรดยูริคได้ด้วย หรือให้ทานชาหญ้าหนวดแมวเดือนละ 1-2 ครั้ง)
     - ใบเตย 15-20 ชิ้น (หั่นยาว 2 นิ้ว ล้าง แล้วเก็บใส่ถุงซิปเข้าช่องแช่แข็ง ช่องฟรีส) ใบเตยให้ความหอม และมีฤทธิ์เย็น

อุปกรณ์
     - ผ้าขาวบาง 2-4 ผืน หรือให้เย็บผ้าขาวบางเป็นถุงเลย จะใช้งานง่ายมากๆ
     - กระชอน 2 ไซต์  ขนาดใหญ่, ขนาดเล็ก 8 ซ.ม. ซื้อในช้อปปี้ 20 บาท 
ร้าน tshitoli.th
     - เหยือกแก้วทรงสูง ขนาด 1.2 ลิตร ซื้อในช้อปปี้ 95 บาท
     - กาละมังสแตนเลส ขนาดกว้าง 24 ซ.ม. ขึ้นไป จะจุน้ำได้ 2 ลิตร ซื้อในช้อปปี้ ใบละ 40 บาท ร้าน L&K
     - กระทะเคลือบผงเพชร จะช่วยป้องกันไม่ให้ถั่วไหม้ เพราะถั่วจะไม่เกาะที่ก้นกระทะ

วิธีทำ
     1. นำถั่วเหลือง และ ถั่วลิสง ล้างน้ำซัก 2 รอบ ให้สะอาด
     2. ใส่ดอกเกลือ 1/2 ช้อนชา จะทำให้ถั่วเปื่อยเร็วขึ้น ช่วยลดเวลาในการแช่ถั่ว
     3. เทน้ำลงไปให้ท่วม เหนือถั่วสัก 2 ซ.ม. เพื่อแช่ถั่ว ถ้าเป็นถั่วเหลืองซีกแช่น้ำนาน 3-4 ชั่วโมง ถ้าเป็นถั่วเหลืองแบบเม็ดให้แช่น้ำนาน 4-6 ชั่วโมง อย่าแช่ถั่วนานเกินไป อาจจะทำให้ถั่วเน่าได้
     4. เมื่อครบเวลาแล้ว ให้เทน้ำถั่วทิ้ง ล้างน้ำประปาอีก 3 รอบ ให้สะอาด ใส่ตระกร้าสะเด็ดน้ำ
     5. ระหว่างรอแช่ถั่ว ให้ตั้งหม้อสำหรับทำน้ำต้ม แครอท ใบเตย มะละกอดิบ ต้มน้ำ 2 ลิตร ใช้น้ำกรอง น้ำกิน ใส่ใบเตย แครอท มะละกอดิบ ต้มไฟแรงให้น้ำเดือด แล้วค่อยปรับเป็นไฟอ่อนๆ นาน 15 นาที กระบวนการนี้จะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่มีในน้ำไปในตัว จะทำให้เก็บแช่ตู้เย็นได้นานขึ้น ไม่เสียง่าย และ ควรทำในระหว่างรอถั่ว 3-6 ช.ม. พอทำเสร็จพักน้ำใบเตยที่ต้มไว้ เมื่อถึงเวลาปั่นถั่วน้ำจะเย็นลงพอดี เวลาบีบคั้นน้ำถั่วก็จะไม่ร้อนมือ
     6. ถั่วที่สะเด็ดน้ำแล้ว ให้แบ่งถั่วเป็น 3-4 ส่วน เพื่อปั่นประมาณ 3-4 รอบ
     7. เตรียมปั่นน้ำถั่ว ใช้สูตรอัตรา 2:1 เช่น ตวงถั่วประมาณ 1 ส่วนหรือ 1 แก้ว ต่อน้ำ 2 ส่วน หรือ 2 แก้ว (หรือ ถั่ว 250 กรัม ต่อน้ำ 750 กรัม) ประมาณนี้ ปั่นให้ละเอียด
     8. ใช้ถุงผ้าขาวบางที่เย็บไว้ เทน้ำถั่วใส่ เพื่อกรองกากออก
     9. ใช้ผ้าขาวบางบีบกรองน้ำจนหมด ทำแบบนี้ไปเรื่อยซ้ำ จนกว่าจะคั้นน้ำจากถั่วหมด
     10. นำน้ำถั่วเทลงในหม้อ ระหว่างเทให้ใช้ผ้าขาวบางวางบนกระชอนเพื่อกรองอีกรอบ น้ำจะได้ไม่มีกากถั่วจริง ๆ เวลากินจะอร่อย หรือจะไม่กรองก็ได้ แล้วแต่ชอบ และให้เปิดไฟกลาง (เตาแม่เหล็กไฟฟ้า=800) ก่อน สัก 5 นาที เพื่อให้น้ำเริ่มร้อน สังเกตุจะเริ่มมีควันลอยออกมาบ้าง ห้ามใช้ไฟแรงเด็ดขาด และห้ามทำให้น้ำเดือดปุดๆ ด้วย แล้วค่อยลดไฟลงเหลือไฟกลางค่อนไปทางอ่อน (เตาแม่เหล็กไฟฟ้า=300) ใช้ตะหลิวคนตลอดเวลา นานอีก 20 นาที จนกว่าน้ำเต้าหู้จะเริ่มมีแผ่นฟิล์มเกาะบนหน้าน้ำ หรือเรียกว่าฟองเต้าหู้นั่นเอง หรือสังเกตุว่าต้มจนกลิ่นถั่วเหลืองหายเหม็นเขียว แสดงว่าถั่วสุกแล้ว จะมีกลิ่นหอมถั่วเหลืองแทน
     11. เมื่อถั่วหอมแล้ว ให้ใส่น้ำตาลโตนดแท้ๆ 2 ช้อนโต๊ะ พูนๆ แล้วคนต่ออีก 5 นาที รวมทั้งหมด ใช้เวลาต้ม 30 นาที
     12. เทใส่เหยือกแก้วแบบที่ยังร้อนๆ อยู่ โดยใช้กระชอน 8 ซ.ม. อันเล็ก วางที่ปากเหยือก กรอง เพื่อเอาฟองเต้าหู้ออก หรือก้อนโปรตีนออกมา ตักทิ้ง หรือ จะเอามาทานเล่นก็ได้ ถ้าอยากให้เก็บได้หลายวัน ควรใช้น้ำร้อนลวกเหยือก เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วนำไปผึ่งให้แห้ง ก่อนนำมาใส่น้ำเต้าหู้
     13. ซีลปากเหยือกด้วยฟิลม์หุ้มอาหารทันที แล้วนำเข้าตู้เย็น จะเก็บได้หลายวัน


วิธีทำงาขาวคั่ว
     1. นำกระชอนเล็ก 8 ซ.ม. มาใส่งาขาว ให้เกือบเต็ม ใช้น้ำกินน้ำกรอง ราดเบาๆ ล้างฝุ่นออก (1 กระชอน จะเท่ากับประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะพูนๆ)
     2. สะเด็ดน้ำ แล้วเทบนกระทะเคลือบผงเพชร
     3. เปิดไฟกลาง ค่อนไปทางไปอ่อน ใช้ตะหลิวไม้คนตลอดเวลา
     4. งาจะค่อยๆ แห้ง และ งาจะค่อยๆ กลายเป็นสีเหลือง
     5. ตักพักไว้ในถ้วยให้เย็น ปิดฝา วางไว้บนโต๊ะ ไม่ต้องแช่ตู้เย็น จะเก็บได้นานหลายวัน



 
s
[ ความเห็นที่ 1]
RE : น้ำเต้าหู้ ผสมถั่วลิสง กินแล้วผิวเนียน ไม่แห้งกร้าน ช่วยลดความอ้วนได้
โพสต์เมื่อ: วันพุธ 17 มิถุนายน 2563  12:57 น.
กิน "น้ำเต้าหู้" ...ช่วยลดความอ้วนได้จริงหรือ?
https://sukkaphap-d.com/   

June 1, 2016

“น้ำเต้าหู้” ช่วยลดความอ้วนได้อย่างไร?

“น้ำเต้าหู้” เครื่องดื่มตัวช่วยสำคัญในการลดความอ้วน เนื่องจาก “เปปไทด์” ที่มีในถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้ มีส่วนช่วยในการละลายไขมัน นอกจากนี้สารอาหารในน้ำเต้าหู้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย ตามหลักของผู้ที่มีคอเลสเตอรอลมากหรืออ้วนเกินไป ส่วนใหญ่มักจะบริโภคอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ และมักจะรับประทานอาหารไม่สมดุล โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันในปริมาณมากเกินที่ร่างกายต้องการ จนทำให้ไขมันตกค้างในร่างกายมากขึ้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักกินน้ำเต้าหู้ในทุกมื้อ ควบคู่กับสลัดผัก เนื่องจากน้ำเต้าหู้เป็นอาหารเบาๆ ที่ไม่มีคอเลสเตอรอล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่ควรกินแต่น้ำเต้าหู้เพียงอย่างเดียว ควรได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากเนื้อสัตว์ และผักในปริมาณที่พอสมควรควบคู่กันไปด้วย เรียกได้ว่า “น้ำเต้าหู้ ลดน้ำหนัก” อีกทั้งเป็นอาหารที่ช่วยปรับสมดุลในร่างกายนั่นเอง

6 คุณประโยชน์จาก “น้ำเต้าหู้” นอกเหนือจาก การลดน้ำหนัก

 

เลซิติน ในน้ำเต้าหู้ช่วยสกัดคอเลสเตอรอล และสลายไขมันเลวที่ร่างกายไม่ต้องการออกไปได้ และยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยร่างกาย ตามไหล่ และลำคอได้อีกด้วย

ซาโปนิน ช่วยให้การดูดซึมไขมันลดลง และสามารถควบคุมคอเลสเตอรอลให้อยู่ในปริมาณที่พอดีได้ นอกจากนี้ยังช่วยดูดซับสารพิษ และสิ่งสกปรกที่ตกค้างภายในร่างกายกรดอะมิโน ในน้ำเต้าหู้มีกรดอะมิโนมากกว่า 20 ชนิด ที่จะช่วยพัฒนาสมอง และระบบประสาทให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือดได้อีกด้วย

ฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุที่พบได้ในธัญพืชหลายชนิด รวมไปถึงเต้าหู้ด้วย ฟอสฟอรัสช่วยให้เหงือกและฟันแข็งแรง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยเผาผลาญแป้ง และไขมันได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ น้ำเต้าหู้ ช่วยลดความอ้วนได้อย่างแน่นอน

วิตามิน B ในเต้าหู้มีวิตามิน B หลายชนิดในปริมาณสูง วิตามิน B ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และคาร์โบไฮเดรตเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายได้นำไปใช้

โปรตีน ในน้ำเต้าหู้ 100 กรัมจะมีโปรตีน 3.3 กรัม โปรตีนที่ร่างกายต้องการ จะอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.4 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โปรตีนจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และช่วยให้ผิวพรรณกระชับเนียนเรียบ ดังนั้น การกินน้ำเต้าหู้ ช่วยลดความอ้วนได้แล้ว ยังช่วยให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งสดในอีกด้วย

ธาตุเหล็ก ในเต้าหู้นอกจากจะมีโปรตีนแล้วยังมีธาตุเหล็กไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ นี่จึงเป็นเหตุที่ชาวมังสวิรัติ ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนได้โดยไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ ธาตุเหล็กมีส่วนช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดอาการอ่อนเพลีย และช่วยบำรุงเลือด

เมนูลดน้ำหนักกับ “น้ำเต้าหู้”


น้ำเต้าหู้ + อะโวคาโด  มื้อเช้าเบาๆ ด้วยน้ำเต้าหู้ 1 แก้ว และอะโวคาโด 1 ผล ช่วยให้รู้สึกสดชื่นในยามเช้า และยังให้แคลอรีแบบเบาๆ อิ่มสบายท้อง เมนูนี้เป็นตัวช่วยสลายไขมันชั้นดีที่ไม่ควรพลาด

น้ำเต้าหู้ + เม็ดแมงลัก แมงลักช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล กินง่ายอิ่มเร็วและเข้ากับน้ำเต้าหู้ได้ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยให้ขับถ่ายสะดวก เป็นยาระบายอ่อนๆ ที่ช่วยลดพุงได้ดีเยี่ยม

น้ำเต้าหู้ + แอปเปิลเขียว อาหารทั้งสองอย่างนี้เป็นตัวช่วยที่ดีมากในการลดความอ้วน เนื่องจากมีกากใย ช่วยให้เรื่องของระบบขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อยง่าย ลดพุงและดีต่อผิวพรรณอีกด้วย

นอกจากประโยชน์ดีๆ จากน้ำเต้าหู้แล้ว ความอร่อยก็ไม่แพ้คุณค่าในตัวของมันเลย จึงอยากแนะนำให้ทุกคนที่ดื่มน้ำเต้าหู้ เพื่อลดความอ้วน ควรทานแบบไม่ใส่น้ำตาล ถือเป็นอีกเมนูที่จะช่วยให้คุณลดความอ้วนได้อย่างประสบผลสำเร็จแน่นอนค่ะ

-------------------------------


"น้ำเต้าหู้" เป็นแหล่งโปรตีนที่สูง สำหรับผู้ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ และยังมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์อีกด้วย นอกจากนี้ในถั่วเหลืองยังมีสารอาหาร ที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายอีก คือ คาร์โบไฮเดรต แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส วิตามิน A B B1 B2 B6 B12 C D E ไนอาซิน และยังมี "เลซิทิน" ซึ่งเป็นสารบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ ลดไขมัน และลดคลอเรสเตอรอลอีกด้วย แต่ข้อเสียของน้ำเต้าหู้คือจะให้แคลเซียมน้อย ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมเพิ่มไปด้วย เช่น ปลาเล็กปลาน้อยทอด ผักกวางตุ้ง คะน้า เป็นต้น

ข้อมูลจาก 
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa/2012/12/11/entry-1  

-----------------------------

นมถั่วเหลือง ช่วยลดการสร้างเม็ดสี อันเป็นสาเหตุของจุดด่างดำ ผิวคล้ำ นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันจำเป็น 19% ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น คล้ายการทามอยส์เจอร์ไรส์เซอร์ และมีสารไอโซฟลาโวน Isoflavones ให้ฮอร์โมนเพศหญิงอ่อนๆ จึงทำให้ผิวดู มีน้ำมีนวล ยืดหยุ่น กระชับ และช่วยให้ขนขึ้นช้าลงได้อีกด้วย มีกรดไฟติก Phytic acid เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันผิวเสื่อม เลซิติน Lecithin และ ซาโปนิน Saponin มีคุณสมบัติทำให้ผิวสะอาดขึ้น
อ่านต่อได้ที่ https://praew.com/beauty/57267.html  

-----------------------------

ถั่วลิสง มีโปรตีนสูงรองจากถั่วเหลืองสูงกว่าข้าวสาลี1เท่า ข้าวสาร3เท่า และยังมีแมกนีเซียมที่ช่วยลดคลอเรสเตอรอล วิตามินอี ช่วยชะลอความแก่ ไฟเบอร์ ช่วยป้องกันท้องผูก … สามารถดูดซึมไปใช้ง่าย หากรับประทานประจำจะทำให้คลอเรสเตอรอลในตับสลายตัวเป็นกรดน้ำดีได้ …. ป้องกันหลอดเลือดตีบและโรคหัวใจในผู้ใหญ่ด้วยค่ะ … ส่วนเด็กการรับประทานถั่วลิสงช่วยเสริมความจำและช่วยการเจริญเติบโต ….

ถั่วขาว บำรุงปอด และเป็น1ใน เมนูสุดฮิตของสาวที่อยากลดความอ้วน ถั่วขาวเป็นส่วนผสมที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่วางขายตามท้องตลาดเลยละค่ะ …. เพราะถั่วขาวช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่ดูดซึมแป้งและน้ำตาลค่ะ …

ถั่วอัลมอนด์ บำรุงปอด บำรุงกล้ามเนื้อ ทำให้คงความหนุ่มสาวไว้ได้นานจากการมีวิตามินอีสูง บี2และแคลเซี่ยมช่วยป้องกันกระดูกพรุน มีไฟเบอร์สูงสุดในจำนวนถั่วด้วยกัน ช่วยควบคุมน้ำตาลและไขมัน ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำใส้ใหญ่ …

ถั่วพิตตาชิโอ มีบี1 ฟอสฟอรัสสูงช่วยในเรื่องกระดูกและฟัน ช่วยในการทำงานของไต และช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตได้ดี …

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีวิตามินอีสูง ช่วยคงความเป็นหนุ่มสาว มีแมกนีเซียมและธาตุเหล็กสูง

ถั่วแดง บำรุงหังใจ ช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการปวดข้อ กำจัดหนอง แก้ลมพิษดีซ่าน แก้อาการอาหารเป็นพิษ….

ถั่วเขียว บำรุงตับ บำรุงสายตา ลดความดันโลหิต มีสรรพคุณแก้ร้อนใน (ให้ฤทธิ์เย็น) ถอนพิษจากพืชที่มีสารปนเปื้อน รักษาเบาหวาน ลำใส้อักเสบ รักษาอาการกระหายน้ำ …

ถั่วดำ
 บำรุงไต ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการเจริญเติบโต…

ข้อมูลจาก https://food.mthai.com/food-inbox/89203.html 


ถั่วลูกไก่ (Chick Pea)
Red lentil - 
ถั่วเลนทิลแดง - Masoor Dal - มาซู ดาล
ถั่วขาว White Kidney Bean
ถั่วมะแฮะ (pigeon pea ถั่วนกพิราบ) หรือ Toor (ถั่วแระ)
Black Eyed Peas - ถั่วตาดำ หรือ Lobia, Lobiya
ถั่ว Pinto, ถั่วปินโต

มีประโยชน์ คลิ๊กอ่านได้ที่ลิงค์นี้ 
http://www.question.in.th/answer_view.php?id_ques=1865

 
s
[ ความเห็นที่ 2]
RE : น้ำเต้าหู้ ผสมถั่วลิสง กินแล้วผิวเนียน ไม่แห้งกร้าน ช่วยลดความอ้วนได้
โพสต์เมื่อ: วันพุธ 17 มิถุนายน 2563  13:17 น.
“ไฟเตท” phytate หรือ Phytic acid สารลดการดูดซึมแร่ธาตุในร่างกาย
https://www.doctor.or.th/article/detail/3738
 

“ไฟเตท” สารลดการดูดซึมแร่ธาตุในร่างกาย


“ไฟเตท” เป็นชื่อขององค์ประกอบทางเคมีชนิดหนึ่งของพืช ซึ่งดึงมาจากใบและรากของพืชในระหว่างที่มีการเจริญเติบโตพบมากที่เมล็ดพืช โดยเฉพาะพืชในตระกูลถั่ว ธัญพืช และพืชที่ให้น้ำมันจะมีการสะสมไฟเตทมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งฟอสฟอรัสด้วย เพื่อจะนำแร่ธาตุเหล่านี้มาใช้ในการงอกของเมล็ด รวมทั้งการเจริญเติบโตของพืช อีกทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อรา และสร้างสารอะฟลาท็อกซินขึ้นมาได้

ไฟเตทมีคุณสมบัติอย่างไร

ไฟเตทเป็นส่วนประกอบปกติของเนื้อเยื่อพืช อาจจะอยู่ในรูปของไฟเตท หรือไนตริกแอซิด หรืออาจรวมตัวกับโปรตีน และเมื่อแตกตัวแล้วสามารถจับตัวกับสารที่มีประจุบวกได้ดี เช่น แร่ธาตุเหล็ก แร่ธาตุสังกะสี แร่ธาตุทองแดง แร่ธาตุแคลเซียม เป็นต้น ในร่างกายของคนเราและสัตว์ที่มีกระเพาะเดียวไม่สามารถย่อยสลายไฟเตทได้ เพราะไม่มีเอนไซม์ที่ชื่อไฟเตรสภายในทางเดินอาหาร

แหล่งที่พบไฟเตท

แหล่งที่เราจะพบไฟเตทได้ดี คือ ในพืชผักนั่นเอง ซึ่งสามารถแบ่งแหล่งของพืชที่จะพบได้เป็น 3 ระดับ คือ

- พืชที่มีไฟเตทสูง ได้แก่ พืชที่ให้น้ำมัน เช่น งา พืชตระกูลถั่วต่างๆ กลุ่มพืชที่กินใบอ่อน เช่น ยอดผักติ้ว ยอดผักหวาน ยอดใบแค

- พืชที่มีไฟเตทปานกลาง คือ พวกธัญพืช พืชที่กินดอกหรือผล เช่น มันฝรั่ง มะระ มะละกอดิบ บร็อกโคลี

- พืชที่ไฟเตทต่ำ ได้แก่ แครอด หัวผักกาด หัวหอม เห็ด ผักขม ผักบุ้งแดง ตำลึง ผักกาดหอม ใบตั้งโอ๋ หน่อไม้ฝรั่ง

อย่างไรก็ดี ปริมาณของไฟเตทจะขึ้นลงตามสภาพของดินว่า ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตลงไปในดินมากน้อยเพียงใด ปุ๋ยฟอสเฟตที่ชาวสวนใส่นั้นมีจุดประสงค์เพื่อต้องการเพิ่มผลผลิตของพืช และส่งผลทำให้มีปริมาณไฟเตทสูงในพืชตามมา

ไฟเตทกับภาวะโภชนาการ

เนื่องจากไฟเตท มีคุณสมบัติในการจับกับสารประจุบวกได้ดี เช่น เหล็ก แคลเซียม สังกะสี ฯลฯ ดังนั้น การได้รับไฟเตทในปริมาณมากจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมและการนำไปใช้ของสารอาหารจำพวกแร่ธาตุในร่างกายของคนเรา ถึงกระนั้นก็ตาม การทำลายไฟเตทค่อนข้างเป็นไปได้ยาก แม้แต่ความร้อนที่ใช้ในการหุงต้มในครัวเรือน ก็ทำให้ไฟเตทสูญเสียไปน้อยมาก แต่วิธีที่ทำได้ดีที่สุด คือ การคั่วและการทอด ซึ่งให้ผลดีกว่าการต้ม นึ่ง และลวก ในผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติ ซึ่งเป็นอาหารที่เน้นหนักในเรื่องของพืชผัก จะบริโภคไฟเตทสูงถึง 4 เท่าตัว อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อกำหนดแน่นอนถึงปริมาณไฟเตทที่ควรจะได้รับต่อวัน ไฟเตทส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของแร่ธาตุต่างๆ อาทิ

แร่ธาตุเหล็ก จากการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและคน พบว่า ไฟเตทมีผลต่อการลดการดูดซึมของแร่ธาตุเหล็กให้น้อยลงถึง 10 เท่า ทำให้ร่างกายเกิดภาวะพร่องเหล็กได้ ซึ่งจะปรากฏอาการซีดการเรียนรู้ช้ากว่าปกติ อ่อนเพลียง่าย เฉื่อยชา ความทนทานต่อการทำงานน้อยลง ในกลุ่มผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติ ในกรุงเทพฯ เราพบว่า บางคนมีอาการพร่องเหล็ก ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการได้รับไฟเตทสูงถึง 2 กรัมต่อวันก็เป็นได้

แร่ธาตุแคลเซียม การขาดแคลเซียมเป็นปัญหาหนึ่งของคนไทย เนื่องจากการบริโภคแคลเซียมของคนไทยมีค่าเฉลี่ยเพียง 456 มิลลิกรัมต่อวัน กล่าวได้ว่าได้รับเพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการของร่างกาย เมื่อปริมาณที่ได้รับต่ำและยังได้รับสารที่สามารถลดการดูดซึมแคลเซียมได้ จึงส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลเซียมได้มากขึ้น นอกจากไฟเตทจะลดการดูดซึมแคลเซียมได้แล้ว ถ้าได้รับไฟเตทมากๆ อาจทำให้แคลเซียมละลายออกมาจากกระดูกได้ โดยการประมาณพบว่า ไฟเตท 80 มิลลิกรัม จะสามารถจับกับแคลเซียมได้มากถ้ามีแคลเซียมน้อยกว่า 229 มิลลิกรัม และทำให้แคลเซียมละลายออกจากกระดูก จนเกิดโรคกระดูกพรุนได้ในที่สุด นอกจากตัวอย่างของแร่ธาตุที่ยกมากล่าวนี้แล้ว ไฟเตทยังมีผลต่อแร่ธาตุตัวอื่นด้วย เช่น แมกนีเซียม ทองแดง และสังกะสี

อย่างไรก็ตาม การลดการดูดซึมของแร่ธาตุไม่ได้มีสาเหตุจากไฟเตทเพียงอย่างเดียว ยังมีสารต้านโภชนาการชนิดอื่นอีกที่มีผลต่อแร่ธาตุ เช่น ใยอาหาร แทนนิน ออกซาเลด หรือกรดชาลิกที่มีมากในพืชบางชนิด เช่น ผักโขมเทศ ผักโขม ใบชะพลู การที่จะหลีกเลี่ยงไม่บริโภคสารต้านโภชนาการเหล่านี้อาจพบว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้นการเลือกกินอาหารให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่เหมาะสมดูจะเป็นวิธีแก้ไขได้ง่ายโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่กำลังเจริญเติบโต รวมทั้งสตรีมีครรภ์ซึ่งต้องการปริมาณสารอาหารมากกว่าคนทั่วๆ ไป

ข้อมูลสื่อ

ชื่อไฟล์: 173-011
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 173
เดือน/ปี: กันยายน 2536
คอลัมน์: รู้ก่อนกิน
 
-------------------------------------
 
วิธีลดกรด"ไฟติก" (phytic​ acid) ที่มาจากธัญพืช​ เช่น​ ถั่วเปลือกอ่อน​ ถั่วเปลือกแข็ง​ ข้าวต่างๆ​
วิธีหนึ่งคือการใช้น้ำไซเดอร์​ (น้ำส้มสายชู​หมัก) แช่​ธัญพืช​ 6-8ชม.​ ก่อนเอามารับประทาน​ (จะต้ม​ นึ่ง​ หรือปลูกให้งอกก็ได้)​
กรดไฟติกสามารถไปขัดขวางการดูดซึมเกลือแร่ได้
สัดส่วน: ธัญพืช​ครึ่งกก.ใช่น้ำไซเดอร์เพียง​ 2 ชช.​ ผสมกับน้ำอุณหภูมิ​ห้อง​ให้ท่วม​ หลังจาก​ 6-8​ชม.ก็เทน้ำที่แช่ทิ้งและใช้ได้เลย
วิธีนี้ยังช่วยลดแก็สและทำให้ถั่วย่อยง่ายขึ้นด้วย....
ในรูปเป็น"ถั่วเลนทิลดำ" โค้ช​แบง​ค์เอามาจากเนปาล​ ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีขายเปล่า? ใครเคยเห็นบอกด้วยนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก โค้ชแบงค์ ที่แบ่งปันความรู้ จากในเฟสบุ๊ค Coach Bank Chira

-----------------------------------------

ข้อมูลจาก 
https://pantip.com/topic/30693719/comment39

ดูส่วนผสมข้างกล่องกันด้วยนะค่ะ บางยี่ห้อผสม นมผง ผสม น้ำมันปาล์ม ส่วนผสมน้ำตาล มีแน่นอนทุกยี่ห้อ แต่ใช้น้ำตาล หรือสารให้ความหวาน อะไรกันบ้าง ให้ไปเจาะลึกข้อมูลอีกทีนะค่ะ บางทีที่คุณกินแล้วอ้วนอาจจะเพราะสิ่งนี้ก็ได้ค่ะ ส่วนน้ำเต้าหู้รถเข็นก็ควรเลือกร้านที่เก่าแก่เชื่อถือได้ ว่าเขาจะไม่ผสมอะไรลงในนั้นจริง ๆ ส่วนความเข้มข้นของน้ำถั่ว อันนี้เราก็ไม่รู้ว่า ยี่ห้อไหน ร้านไหน เจือจางแค่ไหน ??

       สรุป
       ส่วนตัวทำกินเองค่ะ เข้มข้นแน่นอน เสียเวลาหน่อย แต่เห็นผลดีต่อสุขภาพมากค่ะ ถ้าเตรียมอุปกรณ์ครบๆ ทำง่ายค่ะ ไม่ยาก ถือว่า ออกกำลังกายไปในตัว เราใส่ถั่วลิสงเพิ่ม ใส่งาขาวคั่วเพิ่ม ส่วนน้ำปั่นถั่ว เราก็เอาไปต้มกับแครอท มะละกอดิบ ใบเตย รอให้เย็นแล้วค่อยเอามาปั่นกับถั่วค่ะ ส่วนน้ำตาล เราก็จะใช้น้ำตาลโตนดแท้ หรือ น้ำตาลมะพร้าวแท้ เพราะมีข้อดี คือ ให้ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ร่างกายดูดซึมได้ช้า ค่อยๆ ดูดซึม
       สูตรของเรา ถือว่ากินน้ำถั่วเหลือง 1 แก้ว ได้กินพืชถึง 7 อย่างเลยทีเดียว กินดีมากๆ บางวัน ก็นำเม็ดแมงลักมาแช่น้ำ 30 นาที เทลงในน้ำเต้าหู้ เราก็จะได้กินพืชถึง 8 อย่างเลยทีเดียว ได้สารอาหารเพิ่มขึ้นมากมาย เรากินแล้วผอมลงนะ ผิวดีขึ้นด้วย รูขุมขนที่หน้าเล็กลงค่ะ

s
[ ความเห็นที่ 3]
RE : น้ำเต้าหู้ ผสมถั่วลิสง กินแล้วผิวเนียน ไม่แห้งกร้าน ช่วยลดความอ้วนได้
โพสต์เมื่อ: วันเสาร์ 20 มิถุนายน 2563  15:56 น.
ข้าวโพดต้มดีมีประโยขน์
https://guru.sanook.com/8699/

 

เราเคยเชื่อกันว่าผักผลไม้ดิบสดจากธรรมชาติจะมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าที่เอามาหุงต้ม และหลายคนเข้าใจว่าการต้มข้าวโพดต้องต้มเร็วๆ พอสุก ไม่ต้มนานๆ
 
แต่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล ทำให้ความเชื่อนั้นเริ่มสั่นคลอน เมื่อรายงานว่า การกินข้าวโพดต้มสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและมะเร็งได้ นักวิจัยพบว่า การต้มทำให้ข้าวโพดปล่อยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ออกมาหลายตัว และที่สำคัญตัวหนึ่งที่ชื่อว่า กรดเฟอรูลิก (Ferulic acid)
 
กรดเฟอรูลิกสำคัญอย่างไร
กรดเฟอรูลิกเป็นกรดอินทรีย์
 เป็นสารสำคัญที่เป็นตัวช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพ กรดเฟอรูลิกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกใช้สำหรับต่อต้านการแก่ (aging) ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจ ไข้หวัด รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต (จึงป้องกันมะเร็งผิวหนังได้)
 
กรดเฟอรูลิก เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากในเนื้อเยื่อของคนเวลาที่คนเราออกกำลังร่างกาย โดยเฉพาะการออกกำลังชนิดแอโรบิก ซึ่งมีการใช้ออกซิเจนมากในร่างกาย นั่นคือ เกิดออกซิไดส์(Oxidize) หรือเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation)
 
ในร่างกายคน คำว่า ออกซิไดส์ หรือ ออกซิเดชัน หมายถึง ปฏิกิริยาจากออกซิเจน นั่นเอง การออกซิไดส์ในร่างกาย ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็ทำนองเดียวกับการเกิดสนิมเหล็กที่ตัวถังรถยนต์นั่นเอง การเกิดสนิมเป็นปฏิกิริยาออกซิไดส์ที่เหล็กสัมผัสกับออกซิเจนและความชื้นในอากาศ และกลายเป็นสนิม และในที่สุด รถก็จะผุพังไป ร่างกายคนเราก็เช่นเดียวกัน มีการออกซิไดส์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งมีการใช้ออกซิเจนมาก ยิ่งมีการออกซิไดส์มาก
 
ปกติธาตุออกซิเจนเป็นธาตุที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิต แม้กระนั้นก็ตามออกซิเจนในบางรูปก็อาจเป็นอันตรายได้ โมเลกุลของออกซิเจนปกติ (ออกซิเจนดี) จะมีอิเล็กตรอนอยู่กันเป็นคู่ ทำให้เป็นโมเลกุลของออกซิเจนที่คงตัว แต่ถ้าออกซิเจนมีการสูญเสียอิเล็กตรอน ทำให้อิเล็กตรอนขาดคู่ จะไม่คงตัว เรียกว่า อนุมูลอิสระ (ออกซิเจนตัวร้าย) ที่เรียกว่าเป็นตัวร้ายเพราะมันไม่เสถียร จึงเคลื่อนที่พล่านไปเพื่อหาอิเล็กตรอน และฉกเอาอิเล็กตรอนจากเซลล์อื่นๆ และเข้าไปเกาะอยู่กับเซลล์ ก็ทำให้โมเลกุลในเซลล์นั้นกลายเป็นอนุมูลอิสระที่มีออกซิเจนเป็นแกน ถ้ามีมากจะทำลายเซลล์ในเนื้อเยื่อ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า กระบวนการนี้คือ กระบวนการแก่ (Aging process) ของคนนั่นเอง
 
เวลาที่คนเราออกกำลังกาย ถ้าอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น ไม่ได้ถูกกำจัดออก จะก่อให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อล้า ไม่สามารถเล่นต่อไปได้ ปวดกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้ออักเสบได้  กรดเฟอรูลิกในร่างกายจะทำหน้าที่กำจัดออกซิเจนตัวร้ายทันทีที่เกิดขึ้น โดยการจัดส่งอิเล็กตรอนให้ทันที จึงไม่สามารถไปฉกเอาอิเล็กตรอนจากเซลล์ของเนื้อเยื่อ อาการผิดปกติต่างๆ จึงไม่เกิดขึ้น
 
ดังนั้น การออกกำลังกายก็ต้องมีข้อควรระวังด้วย ไม่ใช่ออกกำลังกายอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมสุขภาพและกินอาหารที่ดีด้วย คนที่มีสุขภาพไม่ได้ ขาดสารอาหารหรืออ่อนแอ ควรออกกำลังได้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น และต้องมีการเตรียมตัวในด้านอาหารและโภชนาการด้วย
 
เมื่อเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิดการออกซิไดส์ในร่างกาย ร่างกายก็ต้องมีกลไกในการควบคุม เหมือนกับที่เราป้องกันไม่ให้เหล็กเป็นสนิม หรือไม่ให้ผุก่อนเวลาอันควร ร่างกายคนจึงมีสารกำจัดอนุมูลอิสระ หรือบางทีเรียกว่า สารแอนตี้ออกซิแดนท์ คือสารที่ทำหน้าที่จัดส่งอิเล็กตรอนให้ออกซิเจนตัวร้าย เพื่อให้เป็นออกซิเจนตัวดีนั้นเองตามสภาวะที่ถือว่าเป็นอุดมคติ (คือ กินอาหารถูกต้องสมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีพิษภัย อากาศดี) ร่างกายก็จะมีสารกำจัดอนุมูลอิสระอยู่แล้วโดยธรรมชาติ และจะไม่ปล่อยให้อนุมูลอิสระเพ่นพ่านในร่างกาย
 
แต่ความเป็นจริงที่เราต้องเผชิญในชีวิตจริงนั้น อุดมคติเหล่านั้นไม่มีเหลืออยู่แล้ว กลับมีแต่สิ่งที่ส่งเสริมการเกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันเกือบทุกชนิด เป็นแหล่งส่งเสริมการเกิดอนุมูลอิสระ ไม่ว่าจะเป็นไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่ สารพิษฆ่าแมลง แม้กระทั่งสเปรย์ระงับกลิ่นตัว หรือยารักษาโรคที่เรากินตามแพทย์สั่ง ก็เป็นสารส่งเสริมอนุมูลอิสระทั้งสิ้น
 
ในข้าวโพดหวานตามธรรมชาติ จะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่ และมีตัวที่สำคัญคือ กรดเฟอรูลิกในข้าวโพดดิบจะแฝงตัวอยู่ในผนังเซลล์ของพืช อยู่ในรูปของกลูโคไซด์ (คือ สารที่น้ำตาลกลูโคสเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ข้าวโพดหวาน) เมื่อข้าวโพดถูกต้มนานๆ สารแอนตี้ออกซิแดนท์และกรดเฟอรูลิกจะถูกปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระ

นักวิจัยพบว่า ถ้าต้มข้าวโพดยิ่งนาน ปริมาณของสารแอนตี้ออกซิแดนท์จะถูกปล่อยออกมามากขึ้น
 
ถ้าต้มข้าวโพดที่ 115 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ปริมาณของสารแอนตี้ออกซิแดนท์จะเพิ่มขึ้น 21% ถ้าต้ม 25 นาที จะได้สารแอนตี้ออกซิแดนท์เพิ่มขึ้น 44% และถ้าต้ม 50 นาที จะได้เพิ่มถึง 53% แต่เมื่อวัดปริมาณเฉพาะกรดเฟอรูลิกที่ถูกปล่อยออกมาพบว่า กรดนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 240% (เมื่อต้ม 10 นาที), 550% (เมื่อต้ม 25 นาที) และ 900% (เมื่อต้ม 50 นาที)
 
คนจำนวนมาก ชอบกินข้าวโพดหวานดิบ เพราะเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ดี หลายตนชอบต้มเพียงพอสุก เพราะเกรงความหวานจะหายไป ผลงานวิจัยนี้เสนอแนะให้ทราบว่า ข้าวโพดต้มมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ในแง่ของการให้สารแอนตี้ออกซิแดนซ์ แม้ว่าวิตามินบางตัว เช่น วิตามินซี จะหายไปบ้าง อย่างไรก็ตามข้าวโพดก็ไม่ใช่แหล่งที่ดีสำหรับวิตามินซีอยู่แล้ว
 
จะเห็นว่า ข้าวโพดต้มจะมีคุณค่ามากกว่าที่เราคิดมากมายนัก และปู่ ย่า ตา ยาย ได้พาเรากินกันมานานแล้ว แต่พวกฝรั่งเริ่มจะมารู้จักกินกันไม่นานนัก แต่น่าเสียใจที่เด็กๆ ของเรา โดยเฉพาะเด็กเล็กไม่รู้จักกินของพวกนี้ เพราะสังคม (จากการโฆษณาและสื่อ) จะสอนให้เด็กกินแต่กากของข้าวโพด เช่น ของอบกรอบ ของเค็มปรุงแต่งรสทั้งหลายซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีเลยสำหรับสุขภาพของเด็ก แต่ดีสำหรับสุขภาพความร่ำรวยของผู้ผลิต


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว