ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » หุ้น
เข้าชม : 845

บทวิเคราะห์ หุ้น KAMART ปี 2557 ไตรมาส 1

โพสต์เมื่อ: วันอาทิตย์ 25 พฤษภาคม 2557  10:58 น.


บทวิเคราะห์ หุ้น KAMART ปี 2557 ไตรมาส 1

งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 1
รายได้จากการขาย ขายได้ 211.28 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 845.12 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 927.82 ล้าน
ยอดขายเป็น 0.91 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)

2. รายได้อื่นๆ 11.91 ล้าน เท่ากับประมาณ 5.34 % ของยอดขายรวม

3. รายได้ทั้งหมด 223.20 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 105.84 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 117.36 ล้าน 
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 52.58 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )

4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 64.19 ล้าน เทียบกับยอดขาย 211.28 ล้าน ประมาณ 30.38 % 
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 117.36 ล้าน ประมาณ 54.69 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)

5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 21.87 ล้าน เทียบกับยอดขาย 211.28 ล้าน ประมาณ 10.35 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 117.36 ล้าน ประมาณ 18.63 %

6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 53.16 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 2.52 ล้าน คิดเป็น 4.74 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน 
เสียภาษีเงินได้ 10.21 ล้าน คิดเป็น 19.21 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน

7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 40.44 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 692.31 ล้าน คิดเป็น 5.84 %
ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 23.36 %

8. กำไรต่อหุ้น 0.06 บาท ต่อ 1 ไตรมาส 
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 0.24
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 4.98 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 20.75 ปี
*** 19 พ.ค. 57 เริ่มซื้อขายหุ้นเพิ่มทุน ในอัตรา 1:1 ราคาใช้สิทธิ์ที่ 2 บาทต่อหุ้น
( ยังไม่ได้นำมาคำนวนรวมในงบไตรมาส 1 จะเห็นความชัดเจนของ P/E มากขึ้นในไตรมาส 2)
จำนวนหุ้นที่เพิ่มทุน 22,605,978 หุ้น รวมกับหุ้นเดิมเป็นมูลค่า 659,568,809 หุ้น
จำนวนทุนใหม่เท่ากับ 395,741,285.40 บาท มูลค่าที่ตราไว้ 0.60 บาทต่อหุ้น
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
 
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 106.05 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 85.89 ล้าน 
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด

2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 117.29 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 211.28 ล้าน ต่อ 1 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 70.43 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 49 วัน

3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 301.04 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 1 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 105.84 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 35.28 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 255 วัน 

4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 112.84 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 845.12 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่

5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 2.65 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)

6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(528.61)-(235.51) = (293.1)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 293.1 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 293.1 ล้าน ÷ 659 ล้าน = 0.44 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 0.44 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี 
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่ 

7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(528.61)-(235.51) = (293.1)

เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 293.1 ล้าน ÷ 659 ล้าน = 0.44 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 0.29 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 0.29 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 4.98 )

*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
 
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 116.18 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 845.12 ล้าน ต่อปี

2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 40.65 ล้าน
** เจ้าหนี้การค้าคือผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัท 

3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 36.56 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 199.72

4. หนี้สินระยะยาว 5.12 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่

5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท

มีหนี้ทั้งหมด 235.51

แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 692.31 

หรือมีหนี้ทั้งหมด 25.38 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด

(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)

บริษัทมีทุนจดทะเบียน 396.00 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 236.81 ล้าน

ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 692.31 ล้าน

ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก




คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว