ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » สุขภาพ และ ธรรมมะ
เข้าชม : 1497

พืช สมุนไพร อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ค่า ORAC สูง ได้แก่

โพสต์เมื่อ: วันเสาร์ 12 มิถุนายน 2564  19:33 น.

   ORAC Score หรือ ค่า โอแรค ซึ่งย่อมาจาก Oxygen Radical Absorbance Capacity เป็นคะแนนที่ได้จากการทดลองหาค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหารจาก ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์

   " อาหารที่มี ค่า ORAC Score สูงยังสามารถปกป้องเซลล์และองค์ประกอบของเซลล์ให้ปลอดภัยจาก การถูกทำลายเสียหายจาก กระบวนการอ๊อกซิเดชั่น ( Oxidative Damage )" ซึ่งเป็นผลมาจาก ปฏิกิริยาเคมีระหว่างอนุมูลของอ๊อกซิเจน (Oxygen Radicals)และสารเคมีต่างๆที่สะสมอยู่ตาม ธรรมชาติภายในร่าง กาย กระบวนการเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองกับทุกๆคนในทุกๆ วัน กิจวัตรประจำวันเช่นการทำงาน การรับประทานอาหาร อากาศที่ไม่ บริสุทธิ์ แสงแดด และคลื่นแม่ เหล็ก จากเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้แต่กระบวนการ ย่อยอาหารที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ก็ล้วนเป็น กลไกที่สามารถสร้างอนุมูลของ อ๊อกซิเจนขึ้นได้เอง


   ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระที่น้อยที่สุดที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ คือ 3,500-6,000 หน่วย ORAC Score แต่เป็นค่าที่ไม่สามารถปกป้องร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ หากต้องการให้มีประสิทธิภาพเพียงพอในการต้านโรคภัยไข้เจ็บ ต้องสูงกว่านี้มาก และ ต้องได้รับทุกวัน
 
   หมายเหตุ ในพืชบางอย่าง เมื่อทานระยะยาวแล้ว อาจมีผลข้างเคียง โปรดศึกษาข้อมูลให้ดี ก่อนรับประทาน และ ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย ดีที่สุด

 
ชื่ออาหาร ค่าต้านอนุมูลอิสระ ORAC ปริมาณ
 Astaxanthin แอสต้าแซนทิน (สารสกัด) 2,822,200 100 กรัม
Dragon's Blood ต้นเลือดมังกร 2,897,110 100 กรัม
 Bacopa Powder พรมมิ 169,800 100 กรัม
 Sea Buckthorn ซีบัคธอร์น 365,538-895,281 100 กรัม
Triphala Powder ตรีผลา = มะขามป้อม,สมอไทย,สมอพิเภก 706,250 100 กรัม
Amla Powder,  Indian Gooseberry มะขามป้อม (ผง) 261,500 100 กรัม
Gooseberry, raw มะขามป้อม (ผลสด) 3,332 100 กรัม
Chaga Mushroom เห็ดชาก้า, เห็ดชากา, เห็ดหิ้งไซบีเรีย 146,700-365,570 100 กรัม
Cloves, Ground กานพลู (ผง) 290,283 100 กรัม
Sumac ซูแมค (สด) 312,400 100 กรัม
Sorghum รำข้าวฟ่าง 100,800-240,000 100 กรัม
Oregano, dried ออริกาโน่ (แห้ง) 175,295 100 กรัม
Rosemary, dried โรสแมรี่ (แห้ง) 165,280 100 กรัม
Thyme, dried ใบไทม์ (แห้ง) 157,380 100 กรัม
Thyme, fresh ใบไทม์ (สด) 27,426 100 กรัม
Grape seed extract สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 108,130 100 กรัม
OPC of Grape seed extract ค่า OPC ของสารสกัดเมล็ดองุ่น 12,500 1 กรัม
Moringa oleifera มะรุม 157,618 100 กรัม
Baobab Fruit Powder ผงผลเบาบับ 140,000 100 กรัม
Matcha ชาเขียวมัทฉะ เกรดสูง ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น 134,800 100 กรัม
Matcha ชาเขียวมัทฉะ เกรดสูง ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น 1,384-1,573 1 กรัม
Green Tea ชาเขียวทั่วไป 1,240 100 กรัม
Hibiscus sabdariffa กระเจี๊ยบแดง พืชในตระกูลชบา สูงกว่าชาเขียว 2 เท่า -
Cinnamon, Ground อบเชย (ผง) 131,420 100 กรัม
Turmeric ขมิ้นชัน (ต้องกินคู่กับพริกไทย) 127,068 100 กรัม
Black Pepper พริกไทยดำ 34,053 100 กรัม
pepper, white พริกไทยขาว 40,700 100 กรัม
Szechuan pepper, Sichuan pepper พริกไทยเสฉวน 118,400 100 กรัม
Sage, ground ใบเสจ (ผงแห้ง) 119,929 100 กรัม
Sage ใบเสจ (สด) 32,004 100 กรัม
Basil, dried โหระพา (แห้ง) 61,063 100 กรัม
cumin seed ยี่หร่า, เทียนขาว 50,372 100 กรัม
Curry Powder ผงกะหรี่ 48,504 100 กรัม
Ginger ขิง 28,811 100 กรัม
Ginger, Ground ขิง (ผง) 39,041 100 กรัม
Chili Powder พริกป่น 23,636 100 กรัม
Paprika ผงพริกปาปริก้า 21,932 100 กรัม
Vanilla Bean ฝักวนิลลาแห้ง 122,400 100 กรัม
Tarragon ทาร์รากอน 15,542 100 กรัม
Goji Berries โกจิเบอร์รี่, เก๋ากี้(สีแดง)แห้ง 30,000 100 กรัม
Goji berry (wolfberry), raw โกจิเบอร์รี่, เก๋ากี้(สีแดง)ผลสด 3,290 100 กรัม
Coffee กาแฟที่คั่วไฟอย่างพิธีพิถัน ไม่ใส่น้ำตาล 48,896 100 กรัม
Cacao Nibs เม็ดคาเคา โกโก้บดหยาบ แบบสกัดเย็น 95,500 100 กรัม
Cacao Cold Process ผงคาเคา โกโก้บดละเอียด สกัดเย็น 80,933-95,500 100 กรัม
Unprocessed Cocoa powder ผงโกโก้ ไม่ดัชท์ 26,000 100 กรัม
Chocolate, Dutched powder ผงโกโก้ดัชท์ ไม่หวาน 20,823 100 กรัม
Dark Chocolate ดาร์ก ช๊อคโกแลต ไม่หวาน 13,120-20,816 100 กรัม
Dark Chocolate ดาร์ก ช๊อคโกแลต ไม่หวาน 656 5 กรัม
เครื่องดื่มซีเรียลดริ๊งค์รสงาดำ ยี่ห้อ 4 Care Balance 3,697 1 กล่อง
ซีเรียลดริ๊งค์รสดาร์กช๊อคโกแลต ยี่ห้อ 4 Care Balance 5,879 1 กล่อง
Mangosteen มังคุด 2,510-22,500 100 กรัม
Acai berry, powder อาซาอิเบอร์รี่ 102,700 100 กรัม
Acai berry, powder อาซาอิเบอร์รี่ 1,275 5 กรัม
Maqui berry, powder มากิเบอร์รี 94,500 100 กรัม
Rose hip โรสฮิป ผลกุหลาบ 96,150 100 กรัม
Spirulina สาหร่ายสไปรูลิน่า 24,400-61,900 100 กรัม
Pomegranate ทับทิม 4,479 100 กรัม
Prunes ลูกพรุน (สีม่วง) 5,770-8,059 100 กรัม
Prune juice, canned น้ำลูกพรุน 2,036 100 กรัม
Plums ลูกพลัม, ลูกไหน 949-2,800 100 กรัม
Apricots, dried แอปริคอต (สีส้ม) ตากแห้ง 3,234 100 กรัม
Peaches, dried ลูกพีช ตากแห้ง 4,222 100 กรัม
Nectarines, raw เนคทารีน 919 100 กรัม
Deglet noor อินทผลัม, ด๊ะกะละ นัวร์ 3,895 100 กรัม
Medjool dates อินทผลัม 2,387 100 กรัม
Raisins ลูกเกดพันธุ์สีทองไม่มีเม็ด 10,450 100 กรัม
Raisins, white, dried ลูกเกดสีขาว 4,188 100 กรัม
Redcurrant เรดเคอร์แรนท์ 3,387 100 กรัม
Elderberry เอลเดอร์เบอร์รี่ 14,697 100 กรัม
Cranberry แครนเบอร์รี่ 9,090 100 กรัม
Cranberry juice, unsweetened น้ำแครนเบอร์รี่ ไม่ใส่น้ำตาล 1,452 100 กรัม
Grapefruit, raw, pink เกรปฟรุต สีชมพู ผลดิบ 1,548 100 กรัม
Grapefruit juice, white น้ำเกรปฟรุต สีขาว 1,238 100 กรัม
Black Rasberries ราสพ์เบอร์รีดำ 7,700 100 กรัม
Rasberries แรสเบอร์รี สีแดง 5,065 100 กรัม
Bilberry บิลเบอร์รี่ 4,460 100 กรัม
Blueberries บลูเบอร์รี่ 4,669-9,621 100 กรัม
Blackberries แบล็คเบอร์รี่ 5,905 100 กรัม
chokeberry โช๊คเบอร์รี่ 16,062 100 กรัม
Strawberries สตอเบอร์รี่ 4,320 100 กรัม
Juice, strawberry น้ำสตอเบอร์รี่ 1,002 100 กรัม
Broccoli บล๊อคโคลี่ 880-900 100 กรัม
Grapes, black องุ่นดำ 1,746 100 กรัม
Red Grape องุ่นแดง 1,837 100 กรัม
Juice, red grape น้ำองุ่นแดง 1,788 100 กรัม
Grapes, white or green, raw องุ่นขาว, เขียว 1,018 100 กรัม
Guava, red-fleshed ฝรั่ง ไส้แดง 1,990 100 กรัม
Guava, white-fleshed ฝรั่ง ไส้ขาว 2,550 100 กรัม
Apples, Fuji แอปเปิ้ลฟูจิ ทานทั้งเปลือก 2,589 100 กรัม
Apples, Gala แอปเปิ้ลกาล่า ทานทั้งเปลือก 2,828 100 กรัม
Apples, Red แอปเปิ้ลแดง 4,275 100 กรัม
Vinegar, Apple and Honey น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ล, น้ำผึ้ง 270 100 กรัม
Vinegar, Apple น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ล 564 100 กรัม
Red wine vinegar น้ำส้มสายชูหมักจากไวน์แดง 410 100 กรัม
Pink Grapefruit พืชพันธุ์ญาติของส้มโอ 495 100 กรัม
White Grapefruit พืชพันธุ์ญาติของส้มโอ 460 100 กรัม
Cherries, sweet, raw เชอร์รี่ (สีแดง) 3,747 100 กรัม
Juice, black cherry น้ำเชอร์รี่ (สีดำ) 2,370 100 กรัม
Noni Fruit โนนิ, ลูกยอ 800-1,506 100 กรัม
Oranges ส้ม 750-2,400 100 กรัม
Orange juice, raw น้ำส้ม 726 100 กรัม
Papayas, raw มะละกอ ผลสด 300 100 กรัม
Pineapple, raw สับปะรด 385 100 กรัม
Banana กล้วย 210 100 กรัม
Watermelon แตงโม 100 100 กรัม
Garlic กระเทียม 1,939-5,708 100 กรัม
garlic powder กระเทียม (ผง) 6,665 100 กรัม
Kale ผักเคล,ผักคะน้าใบหยัก 1,770 100 กรัม
Kale ผักเคล,ผักคะน้าใบหยัก 89 5 กรัม
Yellow squash สควอชเหลืองคอตรง 1,150 100 กรัม
Brussels sprouts กะหล่ำดาว, กะหล่ำปลีเล็ก 980 100 กรัม
Alfalfa sprouts ต้นอ่อนอัลฟาฟ่า 930 100 กรัม
Beets หัวผักกาด 840 100 กรัม
Avocado อะโวคาโด (ผลสด) 1,922 100 กรัม
Red bell pepper พริกหวานสีแดง 710 100 กรัม
Baked beans ถั่วกระป๋องในซอสมะเขือเทศ 503 100 กรัม
Onion powder หัวหอมใหญ่ (ผง) 4,289 100 กรัม
Onions หัวหอมใหญ่ 450 100 กรัม
Corn ข้าวโพด 400 100 กรัม
Eggplant มะเขือยาวสีม่วงเข้ม 390 100 กรัม
Potato มันฝรั่ง 300 100 กรัม
Spinach, Raw ผักโขม(ดิบ) 1,513 100 กรัม
Sweet Potato มันหวาน 295 100 กรัม
Cabbage กะหล่ำปลี 295 100 กรัม
Cauliflowers ดอกกะหล่ำ 385 100 กรัม
Carrot แครอท 210 100 กรัม
Pumpkin, raw ฟักทอง 483 100 กรัม
Tomato มะเขือเทศ 195 100 กรัม
Cucumber แตงกวา 60 100 กรัม
Peas Frozen ถั่วลันเตา (แช่แข็ง) 375 100 กรัม
Pecans ถั่วพีแคน 17,940 100 กรัม
Kidney Beans ถั่วแดง, ถั่วแดงหลวง 8,606 100 กรัม
walnuts วอลนัท ถั่ว 13,541 100 กรัม
hazelnuts เฮเซลนัท ถั่ว 9,645 100 กรัม
Beans, black, raw ถั่วดำ (ดิบ) 8,040 100 กรัม
pistachio nuts, raw ถั่วพิตาชิโอ (ดิบ) 7,983 100 กรัม
Beans, pinto, mature seeds, raw ถั่วพินโต (ดิบ) 7,779 100 กรัม
Lentils, raw ถั่วเลนเทิ่น (ดิบ) 7,282 100 กรัม
Nuts, almonds ถั่วอัลมอนด์ 4,454 100 กรัม
Figs มะเดื่อ 3,383 100 กรัม
Cilantro ผักชี 5,141 100 กรัม
Boiled Artichoke อาร์ติโชค (ต้ม) 9,416 100 กรัม
Kiwi กีวี 900 100 กรัม
Kiwi, gold, raw กีวีสีทอง 1,210 100 กรัม
Melons, cantaloupe, raw เมลอน แคนตาลูป 319 100 กรัม
Lemons, raw, without peel เลมอน ไม่รวมเปลือก 1,346 100 กรัม
Lime juice, raw น้ำมะนาว 823 100 กรัม
QUINOA uncooked ควินัว 3,200 100 กรัม
CHIA SEEDS เมล็ดเจีย หรือ เมล็ดเชีย 9,800 100 กรัม
Cayenne Pepper พริกคาเยน 19,671 100 กรัม
parsley, dried พาร์สลีย์ (แห้ง) 73,670 100 กรัม
Nutmeg จันทน์เทศ 69,640 100 กรัม
Mustard seed เมล็ดมัสตาร์ด 29,257 100 กรัม
Flaxseed เมล็ดแฟลกซ์ 1,130 100 กรัม
Flaxseed เมล็ดแฟลกซ์ 1,130 100 กรัม
Olive oil, extra-virgin น้ำมันมะกอก สกัดเย็น 372 100 กรัม
 

     ภาวะไกลเคชั่น glycation  คือ ภาวะที่น้ำตาลในกระแสเลือดไปทำปฏิกิริยาทางเคมีกับโปรตีนในร่างกาย (โปรตีน+น้ำตาล) โดยมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะไกลเคชั่นหรือสารเร่งแก่ AGEs  ผลลัพธ์ของไกลเคชั่นคือกลไกที่ทำให้เกิดความเสื่อมและความชราก่อนวัย เช่น มีผิวที่เข้มขึ้น ตกกระ มีริ้วรอยความหมองคล้ำบริเวณผิวหนัง ฯลฯ

     อาหารที่มีสารช่วยป้องกันการเกิดภาวะไกลเคชั่น ทำให้เกิด AGEs (สารเร่งแก่) ในร่างกายน้อยลง เช่น
     โรสแมรี่, อาร์บูติน, มะขามป้อม, สมอไทย, ลูกยอ, คาวตอง(พลูคาว), หอม, กระเทียม, ข่า, ขิง, ขมิ้น, มะระขี้นก, ตำลึง, ผักเชียงดา, น้ำมะนาว, น้ำส้มสายชู ฯลฯ

     เช็คสัญญาณสุขภาพดี เช่น หลังตื่นนอน เบากาย, สบายตัว, คล่องตัว ไม่ฝืด ไม่หนัก, ไม่เจ็บ ไม่ปวด, ไม่ร้อน ไม่หนาว, ไม่คันตามผิวหนัง, ร่างกายรู้สึกสดชื่นหลังตื่นนอนเหมือนได้ชาร์จแบต มีเรี่ยวแรงพร้อมเริ่มวันใหม่, ไม่ฝันร้าย, ไม่หิวบ่อยๆ ไม่เหงื่อแตก, ไม่ลงพุง, สมองแจ่มใส อารมณ์ดี, ไม่ท้องผูก ขับถ่ายดี หมดลำไส้ ทุกเช้า, ปัสสาวะคล่องไม่แสบขัด, ฝ่ามือไม่เหลือง อมชมพู, ตาขาวใส ไม่ขุ่นฝ้า, ลิ้นเป็นสีชมพูไม่ดำคล้ำ เป็นต้น

     เช็คสัญญาณสุขภาพเสีย เช่น หิวบ่อย หิวไม่หยุด, เหงื่อแตกอยู่บ่อยๆ, ตื่นเช้ามา ลุกยาก ไม่สดชื่น เหมือนร่างกายไม่ได้พักผ่อน เหมือนร่างกายไม่ได้ชาร์จแบต, หลับไม่สนิท หลับไม่ลึก, หลับๆ ตื่นๆ, หายใจตื้นๆ หายใจไม่ลึกถึงปอด รู้สึกออกซิเจนไปเลี้ยงไม่ถึงสมอง, ออกแรงทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็วและแรงมาก, ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ, ข้อต่อมีเสียงลั่น หรือ ดังก๊อบแก๊ป, มีกลิ่นตัวแรงมาก, ขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย นิสัยไม่ร่าเริง สมองไม่ผ่อนคลาย, ลมหายใจเหม็น, เรอเหม็น, ตดเหม็น, ปัสสาวะแสบขัด, ปัสสาวะบ่อยครั้งมากเกินไป เข้าห้องน้ำวันละ 5 รอบขึ้นไป, ท้องผูก, กินอาหารแล้วท้องไม่ย่อย ท้องแข็ง ปวด มีแก๊สในท้องบ่อย, นอนหงายไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน, ลงพุง, แขนชา-เท้าชา ตอนนอนหลับ เป็นต้น

     โปรตีน มีความสำคัญมาก ใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อ สร้างเลือด ฯลฯ ร่างกายนั้นขาดโปรตีนไม่ได้อย่างเด็ดขาด ควรรับประทานให้เพียงพอ ไม่ควรกินโปรตีนจนมากเกินไป และ ไม่ควรกินโปรตีน จนน้อยเกินไป จนร่างกายเสียสมดุล เมื่อร่างกายเสียสมดุลก็จะทำให้ป่วยได้


     โปรตีนจากพืช ดีกว่า โปรตีนจากสัตว์ เพราะโปรตีนจากพืชไม่มีคลอเลสเตอรอล

     ในบรรดาโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา ถือว่าดีที่สุด รองลงมาคือ ไก่ ถ้าไม่อยากได้ไขมันจากไก่มาก ควรกินเฉพาะอกไก่

     ควรหลีกเลี่ยง หมู และ วัว เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เรียกว่าสปีชีย์ หรือ สายพันธุ์กลุ่มเดียวกันกับมนุษย์ ทำให้มียีนส์ที่คล้ายกับมนุษย์ เวลาที่ หมู/วัว เป็นโรค โรคนั้นก็จะใกล้เคียงกับยีนส์มนุษย์ ถ้าจะให้ดีควรทาน อาหารทะเล, ไก่, เป็ด ฯลฯ ที่เป็นคนละสปีชีย์ หรือ คนละพันธุ์กับมนุษย์ จะถือว่าดีกว่า
     แต่ไม่ใช่ว่าห้ามทาน หมู/วัว เลย เพราะร่างกายต้องการสารอาหารที่หลากหลายมากๆ ให้ทานได้บ้าง เพียงแค่...อย่าทานเป็นอาหารกลุ่มหลัก หรือ อย่าทานบ่อยมากเกินไป ควรกินสลับๆ การกินกับโปรตีนประเภทอื่นๆ บ้าง ให้หลากหลาย

     ส่วน นมวัว ถ้าเลิกทานได้ ก็ควรเลิกไปเลย เพราะในนมวัว มีฮอร์โมน และ น้ำเหลืองของวัว อาหารที่มีฮอร์โมนสูงเหมาะสำหรับเด็กในวัยที่กำลังเจริญเติบโตเท่านั้น ผู้ที่สูงอายุแล้ว ไม่ควรรับประทาน

     ส่วนอาหารทะเล และ ไข่ เป็นอาหารกลุ่มโปรตีน ที่มีคลอเลสเตอรอลสูง ควรควบคุมปริมาณการกิน อย่ากินมากครั้งละเยอะๆ มากๆ แต่ควรกินในปริมาณที่ไม่มากเกินไป แต่กินบ่อยๆ แทนดีกว่า และ ไม่ควรเลิกกินอาหาร 2 กลุ่มนี้เพียงเพราะมีคลอเลสเตอรอลสูง อาหารทะเล และ ไข่ มีประโยชน์มากมาย ดังนั้นจึงควรกินในปริมาณที่พอเหมาะดีที่สุด

     ไข่ขาวให้โปรตีนเพียงอย่างเดียว แต่ไข่แดงมีวิตามินแร่ธาตุครบ ดังนั้น เราจึงควรกินไข่ทั้งฟอง เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

     เนื้อสัตว์, ถั่ว ปริมาณ 100 กรัม จะให้โปรตีนประมาณ 20 กรัม
     กระเพาะปลาแห้ง 100 กรัม ให้โปรตีน 84.4 กรัม
     เห็ด 100 กรัม ให้โปรตีนเพียงแค่ 3.1 กรัม เท่านั้น
     ไข่ไก่ 1 ฟอง เบอร์ 0 จะให้โปรตีน 7 กรัม

     แป้งสาลี 100 กรัม ให้โปรตีน 10 กรัม เช่น ขนมปังโฮลวีท, เส้นสปาเกตตี้ ฯลฯ ก่อนซื้อควรดูส่วนผสมให้ดี อย่ากิน...ขนมปังที่มี มาการีน หรือ เนยเทียม ผสมเข้ามา


     Soy Isolate, Pea Isolate โปรตีนจากถั่วแบบเข้มข้น 1 สกู๊ป ให้โปรตีน 27 กรัม

     โปรตีน คอลลาเจน จากปลา ร่างกายดูดซึมได้ง่าย
     คอลลาเจนไตรเปปไทด์ Collagen Tripeptide ช่วยบำรุงข้อต่อ หมอนรองกระดูก โมเลกุลค่อนข้างเล็ก ร่างกายดูดซึมได้ง่าย,
     คอลลาเจน ไทพ์ ทู ช่วยบำรุงข้อต่อ หมอนรองกระดูก โมเลกุลเล็กมาก เล็กกว่า คอลลาเจนไตรเปปไทด์ Collagen Tripeptide เสียอีก ทานแล้ววิ่งเข้าบำรุงหมอนรองกระดูกโดยตรง ดูดซึมได้เร็วมากๆ แต่ก็ราคาสูงมากเช่นกัน,
     คอลลลาเจนไดเปปไทด์ Collagen Dipeptide ทานเพื่อบำรุงผิว เพราะมีโมเลกุลที่เล็กมาก วิ่งเข้าบำรุงผิวโดยตรง ร่างกายดูดซึมได้เร็วมากๆ ส่วน คอลลาเจนเปปไทด์ Collagen Peptide เป็นคอลลาเจนที่มีโมเลกุลใหญ่ที่สุด ร่างกายจะดูดซึมได้ยากกว่าคอลลาเจนไตรเปปไทด์มาก ถ้าเลือกได้ควรละเว้น คอลลาเจนเปปไทด์ Collagen Peptide

      สูตร นมถั่วเหลือง-คอลลาเจน บำรุงร่างกาย ทานก่อนนอน ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดี

     ในแต่ละวัน เราควรได้รับโปรตีน เท่ากับน้ำหนักตัว เช่น
     ถ้าคุณหนัก 60 กก. ร่างกายจะต้องการโปรตีนวันละ 60 กรัม/วัน
     ดังนั้น คุณจึงควรกินเนื้อสัตว์ หรือ ถั่ว มื้อละ 100 กรัม เช้า-กลางวัน-เย็น รวมวันละ 300 กรัม
     ก็จะได้โปรตีนครบวันละ 60 กรัม

     สัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มขาดโปรตีน เช่น นอนหลับไม่ดี หลับๆ ตื่นๆ หลับไม่ลึกมากพอ, นอนแขนชา ขาชา, ฝันร้าย, ตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อย, เล็บเปราะฉีกขาดง่าย, ผิวแห้ง, ผิวสาก, เนื้อเหลว(นิ่ม), มวลกล้ามเนื้อต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อชั่งน้ำหนักกับเครื่องวัดดัชนีมวลกาย, หิวบ่อย, ผมอ่อนแอ ผมร่วง, ผมยาวช้า, ผมแตกปลาย, รู้สึกอ่อนแอ อ่อนล้า เหนื่อยง่าย เพลียง่าย, ง่วงในเวลากลางวัน, ไม่สบายง่าย เมื่อร่างกายเจอเชื้อโรค, กระดูกไม่แข็งแรง กระดูกบาง กระดูกพรุน ฯลฯ

     แมกนีเซียม และ ธาตุสังกะสี Zinc มีหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน และ เอมไซม์มากกว่า 300 ชนิด แมกนีเซียมช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อให้ทำงานเป็นปกติ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ, กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหาร(กรดไหลย้อน) เป็นต้น และรวมถึงกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายด้วย ส่วนธาตุ Zinc มีหน้าที่ปรับสมดุลไขมันในร่างกาย และยังช่วยบำรุงเม็ดเลือดให้แข็งแรง เสริมภูมิคุ้มกัน และแมกนีเซียมต้องทำงานร่วมกับแคลเซียมด้วย เพราะแมกนีเซียมเป็นตัวช่วยในการนำแคลเซียมไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ รวมถึงกระดูกด้วย ดังนั้นธาตุสารอาหารทั้ง 4 ได้แก่ โปรตีน, Zinc, แมกนีเซียม, กลูต้าไธโอน จึงมีความสัมพันธ์กัน ควรทานในปริมาณที่สมดุลกัน เพราะสารอาหารทั้งหมดทำงานร่วมกัน

     ถ้าคุณชั่งน้ำหนักกับเครื่องวัดดัชนีมวลกาย แล้วพบว่ามวลกระดูกเต็ม คุณควรทานเพียงแค่ แมกนีเซียม ควบคู่กับ Zinc และไม่ควรทานแคลเซียมเสริม ควรลดการทานแคลเซียมลง หากร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินไป อาจกลายเป็นสารก่อนิ่ว ถ้าสารก่อนิ่วเกาะตามข้อจะกลายเป็นโรคปวดข้อ และถ้าเกาะสะสมที่ข้อต่อรุนแรงมากขึ้นก็จะกลายโรคเกาต์ในที่สุด

     หากคุณทานโปรตีนเพิ่มขึ้น ก็ควรทาน แมกนีเซียม และ ธาตุสังกะสี Zinc และ พืชบำรุงตับ หรือ อาหารที่มีสารกลูต้าไธโอน(บำรุงตับ) เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลกัน
     อาหารที่มีธาตุสังกะสี Zinc สูง เช่น หอยนางรม, ซอสหอยนางรม, เมล็ดฟักทอง ฯลฯ


     สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติดี ควรบริโภคอาหารที่มีคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม
     ไข่ 1 ฟอง ให้คอเลสเตอรอล 185 มก.
     ปลา ไก่ หมู เนื้อวัว ปริมาณ 100 กรัม ให้คอเลสเตอรอล 80-90 มก.
     กุ้ง ปริมาณ 100 กรัม ให้คอเลสเตอรอล 189 มก.
     ปลาหมึก ปริมาณ 100 กรัม ให้คอเลสเตอรอล 384 มก.
     โปรตีนจากพืช กลุ่มถั่ว ให้คอเลสเตอรอล 0 มก. (ไม่มีคอเลสเตอรอล)

     ห้ามใช้คำว่า "เลิกกินไข่แดง", "เลิกกินอาหารทะเล" (ห้ามเลิก) เพราะ อาหารทุกอย่างล้วนมีประโยชน์แตกต่างกันไป แต่ให้ใช้วิธีกินทุกอย่าง ในปริมาณที่พอเหมาะ และสมดุล เช่น วันนี้กินไข่ ไม่กินอาหารทะเล, พรุ่งนี้กินอาหารทะเล ไม่กินไข่, เย็นวันนี้กินอาหารทะเล กุ้ง,ปุลาหมึก มาก พรุ่งนี้เช้าก็ควรกินโปรตีนจากพืช เพราะไม่มีคอเลสเตอรอล การกินแบบสมดุล จะช่วยให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในการจัดการคอเลสเตอรอล เป็นต้น

     โครงสร้างของสมอง ประกอบด้วยไขมันสูงถึง 60%

     โคลีน, ฟอสฟาติดิลโคลีน (เลซิติน) ช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์สมอง ระบบความจำ โดยพบมากใน ไข่แดง, ถั่วเหลือง เป็นต้น นอกจากนี้บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของโคลีน คือ ทำให้ตับสามารถทำการขนถ่ายไขมันได้ และลดการสะสมไขมันในตับ ปกติตับของเราจะสร้างเลซิตินขึ้นได้เอง ป้องกันไม่ให้ไขมันจับตัวกันอุดตันในเส้นเลือด แต่เมื่ออายุมากขึ้นเลซิตินจะถูกสร้างได้น้อยลง จะทำให้ร่างกายมีความสามารถในการจัดการไขมันลดลง โดยร่างกายของเราต้องการเลซิตินวันละ 6 กรัม ส่วน โคลีน Choline ต้องการวันละ 0.6-1 กรัม

     ขนาดการรับประทานที่เหมาะสมของเลซิติน (Lecithin) ต้องการบำรุงสมอง เสริมความจำ บำรุงตับ ลดภาวะไขมันพอกตับ รับประทานวันละ 1,200-3,600 มิลลิกรัม, ต้องการลดไขมันโคเลสเตอรอลสูง รับประทานวันละ 3,600-7,200 มิลลิกรัม
     โปรดอ่านฉลาก "ส่วนผสม" ก่อนซื้อให้ดี ว่ามี เลซิติน ผสม วิตามินอย่างอื่นอีกหรือไม่ ในกรณีที่ต้องทานหลายๆ เม็ดในหนึ่งวัน อาจทำให้ร่างกายได้รับวิตามินประเภทอื่นที่ผสมมากเกินความจำเป็น

     ตาและไต มีความเสี่ยงสูงมากที่จะขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะเส้นเลือดที่จอรับภาพของตาและเส้นเลือดในหน่วยกรองปัสสาวะของไตมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 1 ใน 100 ของขนาดเส้นผม.. เมื่อเกิดโรค NCDs กลุ่มเสื่อม เช่น เบาหวาน ฯลฯ จะเร่งทำให้หลอดเลือดมีการอักเสบ มีการตีบตัน และถูกอุดตันด้วยไขมันในที่สุด.. นำไปสู่ภาวะตาบอด และ ไตวาย (ไตเสื่อม)

     โครงสร้างของเม็ดเลือดแดงประกอบด้วยสารไลโปโปรตีน Lipoprotein (โปรตีน + ไขมันดี) และมีสารโปรตีนที่จับกับเหล็กที่เรียกว่า เฮโมโกลบิน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการจับนำเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทางเส้นเลือดแดง และนำคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ กลับไปยังปอด เพื่อถ่ายทอดออกทิ้งไปทางเส้นเลือดดำ


     น้ำมันมะพร้าว ต้องกินแบบ "สกัดเย็น" เท่านั้น จึงจะเกิดประโยชน์ แต่น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีกรดไขมันสายยาว ชนิด C12 จำนวนมาก (ย่อยยาก) ดังนั้นจึงเกิดน้ำมัน MCT Oil ขึ้น MCT Oil คือ กรดไขมันสายกลาง ชนิดดี ที่มีเฉพาะ C8 C10 โดยสกัดมาจากมะพร้าว

     คนโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น มีอัตราส่วนของคนที่มีอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก ถือเป็นเมืองที่มีผู้สูงอายุและอายุยืน มากที่สุดในโลก โดยอาหารที่ชาวโอกินาว่า รับประทานทุกวัน คือ มันหวาน มันม่วง มันเทศ ชาเขียว และ ถั่วเหลือง

     ชาเขียวมัทฉะ Matcha มีสารต้านอนุมูลอิสระ "คาเทชิน" สูงกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 137 เท่า
อุดมด้วยสารแอล-ธีอะนีน (L-theanine) ช่วยปลดปล่อยคลื่นอัลฟาในสมอง (Alpha Brain Wave) ส่งผลให้สมองของเรารู้สึกผ่อนคลาย และลดความเครียดได้ ผงมัทฉะ Matcha นั้นมีหลายเกรด ดังนั้นควรเลือกให้ดีก่อนซื้อ ผงมัทฉะ Matcha ที่ดีจะมีสีเขียวชัดเจน สีไม่อมเหลือง มีกลิ่นหอมคล้ายสาหร่าย รสชาตินัว นวล ไม่ติดขม ไม่ติดฝาด และถ้าเกรดดีมากๆ จะมีรสหวานติดปลายลิ้นเพิ่มเข้ามาด้วย ส่วนผงที่มีสีเขียวอมเหลือง ถือเป็นเกรดล่างสุดในบรรดาผงมัทฉะ ราคาก็จะถูกตามไปด้วย และ ข้อควรระวังอีกอย่างในการเลือกซื้อ คือ ผงมัทฉะชาเขียวที่แต่งสี แต่งกลิ่น มองเผินๆ สีจะเขียวสวยชัด กลิ่นชัด เพราะแต่งกลิ่น แต่รสชาติ จะ ติดขม ติดฝาด สำหรับผู้ชำนาญการทานชาเขียวมัทฉะ Matcha เมื่อชิมคำแรกจะรู้ได้ทันที

     ค่าเลือดหลังลงแข่งไตรกีฬา เหมือนค่าเลือดของคนใกล้ตาย แนวทางการดูแลสุขภาพที่ถูกทาง คือ ให้ความสำคัญกับอาหาร 80% และ ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเพียงแค่ 20% เท่านั้น ผู้ที่ออกกำลังกายมากเกินไป จนเกินขีดจำกัดของร่างกาย จะกลับกลายเป็นส่งผลเสียต่อร่างกายแทน โดยแต่ละคนมีขีดจำกัดที่ไม่เท่ากัน ให้สังเกตุที่ร่างกายของคุณเป็นหลัก ถ้าเมื่อไหร่ที่ร่างกายบอกไม่ไหว มันมากเกินไปแล้ว จงหยุด และ ฟังเสียงร่างกายของคุณ ข้อมูลจากหนังสือ เด็กกว่าอายุจริงด้วย 51 วิธีกิน 26 วิธีออกกำลังกาย

     เราควร... นอนราบกับพื้นปูนบ่อยๆ นอนตัวตรงๆ นิ่งๆ นานสัก 15-30 นาที เพื่อจัดโครงกระดูกสันหลังให้ตรงอยู่เสมอ
     การจัดกระดูกคอ ให้ตรง นอนราบกับพื้นปูน ตัวตรง พยายามกดคางลงให้ชิดอก ถ้าทำถูกท่า ท่านี้ทำแล้วจะมีเหนียงคอยื่นออกมา เวลาทำจะรู้สึกปวดหน่วงๆ ให้ทำท่านี้ค้างไว้ 15-30 วินาที ให้อดทนสักพัก แล้วค่อยผ่อนคลายท่าออก อาการปวดจะเบาขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ให้ทำให้ครบ 10 ครั้ง แล้วสังเกตุ ว่า การทำครั้งแรกจะยากที่สุด แต่เมื่อทำครั้งที่ 10 จะรู้สึกว่าทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แสดงว่าทำมาถูกทางแล้ว ให้ทำแบบนี้ทุกๆ วัน วันละ 3-4 ครั้ง เป็นเวลา 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน

     การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ในส่วนที่ปวดเมื่อย ในทุกๆ วัน โดยให้ทำแต่ละท่าค้างไว้ให้นานๆ ให้สังเกตุ เวลาทำท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมาก แต่เมื่อปล่อยผ่อนคลายท่าลงอาการปวดเมื่อยจะเบาขึ้น อย่างเห็นได้ชัด รู้สึกได้ทันที อาการแบบนี้บ่งบอกว่า เรามาถูกทางแล้ว กล้ามเนื้อมัดนั้นได้ถูกยืดออกแล้ว มีโอกาสหายได้อย่างถาวร 100% แต่เนื่องจากกล้ามเนื้อมีหลายมัดโยงใยสัมพันธ์กันไปทั่วร่างกายเหมือนใยแมงมุม ดังนั้น เราควรค้นหารูปกล้ามเนื้อแต่ละส่วน เช่น กล้ามเนื้อหลัง, กล้ามเนื้อคอ, กล้ามเนื้ออก ฯลฯ ในอินเตอร์เนตดูให้เข้าใจก่อนทำการยืดเหยียด จะทำให้เราวิเคราะห์ท่ายืดเหยียดได้ตรงจุดมากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาด้วยการนวด, กดจุด, กายภาพบำบัด, สปา ฯลฯ เป็นการแก้ปัญหาเพียงชั่วคราว ทำให้อาการเบาลง แต่จะกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

     คุณหมอ Yoshinori Nagumo (โยะชิโนะริ นะงุโมะ) ชาวญี่ปุ่น ผู้เขียนหนังสือ แก่ช้าลงแน่ แค่ปล่อยให้ท้องหิว กล่าวไว้ว่า หากเราทาน ชา รากไม้ โกโบ (Gobo, 牛蒡) หรือ Burdock Root ในทุกๆ วัน จะช่วยให้มีสุขภาพดี และ หน้าเด็กลง ได้ ปัจจุบัน ปี 65 คุณหมออายุประมาณ 60 ปี แต่หน้าตาดูเด็กเหมือนคนอายุ 40 ปีเท่านั้น


     อาหาร บำรุงไต รักษาไต ได้แก่ หญ้าหนวดแมว (ช่วยขยายท่อไตให้กว้างขึ้น), น้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น, เห็ดถั่งเช่า ให้เลือกยี่ห้อที่มีสาร cordycepic สูงๆ และต้องเป็นสายพันธุ์ทิเบต Cordyceps sinensis เท่านั้น , ชาพระจันทร์ยิ้ม, ลูกเดือย, ทานโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ไม่ควรทานโปรตีนน้อยเกินไป, ทานอาหารบำรุงตับ เพื่อให้ตับทำงานได้ดีขึ้น จะช่วยลดภาระการทำงานหนักของไตได้อีกทาง เป็นต้น

     กลูต้าไธโอน (Glutathione) นับเป็นสารที่ให้คุณประโยชน์อย่างมาก ปกติแล้ว ตับ ปอด ไต ม้าม ตับอ่อน สามารถผลิตกลูต้าไธโอนได้เอง และจะผลิตได้น้อยลงเมื่อคนเราอายุมากขึ้น หรือ ป่วย กลูต้าไธโอนเป็นตัวช่วยให้ตับกำจัดสารพิษได้ดี อาหารที่มีกลูต้าไธโอน เช่น มิลค์ ทิสเซิล (Milk Thistle) มีสาร Silymarin ช่วยเพิ่มกลูต้าไธโอนให้กับตับ, รางจืด(มีฤทธิ์เย็น) มีกลูต้าไธโอนสูง, กระเจี๊ยบเขียว, หน่อไม้ฝรั่ง, อะโวคาโด้, วอลนัต(ถั่ว), พริก, แครอท, บล๊อกโคลี่, กะหล่ำปลี, สควอช, ผักโขม, หัวหอม, กระเทียม, มะเขือเทศ, เกรปฟุต, แอปเปิ้ล, ส้ม, พีช, กล้วย, เมลอน เป็นต้น

     ซีลีเนียม Selenium เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยในการสร้างเอนไซม์ กลูต้าไธโอน glutathione peroxidase ซึ่งมีหน้าที่กำจัดอนุมูลอิสระต่าง ๆ และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่ามนุษย์ผู้ใหญ่ต้องการซีลีเนียม 100-125 ไมโครกรัมต่อวัน

     L-Cysteine แอล-ซีสเทอีน เป็นสารตั้งต้นในการการสร้างกลูต้าไธโอนให้กับร่างกาย ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในการชะลอวัย บำรุงตับ ช่วยกำจัดสารพิษที่ตกค้างในตับ เมื่อตับทำงานได้ดีขึ้น ก็จะส่งผลให้ผิวพรรณสดใสขึ้นด้วย

     อาหารดูแลดับ บำรุงตับ ช่วยขับสารพิษตกค้างในตับ แก้ปัญหาไขมันพอกตับ, ตับอักเสบ, ตับแข็ง, นิ่วในถุงน้ำดี ได้แก่
     มิลค์ ทิสเซิล (Milk Thistle) มีสาร Silymarin,
     เลซิติน (ไม่ผสมวิตามินอี) ช่วยละลายไขมันไม่ให้จับตัวกัน ช่วยป้องกันไขมันพอกตับ ลดไขมันเกาะตับ นิ่วในถุงน้ำดี,
     ถั่งเช่า สายพันธุ์ทิเบต ชื่อวิทยาศาสตร์ Cordyceps sinensis ขนาด 750 mg./เม็ด ต้องมีสารสำคัญ Cordycepic 8% จะช่วยยับยั้งการเกิดพังผืดที่ตับ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดตับอักเสบ หรือตับแข็ง สามารถเพิ่มการทำงานของตับให้ดีขึ้นได้,
     รางจืด มีสารกลูต้าไธโอน ช่วยทำให้ตับกำจัดสารพิษได้ดีขึ้น,
     กระเจี๊ยบเขียว - อะโวคาโด - หน่อไม้ฝรั่ง มีสารกลูต้าไธโอน,
     สมุนไพร เกาหลี Hocket Namu ชา ฮ็อกเก็ตนามู ช่วยขับสารพิษออกจากตับ,
     ขมิ้นชัน มีสาร เคอร์คิวมิน (Curcumin) ควรกินแบบผสมพริกไทย จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารเคอร์คิวมินได้เพิ่มถึง 2,000 เท่า,
     อาร์ติโชค Artichoke ช่วยร่างกายกำจัดสารบิลิรูบิน Bilirubin อันเป็นสาเหตุของดีซ่าน ตัวเหลือง,
     บล๊อคโคลี่ อุดมไปด้วยเอนไซม์ไมโรซิเนส กับสารซัลโฟราเฟน  ฯลฯ
     ลูกใต้ใบ ช่วยกำจัดพิษออกจากตับ ลดอาการตับอักเสบ รักษาอาการดีซ่าน
     กะหล่ำปลี จะช่วยเพิ่มสารกลูต้าไธโอน ที่มีคุณสมบัติล้างพิษได้ 

     ตับ เป็นกุญแจสำคัญอันดับ 1 ของการมีสุขภาพที่ดี, ตับทำหน้าที่มากกว่า 500 อย่างในร่างกาย เช่น สังเคราะห์โปรตีน คอลลาเจน, ผลิตน้ำดี ย่อยไขมัน, ผลิตอินซูลิน เพื่อดูแลระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่, สลาย/กำจัด คาเฟอีน ฯลฯ เราจึงควรดูแลตับให้ดีที่สุด เพราะเป็นหัวใจของการมีสุขภาพดี  สัญญาณที่เริ่มบ่งบอกว่าตับใกล้พัง หรือ เริ่มเสื่อม ประสิทธิภาพการทำงานของตับที่แย่ลง เช่น คันตามผิวหนัง ผิวหมองคล้ำเพราะตับกำจัดสารพิษในร่างกายได้ไม่หมด ทำให้สารพิษล้นเข้าสู่กระแสเลือด, ประสิทธิภาพในการย่อยไขมันหรือโปรตีนแย่ลง ทำให้กินอาหารที่มีไขมันหรือโปรตีนมากๆ ไม่ได้ จะทำให้มีอาการสำแดงต่างๆ , ท้องมีแก๊ส(ปวด) ย่อยยาก ท้องอืด ท้องป่อง, ไม่อยาก หรือ ไม่เจริญอาหาร, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือตามข้อ, อ่อนล้า, ค่าเอมไซม์ตับสูงขึ้น, ไขมันเกาะตับ ไขมันพอกตับ ในกรณีที่อาการรุนแรง อาจจะมีอาการดังนี้ เช่น ขาบวม, เจ็บชายโครงด้านขวา, ปวดอกขวา ปวดร้าวไปถึงด้านหลังแถวบริเวณสะบักขวา, ตาเหลือง ตัวเหลือง(ดีซ่าน)

     กาแฟเป็นอาหารที่มีคาเฟอีนสูง ควรหลีกเลี่ยง แล้วหันมาทาน โกโก้ Cacao หรือ มัทฉะ Matcha แบบชงเองไม่ผสมน้ำตาล แทนจะดีกว่า เพราะมีคาเฟอีนที่ต่ำกว่า และที่สำคัญพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่ากาแฟอีกด้วย ส่วนเครื่องดื่มสำเร็จรูป แบบซองปรุงสำเร็จ หรือ แบบบรรจุขวด หรือ กระป๋อง เช่น ชาเขียวบรรจุขวด, กาแฟกระป๋อง, น้ำอัดลมกระป๋อง, เครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ , ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ถ้างดทานได้ ให้งดไปเลย เพราะมีทั้งคาเฟอีน และ น้ำตาล ที่สูงมากๆ

     พืชบำรุงดวงตา เช่น เก๋ากี้ดำ Black Goji Berry ควรเลือกแบบผง Spray drying เป็นออร์แกนิค ปลอดสารพิษ ฯลฯ


     องค์ประกอบของแร่ธาตุในการสร้างกระดูก ได้แก่ วิตามินซี C, วิตามินดี D, วิตามินเค K, คอลลาเจน, กรดอะมิโน(หน่วยย่อยของโปรตีน), แคลเซียม การสร้างกระดูกไม่ได้ใช้เพียงแคลเซียมแค่อย่างเดียว หากต้องการให้ร่างกายสร้างกระดูก เราควรบริโภคแร่ธาตุให้ครบองค์ประกอบตามที่กล่าวมาข้างต้น จะทำให้เห็นประสิทธิผลมากกว่าการบริโภคแร่ธาตุเชิงเดี่ยว

     ไขมันดี ที่สามารถลดไขมันเลว หรือ ไขมันตัวร้ายได้ ได้แก่ สาร ไซนาริน (cynarin) ใน อาร์ติโชค Artichoke, กรดไขมันโอเมก้า 7 ในซีบัคธอร์น/อะโวคาโด/แซลมอน/ถั่วแมคคาเดเมีย, กรดไขมันสายกลาง (medium-chain fatty acids หรือ MCFA) ในน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือ MCT Oil Powder, EPA ใน Flaxseed เมล็ดแฟลกซ์, EPA ที่มีอยู่ใน Fish Oil โดยแต่ละยี่ห้อให้ EPA ในปริมาณที่แตกต่างกัน โปรดอ่านฉลากก่อนซื้อ, เมล็ดฟักทอง ฯลฯ

     อาหารบำรุงสมอง เช่น สารฟลาโวนอยด์ในผงโกโก้ (แบบสกัดเย็น), สารกาบา GABA ในข้าวกล้องงอก, Matcha ผงมัทฉะ เกรดพิธีชงชา มีสารแอล-ธีอะนีน (L-theanine) ช่วยปลดปล่อยคลื่นอัลฟาในสมอง (Alpha Brain Wave) ส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และลดความเครียดได้ ให้ทานมัทฉะลาเต้เย็น แบบไม่โดนความร้อน จะทำให้ได้สารอาหารสำคัญสูงที่สุด, น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (สารคีโตน), กรดไขมันโอเมก้า 3 ใน Chia Seed เมล็ดเจีย มากกว่าปลาแซลมอน 8 เท่า, กรดไขมันโอเมก้า 3 ใน เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed), ค่า DHA ที่มีในน้ำมันปลา Fish Oil, อาหารทะเล, พรมมิ และอื่นๆ อีกมาก

     กรดไขมันโอเมก้า 6 สามารถกระตุ้นให้ร่างกายอักเสบได้ ควรทานอาหารอย่างมีความรู้ ส่วนกรดไขมัน Gamma linoleleic acid แกมมาไลโนเลนิก แอซิด หรือ GLA (Gamma-Linolenic Acid) เป็นกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 6 ตัวเดียวที่สามารถลดการอักเสบได้ เช่น ขิง, ตังกุย ฯลฯ

     พืชที่มีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือด ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น เช่น ข้าวโอ๊ต, เห็ดถั่งเช่าสายพันธุ์ทิเบต Cordyceps sinensis, ผงโกโก้แบบสกัดเย็น, Cacao Nibs, พริก (สารแคปไซซินที่ให้ความเผ็ด), พรมมิ, ดีบัว (เมธิลคอรีพอลลีน - methylcorypalline ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือด) และอื่นๆ อีกมาก

     อาหารที่ช่วยละลายสลายลิ่มเลือด เช่น ขิง(มีสาร Salicylate ละลายเกร็ดเลือด), พริก(สาร Capsaicin) , พริกไทยดำ, กระเทียม(สาร Allicin), อบเชย(สาร Coumarin), ขมิ้นชัน(ช่วยลดลิ่มเลือดได้เล็กน้อย), แครนเบอร์รี่(กรดซาลิไซลิก Salicylic ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด), ผงมัทฉะ Matcha เกรดพิธีชงชา ฯลฯ

     อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ สารแทนนิน (Tannin) ช่วยลดอักเสบ ให้รสฝาด รสขม เช่น เปลือกมังคุด, ผงมัทฉะ Matcha, ชาเขียวอัสสัม, ชาไทย ชาแดง, สมอไทยในตรีผลา, ผงกล้วยดิบ(กล้วยน้ำว้า), มะขามป้อม ฯลฯ ข้อควรระวัง หากรับประทานสารแทนนินมากๆ อาจทำให้ท้องผูกได้

     อาหาร, พืชที่มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ช่วยลดอาการ จี๊ด, แปล๊บ, ปวด ตามอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เช่น ใบเสจ, ใบไทม์, ออริกาโน่, เห็ดถั่งเช่าสายพันธุ์ทิเบต ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Cordyceps sinensis เท่านั้น (เป็นคนละตัวกับเห็ดถั่งเช่าสีทอง), โรสแมรี่, มะขามป้อม, ขิง, กระชาย, ตรีผลา, ขมิ้นชันผสมพริกไทยดำ, สารสกัดจากเปลือกมังคุด, โหระพา, พลูคาว(คาวตอง) และ พืชที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ จะช่วยป้องกันการอักเสบได้ ฯลฯ และยังมี พืช อาหาร อื่นๆ อีกมากที่ช่วยลดอักเสบ
     ที่สำคัญ ควรกินโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วย เพราะถ้าร่างกายขาดโปรตีน ร่างกายก็จะไม่มีสารอาหารไปซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะอักเสบในร่างกาย
     อีกอย่างที่สำคัญมาก คือ ให้ควบคุมการกินน้ำตาล,คาร์โบไฮเดรต ให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ พอดี ไม่กินเกินจนมากเกินไป และต้องไม่กินน้อยจนขาด หรือต่ำเกินไป หากปล่อยให้มีน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลให้ร่างกายอักเสบ หลอดเลือดอักเสบได้ง่าย และควรหันมาทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนให้มากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวไม่ขัดสี, ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ

     ไขความลับ เห็ดทางการแพทย์ คือ อะไร อ่านได้ที่ลิงค์นี้ https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/906541


     การศึกษาโดย Dr. Mike Roussell พบว่าความอยากของหวานจริงๆ แล้ว สามารถเชื่อมโยงกับการที่ร่างกาย ขาดแคลเซียม หรือ ขาดแมกนีเซียม

     แคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด คือ แคลเซียม-แอลทรีโอเนต

     คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (กลุ่มหลัก) ได้แก่ ตระกูลธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ลูกเดือย, ถั่วดำ, ถั่วแดง, ถั่วเหลือง, ถั่วลันเตา, ถั่วเขียว, ถั่วลูกไก่, ข้าวโอ๊ต, แป้งโฮลวีท, ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ ข้าวไม่ขัดสี ข้าวซ้อมมือ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่, ข้าวทับทิมชุมแพ ส่วน ตระกูลพืชหัว เช่น บัวหิมะ(ผลสด), หัวผือก, หัวมัน, มันหวาน, มันม่วงญี่ปุ่น, มันฝรั่ง, ข้าวโพด, แครอท, ฟักทอง, มันแกว(ผลสด) เป็นต้น
     คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (กลุ่มรอง) ผัก ผลไม้ เช่น ม่อนไข่/เซียนท้อ(ผลสด), กล้วยดิบมีสุกปนนิดเดียว, ผักเคล, กะหล่ำปลี, แตงกวา, ผักสลัด, มะเขือเทศ, องุ่น, แอปเปิ้ล, เมล่อน, สับปะรด, รากบัว(มีฤทธิ์เย็น), ผักสลัด, และยังมีอื่นๆ อีกมาก

     แผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากมีเชื้อโรค ที่มีชื่อว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobactor Pylori) อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ปวดท้อง หรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือท้องช่วงบน มักเป็นเวลาท้องว่างหรือเวลาหิว หรือปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว บางรายไม่ปวดท้อง แต่จะมีอาการอืดแน่นท้อง ท้องป่อง หรือรู้สึกไม่สบายในท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือกลางท้องรอบสะดือ ท้องอืดหลังกินอาหาร มีลมมาก และ ถ้าเป็นหนักๆ มาก อาจมีคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
     
     ผงกล้วยดิบ, ผงกล้วยน้ำว้าดิบ ช่วยแก้ปัญหากรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร และ ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์กลุ่มที่ดีให้กับลำไส้
     แมกนีเซียม ช่วยแก้ปัญหากรดไหลย้อน จากกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอไม่แข็งแรง และ แมกนีเซียมต้องทานให้สมดุลกับการทานโปรตีนในแต่ละวันด้วย

     อาการท้องอืด ทานแล้วอิ่มเร็ว กินได้น้อย จุกแน่น มีหลายสาเหตุ ดังนั้น เราควรสังเกตุอาการตนเองให้ดี เช่น
     1. โรคกระเพาะอาหารอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดบริเวณท้องส่วนบน อาจเป็นบริเวณลิ้นปี่ลงไปถึงเหนือสะดือหรือปวดค่อนไปทางด้านซ้าย อาจปวดแบบจุกแน่น หรือแสบร้อน และปวดร้าวทะลุไปหลังได้ นอกจากนี้อาจมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย อิ่มเร็ว เรอบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น 
     2. โรคกรดไหลย้อน อาการจะคล้ายๆ กับกระเพาะอาหารอักเสบ แต่จะมีอาการแสบร้อนกลางอกหรือแน่นหน้าอกร่วมด้วย หรือมีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมในคอ หรือเจ็บคอ ระคายเคืองคอ เป็นต้น  
     3. มีนิ่วในถุงน้ำดี (ตับอ่อนบกพร่อง) ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการปวดท้องบริเวณช่องท้องส่วนบน อาจเป็นบริเวณลิ้นปี่หรือค่อนไปทางด้านขวา อาการจะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน ปวดนานแต่ละครั้งอย่างน้อย 30 นาทีถึงหลายๆชั่วโมง และมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย อาการปวดมักเกิดขึ้นหลังจากทานอาหารมื้อหนัก หรืออาหารที่มีไขมันสูง นอกจากนี้อาจมีอาการอื่นๆ เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในกระเพาะอาหาร และอาจมีจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ด้วย

     เลซิติน (ไม่ผสมวิตามินอี) ช่วยละลายไขมัน ป้องกันไม่ให้ไขมันเกาะตัวกัน ตกตะกอน ช่วยแก้ปัญหานิ่วในถุงน้ำดี และช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันเกาะตัวกันอุดตันตามเส้นเลือด ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดตีบตัน และ บำรุงสมอง


     ยาแก้อักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค จะฆ่าเชื้อทั้งที่เป็นจุลินทรีย์ตัวที่ดี และ ตัวที่ไม่ดี ไปพร้อมกันด้วย ดังนั้น หากคุณรับประทาน ยาแก้อักเสบ หรือ สมุนไพรที่มีฤทธิ์แก้อักเสบ บ่อยๆ อาจจะทำให้ร่างกายของคุณ สูญเสียโปรไบโอติกส์ Probiotic (จุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย) ไปด้วย ทำให้ระบบย่อยมีปัญหา และไม่มีประสิทธิภาพได้ ดังนั้น คุณควรรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์บ้าง เช่น คีเฟอร์ Kefir, เมจิโยเกิร์ต รุ่น Probiotic, นมเปรี้ยว, ยาคูลล์, นัตโตะ, กิมจิ, ข้าวหมาก, เทมเป้, มิโซะ (เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น), เต้าเจี้ยวไทย, แตงกวาดอง, ผักดอง(ทำเอง), คอมบูชะ KOMBUCHA, ยำสาหร่ายญี่ปุ่น(ทำเอง), Probiotics เกาหลี แบบผง ฯลฯ หรือ รับประทานอาหารที่มีอินนูลินเป็นพรีไบโอติกส์ Prebiotic ของ โปรไบโอติกส์ เพิ่มเติม

     ในกรณีที่ต้องซื้อ Probiotics (จุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย) มารับประทานเสริม ควรพิจารณาว่า มีกี่สายพันธุ์ ? มีปริมาณกี่ล้านตัว ? ให้เหมาะสมกับราคาที่ซื้อ ถ้าเป็นคนกินอาหารแล้วมักมีแก๊สเกินในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องป่อง ควรเลือกที่มีปริมาณตัวให้มาก ควรดูว่า 1 เม็ดมีกี่พันล้านตัว(Billon) ยิ่งมีสายพันธุ์มากๆ ยิ่งดีต่อระบบย่อย ต่อลำไส้ของเรา และควรเปลี่ยนยี่ห้อในการทานบ้าง เพื่อให้ได้ Probiotics (จุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย) ที่หลากหลายสายพันธุ์ จะทำให้ลำไส้แข็งแรงมากขึ้นไปอีก

     ร่างกายของเรามีเซลล์ร่างกายประมาณ 10 ล้านล้านเซลล์ แต่กลับมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ตาเปล่ามองไม่เห็น เรียกว่า จุลินทรีย์ อาศัยอยู่มากถึง 100 ล้านล้านตัว และ ในลำไส้ของเรานั้นประกอบไปด้วยจุลินทรีย์กว่า 1,000 ชนิด งานวิจัยจากทั่วโลกค้นพบว่าจุลินทรีย์คือตัวแปรที่สำคัญมากต่อสุขภาพของเรา

     อาหารที่มีอินนูลิน Inulin เป็นพรีไบโอติกส์ Prebiotic อาหารของโปรไบโอติกส์ Probiotic (จุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย) ดีต่อลำไส้ และ ระบบย่อยอาหาร เช่น แอปเปิ้ล, กล้วยหอม, ผงกล้วยดิบ(กล้วยน้ำว้า), ผลสด หัวมันแกว, ผลสด บัวหิมะ(มีฤทธิ์เย็น), หอมหัวใหญ่, หน่อไม้ฝรั่ง, กระเทียม, แก่นตะวัน, อาร์ติโชค, ข้าวโอ๊ต, Oat Fiber ผงโอ๊ตไฟเบอร์, รำข้าวสาลี(ผงอบสุก), ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, ดอกแดนดิไลออน, เมล็ดโกโก้ Cacao, เมล็กแฟล็กซ์, สาหร่ายทะเล, รากโบโก, ลูกเดือย, ชิโครี (Chicory) ฯลฯ

     อาหารที่มี น้ำตาลกลุ่มกาแลคโตโอลิโกแซคคาไรด์ (galactooligosaccharide, GOS)  เป็นหนึ่งในตัวอย่าง ของสารพรีไบโอติกส์ Prebiotic ที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับ พบมากในเมล็ดพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง(soybean), ถั่วลูปิน (lupin), ถั่วลูกไก่ (chickpea), ถั่วขียว (mung bean), ถั่วมะแฮะ (pigeon pea), ถั่วพร้า (jack bean), และถั่วเลนทิล (lentil) เป็นต้น และ ข้าวโอ๊ต มีเบต้า กลูแคน (Beta Glucan) ถือเป็นพรีไบโอติกส์ Prebiotic เช่นกัน


     สารให้ความหวาน ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ได้แก่ น้ำตาลโตนด(แท้), น้ำตาลมะพร้าว(แท้), น้ำตาลดอกมะพร้าว(แท้) เป็นต้น ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Glycemic Index, GI) ต่ำ คือ 35 (ค่าดัชนีน้ำตาลไม่เกิน 55 หมายถึงมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ) จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้นเร็วและร่างกายไม่ต้องหลั่งอินซูลินออกมามากเพื่อกำจัดน้ำตาลออกจากกระแสเลือด

     อาการหิวบ่อย, หิวไม่หยุด, หยุดกินไม่ได้ อาจบ่งบอกว่า ร่างกายของคุณกำลังเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ตับอ่อนเริ่มทำงานผิดปกติ ทำให้น้ำตาลในเลือดเหวี่ยงขึ้น-ลง เป็นประจำ ทำให้หงุดหงิดง่าย เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้ วิธีแก้ไขเบื้องต้น ควรลดการกินน้ำตาล,คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวลง แล้วเพิ่มการทานน้ำตาลที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ หรือจากกคาร์โบโฮเดรตเชิงซ้อนให้มากขึ้น จะทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่พอเหมาะ พอดี น้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดภาระให้กับตับ ทำให้ตับอ่อนไม่ต้องผลิตอินซูลินออกมาเพื่อจัดการน้ำตาลในกระแสเลือด, รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ ในปริมาณพอเหมาะ และ ควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ, ทานอาหารที่มีสารลดการอับเสบ เพิ่มขึ้นให้มากๆ

     อาการเบื่ออาหาร เช่น กินปลาตลอดทุกมื้อจนเบื่อ ฯลฯ ร่างกายกำลังจะส่งสัญญาณบอกว่า คุณกินอาหารไม่หลากหลายพอ ควรกินอาหารให้หลากหลายเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ ร่างกายต้องการสารอาหารหลายประเภทมากๆ การกินอะไรซ้ำซาก ซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารตัวใดตัวหนึ่ง สะสมในร่างกายมากเกินไป มากเกินความต้องการของร่างกาย และถ้าฝืนกินแบบนี้ต่อๆ ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ร่างกายเสียสมดุล และ ป่วยได้ เราควรสังเกตุอาการของร่างกายตัวเองอยู่เสมอ เพราะร่างกายส่งสัญญาณบอกเราตลอดเวลา ร่างกายของเรา คือ หมอที่ดีที่สุด


     อาหาร พืช สมุนไพร หลายๆ อย่าง มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ไม่ควรกินในขณะที่ร่างกายมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ท้องว่างหลังตื่นนอน ยังไม่ได้ทานข้าว หรือ ท้องว่างตอนก่อนนอน เพราะสมุนไพรที่กินจะยิ่งทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ จะส่งผลไม่ดีต่อร่างกาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ฉุนเฉียวง่าย กังวล สายตาพร่า เหงื่อแตก เหงื่อออกมาก หิวบ่อย อ่อนเพลีย ตัวสั่น ถ้าเป็นมากสมองก็อาจจะหยุดการทำงานจนร่างกายเข้าภาวะหมดสติ หรือ เป็นลม ไปนั่นเอง หากพบว่าตัวท่านเองมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ไม่ควรหาน้ำหวาน หรือ น้ำตาลทาน เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูง อินซูลินทำงาน เกิดเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดแปรปรวน เหวี่ยงขึ้น-ลง ไป-มา เมื่อน้ำตาลในเลือดไม่นิ่ง จะทำให้มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ดังนั้น วิธีแก้ไขที่ถูกทาง คือ ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และ สารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น เมื่อทานอาหารกลุ่มนี้แล้ว จะพบว่าอาการเหล่านั้นจะค่อยๆ หายไป

     อาหาร หรือ พืช ที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มักมีสรรพคุณควบคู่มากับลดความดันโลหิต ไปด้วย ถ้าคุณมีอาการน้ำตาลต่ำ ความดันเลือดก็มักจะตกตามไปด้วย


     ตัวอย่าง อาหารลดน้ำตาลในเลือด เช่น มะนาว, ใบเตย, ของหมัก(นมเปรี้ยว, น้ำส้มสายชู, โยเกริ์ต), ใบบัวบก, ย่านาง, เจียวกู่หลาน, พืชที่อยู่ในกลุ่มที่มีฤทธิ์เย็นจัด ซึ่งมักจะส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี เพราะร่างกายเกิดภาวะเย็นเกินไป และยังอื่นๆ อีกมาก

     อาหารสำหรับผู้ที่ธาตุไฟหย่อน หรือ เริ่มมีภาวะเย็นเกิน เช่น ใบกระเพรา, น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น, ลำไย, พุทราแดง, ลิ้นจี่, ละมุด, ขนุน, ทุเรียน, ทานอาหารที่มีโปรตีนเพิ่มขึ้น, ทานอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเพิ่มมากขึ้น, ทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เมล็ดฟักทอง เป็นต้น


     อาหารแก้ร้อนใน เช่น รางจืด, รากบัว, ถั่วเขียว, มังคุด, หล่อฮังก๊วย, แตงโม, สาลี่, ลูกเดือย, น้ำมะพร้าวอ่อน, แคนตาลูป, แตงไทย, มะตูม, แตงกวา, เลซิติน(ไม่ผสมวิตามินอี), งดกินของทอด ไขมัน, ทานอาหารที่ทำให้ขับถ่ายเพื่อดีท็อกซ์ Detox ล้างลำไส้ ฯลฯ

     ผู้ที่กินยาหรือ อาหารที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะบ่อยๆ หรือ ผู้ที่มีการขับเหงื่อ สูญเสียน้ำในร่างกาย เช่น อบซาว์น่า, ออกกำลังกาย ฯลฯ อาจจะทำให้ร่างกายมีภาวะแมกนีเซียมต่ำกว่าปกติได้

     สิ่งที่เราไม่ควรกิน หลีกเลี่ยงได้ ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ครีมเทียม, มาการีน (เนยเทียม) พบมากในอาหารกลุ่มเบเกอรี่, ไขมันทรานซ์, ของทอด, แบะแซ หรือ Syrup น้ำเชื่อม(ทุกประเภท เช่น Corn Syrup ฯลฯ), น้ำมันทำอาหารที่มีการเติมก๊าซไนโตรเจนเพื่อกันเหม็นหืน(น้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี) เป็นต้น

     หากต้องการทานเนย ควรทานเนยแท้ ที่มีส่วนผสม เขียนว่า ครีมแท้ 100% ไม่ควรรับประทานเนยที่มีส่วนผสมอื่นๆ ปนมา ก่อนซื้อควรอ่านฉลากให้ดี

     หากต้องการทานชีส ควรทานชีสแท้ ที่มีส่วนผสมของนมโค 98-100% ไม่ควรรับประทานชีสแปรรูป ที่มีส่วนผสมอื่นปนมา ก่อนซื้อควรอ่านฉลากให้ดี

     วิตามินซี C ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวของร่างกาย เม็ดเลือดขาวช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น, ช่วยให้หลอดเลือดเหนียว ไม่แตกเปราะง่าย ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงไม่ควรขาดการรับประทาน ครั้งละ 500 mg. เช้า-เย็น

     วิตามินซี C และ วิตามินบี B เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จึงไม่สะสมในร่างกาย หากกินเกินความต้องการในร่างกาย จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย


     วิตามินบีรวม, ธาตุสังกะสี Zinc, คาเฟอีน จะทำให้ร่างกายตื่นตัว ควรทานเฉพาะมื้อเช้า หรือ กลางวัน เท่านั้น หากทานในมื้อเย็นก็อาจจะทำให้นอนไม่หลับได้

     วิตามินอี E ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ วิตามิน E ในรูปแบบ โทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) ไม่ใช่ โทโคฟีรอล Tocopherol เราควรเลือกซื้อให้ถูกประเภท 
     วิตามิน อี (Vitamin E) ในรูปแบบ โทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) มักจะพบมากใน น้ำมันรำข้าว, น้ำมันปาล์ม เป็นต้น ข้อควรระวัง วิตามินอี เป็นวิตามินที่ไม่ละลายในน้ำ แต่ละลายในไขมัน อาจสะสมในร่างกาย หากบริโภคมากเกินไป ควรบริโภคแต่พอดี
     
     สารยับยั้งการก่อนิ่ว ได้แก่ ซิ​เตรท (citrate), แมกนีเซียม (magnesium), โพแทสเซียม หรือ โปแตสเซียม, ไพโรฟอสเฟต (pyrophosphate) 
     สารก่อนิ่ว ได้แก่ แคลเซียม, ฟอสเฟต, ออกซาเลต, ยูเรต (ยูริค, กรดยูริก
Uric acid)
     พืชที่มีออกซาเลต oxalate สูง (สารตกผลึกก่อนิ่ว) เช่น บีทรูท, ตะลิงปิง, มะเฟือง, ผักโขม (Amaranth), ยอดใบมันสำปะหลัง, ใบชะพลู, ผักแพว, หน่อไม้, หน่อไม้ฝรั่ง, หัวผักกาด (หัวไชเท้า), ใบชา, โกโก้, ถั่ว, คื่นช่า, คะน้า, หัวหอม, มะเขือ, มะเขือเทศ, มะเดื่อ, แครอท, บอน, เผือก, องุ่นแดง, สตรอเบอรี่, กะหล่ำ, บล๊อคโคลี่, ผักกระโดน, ผักกระเฉด, ผักติ้ว, ผักเม็ก, ผักหวานป่า, ผักเสม็ด, เห็ด Chaga หรือ เห็ดชากา หรือ เห็ดหิ้งไซบีเรีย ฯลฯ
     ในกรณีที่เรากินต้องผักที่มีออกซาเลต oxalate สูง ควรกินอาหารที่มีแมกนีเซียม, โพแทสเซียม, ซิเตรท ซึ่งเป็นสารยับยั้งการก่อนนิ่ว ควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย

     ซิ​เตรท (citrate) , กรดซิตริก กรดที่พบมากในผลไม้ เช่น แคนเบอร์รี่, ส้ม, มะนาว, กาแฟ (คั่วอ่อนมีรสเปรี้ยว) ฯลฯ ส่วน น้ำส้มสายชู มีกรดอะซิติก Acetic Acid

     อาหารลดกรดยูริค (สารก่อนิ่ว) อาหาร ขับนิ่ว สลายนิ่ว เช่น มะนาว, สับปะรด, หญ้าหนวดแมว, ลูกใต้ใบ, แอปเปิ้ล(กรดมาลิค Malic Acid), แครนเบอร์รี่

     การมีระดับกรดยูริก Uric Acid ในเลือดสูงมากๆ ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการ เมแทบอลิซึมของการสร้างกรดยูริกในร่างกาย (ร่างกายสร้างขึ้นเอง) หรือ อาจจากความบกพร่องในการขับกรดยูริกที่ไต มากกว่าเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูงที่ได้รับจากภายนอก

     80% ของคลอเลสเตอรอลในร่างกาย ร่างกายของเราเป็นผู้สร้างขึ้นเอง อีกเพียง 20% มาจากการรับประทานอาหารในทุกๆ วัน

     โพแทสเซียม 
ช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติ, ช่วยควบคุมความสมดุลแร่ธาตุต่างๆ ในร่างกาย, ช่วยควบคุมความสมดุล กรด-ด่าง ในร่างกาย, ช่วยป้องกันภาวะกรดไหลย้อน, ช่วยควบคุมความสมดุลความดันโลหิต ในร่างกาย, ช่วยควบคุมความสมดุลของเหลว ในร่างกาย, ช่วยดึงออกซิเจนให้ไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ, ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น เราควรได้รับโพแทสเซียมอย่างน้อยวันละ 1,600-3,700 mg./วัน ร่างกายจึงจะทำงานได้ตามปกติ ศัตรูของโพแทสเซียม คือ แอลกอฮอล์ กาแฟ น้ำตาล สมุนไพรหรือยาขับปัสสาวะ

     อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น โกโก้, ลูกพรุนสีม่วง, ทุเรียน, ฝรั่ง(กิมจู), ลูกยอ, ลูกเกด, เมล็ดทานตะวัน, อินทผาลัม, ปลาแซลมอน, ผักโขม, ขนุน, มันฝรั่ง, อะโวคาโด, ถั่วขาว, ผลแอปริค็อตแห้ง, มันหวาน, ฟักทอง, ถั่วพิสตาชิโอ, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, ถั่วลิสง, ถั่วลูกไก่, โกจิเบอร์รี่ หรือ เก๋ากี้, น้ำมะพร้าวอ่อน, กล้วยหอม, แคนตาลูป, เมลอน, นม, ซอสมะเขือเทศ, ข้าวโพดหวาน, ทับทิม, กีวี, เสาวรส, ขี้เหล็ก, ผักแพว, แครอท, กระถิน, หญ้าหนวดแมว ฯลฯ

     ภาวะการสูญเสียน้ำในร่างกาย จะทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ วิตามิน ออกตามไปด้วย ทำให้ร่างกายเสียสมดุล เช่น อาเจียนหนัก, ท้องเสียหนัก, ออกกำลังกายหนักเหงื่อออกมาก, อบสมุนไพรร้อน ซาวน่า, กินสมุนไพร หรือ ยาขับปัสสาวะ ควรชดเชยด้วยการรับประทานอาหารที่มีวิตามิน เกลือแร่ จากผัก-ผลไม้ ให้มากขึ้น ให้มากๆ

     แครนเบอร์รี่ ช่วยป้องกันไข้หวัดใหญ่ อุดมไปด้วยสาร Proanthocyanidins ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และมีกรดยูโซลิก ช่วยลดอาการอักเสบได้ดี มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะ แก้ปัญหากระเพาะปัสสาวะอักเสบ แสบขัด, ฉี่กระปริดกระปรอย, ฉี่เล็ด ฯลฯ ช่วยยับยั้งเชื้ออีโคไล E.coli (โรคท้องร่วงรุนแรง) กรดอ่อนๆ ของแคนเบอร์รี่ช่วยยับยั้ง ป้องกัน และ รักษาการเกิดนิ่วได้ดี ป้องกันการตกตะกอนของ Calcium oxalate ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของนิ่วได้อย่างมีนัยยะสำคัญ อุดมไปด้วยวิตามินเอ A ลูกทีน และ ซีแซนทีน บำรุงตา การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่วันละ 250 mg. ร่วมกับการได้ยาฆ่าเชื้อในกระเพาะอาหาร จะสามารถเพิ่มอัตราการฆ่าเชื้อ Helicobacter pylori ( H.Pylori ) เอชไพโลไร อันเป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร, มะเร็งในกระเพาะอาหาร ได้ และ มีกรดซาลิไซลิก Salicylic Acid ช่อยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด

     หญ้าหนวดแมว จัดอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใบอ่อนใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ได้ ทั้งนิ่วด่าง ซึ่งเกิดจากแคลเซียม(หินปูน) และ นิ่วกรด ซึ่งเกิดจากกรดยูริก นิ่วจำนวนนี้จะไม่เป็นก้อนแต่จะร่วนเป็นทราย ไม่ทึบแสง มักเกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ หรือเครื่องในสัตว์มากเกินไป ทำให้มีกรดยูริคสูง เมื่อรับประทานหญ้าหนวดแมว ซึ่งมีโปแตสเซียมสูง ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง จึงทำให้กรดยูริก Uric และ เกลือยูเรต Urate ไม่จับตัวกันเป็นก้อน จึงช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกค้างไนไต มีฤทธิ์ช่วยขยายท่อไตให้กว้างขึ้น จึงช่วยบรรเทาอาการปวดได้ด้วย แต่หญ้าหนวดแมวไม่มีฤทธ์ละลายนิ่ว จึงไม่ค่อยมีผลต่อนิ่วก้อนใหญ่ แต่ใช้ได้ดีกับนิ่วก้อนเล็กๆ สามารถช่วยให้นิ่วหลุดออกมาทางปัสสาวะได้ ข้อควรระวัง ผู้ที่เป็นไตไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก ควรรับประทานในปริมาณที่น้อยอย่างระมัดระวัง


     ข้าวโอ๊ตมี สารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า อาวีนันทราไมต์ (Avenanthramide) มีเฉพาะในข้าวโอ๊ตเท่านั้น ไม่มีในพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งจะเข้าไปผลิตก๊าซไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) โมเลกุลของก๊าซจะช่วยขยายหลอดเลือดให้กว้างขึ้น ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูง มากไปกว่านั้นอาวีนันทราไมต์ยังมีส่วนช่วยลดอาการคัน และมีสรรพคุณต้านการอักเสบด้วย  มีเบต้า กลูแคน (Beta glucan) ซึ่งเป็นไฟเบอร์ เป็นพรีไบโอติกส์ ของ โปรไบโอติกส์ ช่วยสร้างสมดุลระบบขับถ่ายได้ดี และ มีส่วนสำคัญในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

     งานวิจัยชิ้นหนึ่งในวารสาร Antioxidants รายงานว่าเมล็ดกาแฟโรบัสต้าที่ยังไม่ผ่านการคั่วมีสารต้านอนุมูลอิสระเกือบ 2 เท่าของเมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่ยังไม่ผ่านการคั่ว
     อย่างไรก็ตามความแตกต่างของปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระนี้ลดลงอย่างมากเมื่อนำเมล็ดกาแฟทั้งสองชนิดมาผ่านการคั่วอ่อนๆ แม้ว่าเมล็ดโรบัสต้าคั่วอ่อนจะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเมล็ดอาราบิก้าคั่วอ่อน แต่ในรูปแบบคั่วกลางและคั่วเข้มกาแฟอาราบิก้ากลับมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าโรบัสต้
 ถ้าชอบกาแฟคั่วอ่อนก็ควรดื่มกาแฟที่มาจากเมล็ดกาแฟโรบัสต้าซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า แต่หากชอบกาแฟคั่วกลางหรือคั่วเข้มการดื่มกาแฟจากเมล็ดอาราบิก้าจะช่วยให้เราได้สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า และกาแฟโรบัสต้าจะมีสารคาเฟอีนสูงกว่า กาแฟอาราบิก้า ถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว จึงเป็นข้อที่ควรคำนึงถึงด้วย การคั่วเข้มสามารถช่วยลดปริมาณสารคาเฟอีนในกาแฟลงได้

     สาหร่าย เป็นพืชที่มีสารอาหารมากมาย คนเกาหลี มักจะนำมาทานเป็นเครื่องเคียงในมื้ออาหาร เช่น นำมาโรยข้าว, นำมาห่อข้าว หรือ นำมาทานเล่นควบคู่ในขณะทานข้าว เป็นประจำ ดังนั้น เราจึงควรเลือกทานสาหร่ายในรูปแบบ อบ หรือ ย่าง เท่านั้น และ ไม่ควรทานสาหร่ายแบบทอด เพราะของทอดอาจะทำให้ได้ผลเสียมากกว่าได้ประโยชน์

     อาหารเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน ฉบับชาวโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น

     คุณยายคะมะตะ นะคะซะโตะ วัย 102 ปี เล่าถึงอาหารการกินตลอดชีวิตของเธอว่า อาหารในแต่ละวันมักประกอบด้วยเต้าหู้ ซุปปลา ผักต้ม หัวไชเท้า แคร์ร็อต และซุปมิโซะ ส่วนเครื่องดื่มที่คุณยายโปรดปรานคือ ชาเขียว ที่เธอจะจิบแก้กระหายไปตลอดทั้งวัน

     นอกจากนี้ อาหารที่ชาวโอกินาว่าโปรดปรานเป็นพิเศษ คือ ถั่วเหลือง คนโอกินาว่าส่วนใหญ่เลือกกินอาหารจากถั่วเหลือง และยังนิยมนำมันเทศมาปรุงอาหาร เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารสูงมาก


     เคล็ดลับสุขภาพดี ฉบับชาวโอกินาว่า

     คุณยายคะมะตะ ระบุว่า ไม่ว่าอาหารจะถูกปากมากแค่ไหน คุณยายจะกินแต่พออิ่ม เคล็ดลับสำคัญคือ “กินให้อิ่มแต่พอประมาณ” ไม่จำเป็นต้องกินอิ่มจนเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลว่า กว่ากระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปถึงสมองว่าอิ่มแล้ว ต้องใช้เวลาราว 20 นาที ดังนั้นการกินอาหารไปเรื่อยๆ จนรู้สึกอิ่มแปล้แล้วถึงหยุดกิน จะทำให้ร่างกายได้รับอาหารมากเกินพอดี แต่หากหยุดกินก่อนรู้สึกอิ่ม เมื่อเวลาผ่านไปสักพักจะรู้อิ่มพอดี ไม่แน่นท้องจนทำร้ายระบบย่อยอาหาร

     นอกจากนี้ คุณยายคะมะตะ ยังเล่าว่า กิจวัตรประจำวันของคุณยายคือ การเก็บผักและสมุนไพรจากแปลงผักที่ปลูกเอง ดูแลเอง เพื่อนำมาประกอบอาหารในแต่ละมื้อ

     ดังนั้น สรุปอาหารการกินและเคล็ดลับสุขภาพที่ทำให้ชาวโอกินาว่ามีอายุยืน ได้แก่ 

  • อาหารประเภท plant-based เน้นผักผลไม้ 
  • โปรตีนจากเต้าหู้ ปลา ถั่ว 
  • แป้งจากพืช อย่าง มันเทศ หัวไชเท้า แคร์ร็อต ที่มีวิตามิน สารอาหารอื่นๆ รวมถึงใยอาหาร ที่ช่วยเรื่องของการขับถ่าย
  • ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจาก ชาเขียว
  • กินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป ลดเสี่ยงโรคอ้วน
  • ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จากกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ดูแลสวนผักในบริเวณบ้าน

     นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง ก็อย่าละเลยสุขภาพจิตด้วย มองโลกในแง่ดี ไม่เครียด หากิจกรรมที่ชอบทำ พูดคุยเข้าสังคมกับคนอื่นๆ จะช่วยคลายความเหงา และความเครียดในเรื่องต่างๆ ได้ ที่สำคัญอย่าลืมตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อหาทางป้องกันในกรณีที่พบว่ามีโรคร้ายแรงเกิดขึ้น เมื่อพบโรคได้ไว ก็จะรักษาได้ทันนั่นเอง

 

     ขอขอบคุณ

     ข้อมูล หนังสือ "มหัศจรรย์อาหารชะลอวัย" โดย ศัลยา คงสมบูรณ์เวช ของสำนักพิมพ์อัมรินทร์


-------------------------------------------------------------
โภชนาการสมอง อาหารเสริมปัญญา ตอนที่ 18

สารต้านอ็อกซิเดชั่นในพืชผักมีอยู่มาก นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทัฟท์ สหรัฐอเมริกา พัฒนาเทคนิคการตรวจสอบอำนาจของสารต้านอนุมูลอิสระในผักผลไม้ไว้เรียกว่า ORAC ย่อมาจากคำว่า Oxygen Radical Absorbancy Capacity หมายถึงความสามารถในการดูดซับฤทธิ์ของอนุมูลอิสระจากอ็อกซิเจน อาหารแต่ละชนิดมีคะแนน ORAC ด้วยกันทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้าง คิดอยากจะหาอาหารที่มีค่า ORAC สูงไม่ต้องไปเสาะหาที่ไหน ผักผลไม้ธรรมดาๆนี่แหละที่มีคะแนน ORAC สูงที่สุด อาหารมนุษย์ถ้ำมีผักผลไม้สูงจึงมีค่า ORAC ค่อนข้างมาก ลองไปดูกันดีกว่าว่าผักผลไม้ชนิดไหนที่ให้คะแนน ORAC ในระดับที่สูงบ้าง

ลูกพรุน องุ่น บลูเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ กระเทียม สาหร่ายทะเล ครานเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ผักโขม ราสพ์เบอร์รี่ รวมทั้งผักที่มีใบเขียวเข้ม ชาเขียว ไวน์แดง ล้วนมีค่า ORAC สูงๆทั้งนั้น นอกจากนี้ในหัวหอม กะหล่ำดอก กะหล่ำใบ กล้วย เต้าหู้ มะเขือยาว มีค่า ORAC จำนวนไม่น้อย สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการแนะนำคืออย่าไปสนใจฤทธิ์ของสารต้านอ็อกซิเดชั่นว่าเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจากผักผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง เนื่องจากอนุมูลอิสระมีมากมายหลายชนิดแบ่งกันทำหน้าที่ทำลายสารพัดเซลล์ในร่างกายจึงน่าจะบริโภคพืชผักให้หลากหลายเข้าไว้เพื่อให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระหลายๆกลุ่ม สารเหล่านี้จะแยกย้ายกันกันเข้าไปทำลายอนุมูลอิสระสารพัดชนิดที่ว่านั้น

การทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระมีลักษณะเป็นโครงข่าย แคโรตินอยด์ช่วยวิตามินอี วิตามินซีช่วยวิตามินอี สารโพลีฟีนอลช่วยวิตามินซี สารโพลีออลช่วยโพลีฟีนอลและไบโอฟลาโวนอยด์ สารไฟโตนิวเทรียนท์จากผักผลไม้หลากชนิดทำงานร่วมกันเป็นชั้นๆเป็นขั้นเป็นตอนทำให้การป้องกันอนุมูลอิสระเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมผักผลไม้หลายประเภทจึงช่วยสร้างโครงข่ายสารต้านอนุมูลอิสระที่ว่านั้นขึ้นมาได้ในร่างกาย

สำหรับวิตามินเกลือแร่ที่ให้ผลดีต่อสมองมีอยู่หลายตัว หากได้รับในปริมาณที่เพียงพอไม่มากจนเกินไปนอกจากจะช่วยป้องกันสมองจากการถูกทำลายแล้วยังช่วยให้สมองทำหน้าที่ได้ดีขึ้นอีกต่างหากวิตามินที่นับว่ามีฤทธิ์ช่วยสมองได้เป็นเรื่องเป็นราวได้แก่ กรดโฟลิก วิตามินบีหก บีสิบสอง วิตามินเอ ไนอะซิน วิตามินอี วิตามินซี กรดไลโปอิก โคเอนไซม์คิวเท็น ธาตุซีลีเนียม โปตัสเซียม นอกจากนี้ยังมีสารโคลีน สารฟอสฟาติดิลเซอรีน สารเหล่านี้พบมากในผักผลไม้ทั้งนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์ทั้งนักโภชนาการ แพทย์ เภสัชกรจึงแนะนำให้บริโภคผักผลไม้หลากหลายชนิดให้มากๆเข้าไว้ อย่างไรก็ตาม กรณีการเลือกผักผลไม้ก็เป็นไปอย่างที่บอกคือปัญหาของผักผลไม้คือการปนเปื้อนสารเคมีประเภทยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช หาทางทำความสะอาดให้ดีที่สุด

ข้อควรระวัง ในพืชบางชนิด
สตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทานสมุนไพรแทบทุกชนิด
     - กานพลู Cloves มีสารที่ออกฤทธิ์ในการต้านเกล็ดเลือด ทำให้เกร็ดเลือดแข็งตัว ระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ หากนำกานพลูมาเคี้ยวเป็นประจำติดต่อกันนานเกินไป จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเหงือก และระคายเคืองกับเยื่อบุในช่องปาก ส่วนดอกกานพลู ไม่ควรใช้ในหญิงที่ตั้งครรภ์  และหญิงให้นมบุตร เพราะมีสารบางอย่างที่จะสะสมในร่างกายจะส่งผลให้เป็นอันตรายต่อเด็กทารก
     - อบเชย Cinnamon การรับประทานอบเชยมากเกินไป อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อตับ อาจทำให้เกิดแผลในปาก อาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ อาจทำให้เกิดปัญหาในการหายใจ เช่น ไอ, สำลัก ฯลฯ 
     - มะรุม Moringa oleifera ไม่ควรรับประทานมะรุมติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะส่งผลให้ค่าเอนไซม์ ในตับสูงขึ้น ทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับตับอาจส่งผลให้เป็นโรคตับได้, ผู้ป่วยเป็นโรคเลือดไม่ควรรับประทานมะรุม เพราะจะทำให้เม็ดเลือดแตกได้ง่าย, ผู้ป่วยโรคเกาต์ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้ได้รับโปรตีนที่สูงเกินไปทำให้เกิดอันตรายกับโรคเกาต์ที่เป็นอยู่
     - ออริกาโน่ Oregano เมื่อรับประทานออริกาโน่อาจทำให้มีอาการปากแห้ง, ออริกาโน่อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเลือดออกผิดปกติ ควรหยุดรับประทานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด, ออริกาโน่อาจมีประสิทธิภาพคล้ายกับยาขับน้ำหรือยาขับปัสสาวะ, ออริกาโน่อาจมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือด เช่นเดียวกับยาต้านเบาหวาน ในทางทฤษฎี เมื่อรับประทานทั้งสองร่วมกันอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงจนเกินไป ควรตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด
     - โรสแมรี่ Rosemary การใช้โรสแมรี่ Rosemary ในปริมาณมากอาจทำให้อาเจียน ปัสสาวะเป็นเลือด การระคายเคืองของไต ไวต่อแสงแดดมากขึ้น ผิวแดง และอาการแพ้อื่นๆ โรสแมรี่อาจกระตุ้นการมีประจำเดือน หรือมีผลกระทบต่อมดลูก และทำให้แท้งได้, ผู้มีอาการชัก: โรสแมรี่อาจทำให้อาการชักแย่ลง จึงไม่ควรใช้
     - กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa Linn. อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ในผู้ป่วยบางราย เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย, ขับปัสสาวะ อาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดอย่างกระทันหันได้และอาจทำให้คลื่นไส้ และ หูอื้อได้ ควรหยุดรับประทานทันที, จากการศึกษาทางพิษวิทยา พบว่าหากรับประทานกระเจี๊ยบแดงในขนาดที่สูงและเป็นเวลานานอาจทำให้เป็นพิษต่อตับได้, ผู้ที่มีภาวการณ์ทำงานของไตบกพร่อง ไม่ควรรับประทานกระเจี๊ยบแดง
     - มะระขี้นก Momordica charantin Linn มีสารซาโปนินมากไม่ควรรับประทานมากเกินไป ผู้ที่มีภาวะม้ามเย็นพร่อง กระเพาะเย็นพร่อง เมื่อรับประทานมะระขี้นกเข้าไปจะอาเจียน ถ่ายท้องปวดท้องได้
     - ธาตุเหล็ก Iron หากบริโภคมากเกินไป จะสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจได้ หากเลือกบริโภควิตามินรวม ควรโฟกัสที่ปริมาณธาตุเหล็กมากๆ ตามความต้องการของแต่ละคน เพราะหากร่างกายได้รับมากเกินไป อาจส่งผลเสียได้
     - แคลเซียม Calcium หากบริโภคเชิงเดี่ยวมากเกินไป อาจทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมได้ และเมื่อแคลเซียมอยู่ในกระแสเลือดมากๆ สามารถไปเกาะตามอวัยวะต่างๆ และตกตะกอน ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้อีกด้วย
     - มะขามป้อม Amla หากบริโภคมาเกินไป อาจมีอาการคลื่นไส้, รู้สึกแสบร้อนในกระเพาะอาหาร, อาการกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้น, มีผื่นแดง ลมพิษ
     - กระเทียม ไม่ควรกินกระเทียมในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาจทำให้เป็นโรคโลหิตจาง
     - เปลือกมังคุด หากรับประทานมากเกินไป อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับและไตได้, ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงควรหลีกเลี่ยง
     - สารแทนนิน Tannin หากบริโภคมากเกินไป อาจทำให้ท้องอืด หรือ ท้องผูก และ อาจไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กได้ ควรเลือกเวลาในการทานอาหารแต่ละอย่างให้ดี อย่าให้ทับซ้อนกัน , คลื่นไส้
     - อินนูลิน Inulin หากรับประทานมากเกินไป อาจทำให้มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องผูก ท้องอืด หรือ ท้องเสีย เป็นต้น
     - อาหารละลายลิ่มเลือด อาจไปเสริมฤทธิ์ กับผู้ที่ยาต้านการแข็งตัวของลิ่มเลือด ดังนั้นไม่เหมาะกับผู้ที่ทานยาในกลุ่มนี้
     - ใบแปะก๊วย อาจไปเสริมฤทธิ์ กับผู้ที่ยาต้านการแข็งตัวของลิ่มเลือด ดังนั้นไม่เหมาะกับผู้ที่ทานยาในกลุ่มนี้ หากรับประทานสารสะกัดแปะก๊วยมากเกินไปอาจมีผลข้างเคียงทำให้ ปวดศีรษะ, มึนงง, เวียนศีรษะ ทางเดินอาหารปั่นป่วน หรืออาจเกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง, ระบบหายใจและหลอดเลือดผิดปกติ ง่วงซึม ระบบการนอนหลับก็ปั่นป่วน
     - แครนเบอร์รี่ หากบริโภคน้ำแคนเบอร์รี่เป็นประจำมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลให้ระดับกรดซาลิไซลิกในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นได้ จนเสี่ยงเกิดเป็นโรคนิ่วได้
     - รางจืด มีฤทธิ์เย็น ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ควรทานในขณะท้องว่าง หรือ น้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ควรรับประทานพร้อมอาหารดีกว่า และ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีเลือดน้อย เลือดจาง ขี้หนาว ความดันต่ำ ควรบำรุงเลือดให้ดีก่อน จึงค่อยรับประทาน
     - ใบเสจ ไม่ควรทานในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากสาร thujone อาจทำให้เกิดความเป็นพิษต่อสมอง และ ควรระมัดระวัง ในการบริโภค เสจ ในรูปแบบน้ำมันหอมระเหย หรือ สารสกัด ให้มาก
     - พลูคาว ควรกินกินในปริมาณที่เหมาะสม อาจมีฤทธิ์ทำให้หายใจสั้นและถึ่ขึ้น อาจทำให้อาเจียน เป็นพืชมีฤทธิ์เย็น ไม่เหมาะสำหรับคนที่ธาตุไฟพร่อง
     - ผักเสี้ยนผี ไม่ควรทานสด ควรนำมาดอง หรือ ต้มผ่านความร้อนก่อนทาน เนื่องจากผักเสี้ยนผีสดมีสารไฮโดรไซยาไนต์ มีพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง และไม่ควรรับประทานมากเกินไป ควรทานแค่พอเหมาะ
     - หัวมันแกว บริโภคได้ปกติ ไม่มีสารพิษ ถือเป็นอาหารที่ เป็นมีอินนูลินเป็นพรีไบโอติกส์ของโปรไบโอติกส์ แต่สิ่งที่ไม่ควรบริโภค คือ เมล็ดมัวแกว เพราะมีสารพิษอาจถึงตายได้ ควรเลือกรับประทาน


 
เพื่อสุขภาพที่ดี ควรทานอาหารให้หลากหลาย
กินทุกอย่าง และ ทานให้สมดุล

ร่างกายต้องการความสมดุล = ความพอดี
ไม่ควรทานบางอย่าง มากเกินไป (จนเกิน)
และ

ไม่ควรทานบางอย่าง น้อยเกินไป (จนขาด)


     หมายเหตุ ตัวเลขค่า ORAC Score ถูกเก็บข้อมูลมากจากหลายๆ แหล่ง ของเวบไซต์ต่างประเทศ ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนบ้าง และอาจจะไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง 100% แต่ข้อมูลนี้ หวังว่าจะช่วยผู้อ่าน ให้สามารถนำมาดูเป็นองค์ประกอบได้คร่าวๆ ว่า มีอาหารอะไรบ้าง ที่จะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ ที่เราควรทานบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี

 


 

[ ความเห็นที่ 1]
RE : พืช สมุนไพร อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ค่า ORAC สูง ได้แก่
โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 8 ตุลาคม 2564  09:45 น.
ขอบคุณข้อมูลจาก

     รางจืด มีกลูต้าไธโอนช่วยให้ตับกำจัดสารพิษได้ดีขึ้น หมอแอมป์ พูดถึง ในคลิป "ไขมันพอกตับ ลดพุง ลดโรค by หมอแอมป์ ตอนที่ 4" วีดีโอใน Youtube
     ค่า ORAC ของ อเมริกา https://www.orac-info-portal.de/download/ORAC_R2.pdf
     ค่า ORAC ของ SOD ลิงค์ https://youtu.be/EkRYYO3pl28   
     https://www.facebook.com/drwinaidahlan/posts/2144688692505763/
     https://ilfar.com/
     https://antioxidant-fruits.com/orac.html
     https://www.pinterest.ca/pin/404409241514538036/
     https://www.facebook.com/healthmantra14/photos/pcb.1703718966452837/1703718866452847/
     http://xinya-maquijiuce.blogspot.com/2011/04/orac-h-value-of-superfruits.html
     https://www.pinterest.co.uk/pin/413838653238816272/
     https://www.facebook.com/moringa5ive/photos/a.1211119758908849/1212559332098225/?type=3
     https://12fruits.org/more-antioxidants-than-blueberries/
     เห็ดชากา https://www.chagahealthandwellness.com/
     เห็ดชากา https://www.fullhealthsecrets.com/remedies/home-remedies/chaga/
     เห็ดถั่งเช่า ยาอายุวัฒนะระดับจักรพรรดิ์ by หมอแอมป์ https://youtu.be/mXWUI5sObkg
     ตรีผลา https://thewilddoc.com/what-is-a-true-super-food/
     แอสต้าแซนทิน https://drmarkiwanicki.com/blog/2018/9/25/top-10-antioxidants-on-earth
     ถั่ว https://www.naturalbalancefoods.co.uk/community/healthy-living/the-orac-system/
     สารต้าน AGEs ภาวะไกลเคชั่น https://youtu.be/3xguD0CTeWA
     วิตามินอี https://youtu.be/tRvYTv-PoGs
     องค์ประกอบของกระดูก https://youtu.be/rIWkUW5ffOM
     กรดไขมัน https://youtu.be/pJ3_VMaUxMY
     กีวี https://essential-nutrition-eu.myshopify.com/blogs/content/acai-benefits-of-this-super-fruit
     สารสกัดจากเมล็ดองุ่น, ซีบัคธอร์น http://www.isa.codificatuidea.com/puredia-seaberry/puredia-seaberry-proanthocyanidins/
     Grape Seed https://www.superfoodly.com/orac-value/grape-seed-extract/
     OPC of Grape Seed https://www.nutrimaster.co.th/en/healthy-tips-Nutrimaster-detail/45/Super-Antioxidant-from-grape-seed-extract
     EPA ช่วยลดไขมันเลว ลดไขมันตัวร้ายได้ https://youtu.be/50xzlDPY-L0
     วิธีเลือกทานพืช อาหารสุขภาพ กับ หนูดี https://youtu.be/-Jb68L_g7QY
     เหตุใดเราจึงต้องกินวิตามินเสริม และกินอาหารเสริม https://youtu.be/atdN5od5kX4
 
 



คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว