ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » หุ้น
เข้าชม : 844

บทวิเคราะห์ หุ้น CITY ปี 2557 ไตรมาส 2

โพสต์เมื่อ: วันอาทิตย์ 25 พฤษภาคม 2557  14:20 น.

ลักษณะผลิตภัณฑ์หรือบริการ

กลุ่มบริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โลหะโครงสร้าง ผลิตภัณฑ์โลหะที่เกี่ยวกับอุปกรณ์จัดเก็บและลำเลียง ผลิตภัณฑ์โลหะแปรรูป การจำหน่ายโลหะและชิ้นส่วนโลหะ และให้บริการด้านโลหะครบวงจร ให้แก่ลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “CITY STEEL” ทั้งนี้กลุ่มบริษัทมีผู้บริหารเป็นชุดเดียวกัน แต่ได้มีการแบ่งการบริหารงานออกเป็นแต่ละสายงาน และมีทีมงานในการขายและการผลิต รวมทั้งสายการผลิตแยกจากกัน โดยผลิตภัณฑ์มีรูปแบบ คุณภาพ และมาตรฐานเท่าเทียมกัน ทั้งนี้การผลิตและให้บริการของกลุ่มบริษัทจะดำเนินการตามความต้องการของลูกค้า เช่น รูปแบบ ขนาด วัตถุประสงค์การใช้งาน เป็นต้น ซึ่งสินค้าและบริการนั้นจะเป็นการผลิตและให้บริการตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (Made to Order)

บทวิเคราะห์ หุ้น CITY ปี 2557 ไตรมาส 2

งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 2
รายได้จากการขาย ขายได้ 363.93 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 727.86 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 1172.45 ล้าน
ยอดขายเป็น 0.62 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)

2. รายได้อื่นๆ 3.08 ล้าน เท่ากับประมาณ 0.84 % ของยอดขายรวม

3. รายได้ทั้งหมด 367.01 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 269.18 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 97.83 ล้าน 
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 26.66 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )

4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 24.91 ล้าน เทียบกับยอดขาย 363.93 ล้าน ประมาณ 6.84 % 
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 97.83 ล้าน ประมาณ 25.46 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)

5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 20.38 ล้าน เทียบกับยอดขาย 363.93 ล้าน ประมาณ 5.6 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 97.83 ล้าน ประมาณ 20.83 %

6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 68.91 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 0.02 ล้าน คิดเป็น 0.03 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน 
เสียภาษีเงินได้ 0.59 ล้าน คิดเป็น 0.86 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน

7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 2 เท่ากับ 68.30 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 1110.83 ล้าน คิดเป็น 6.15 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 12.3 %

8. กำไรต่อหุ้น 0.23 บาท ต่อ 2 ไตรมาส 
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 0.46
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 3.14 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 6.83 ปี
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น

ข่าว - 15 มกราคม 2557 จัดตั้งบริษัทย่อย CT Universal Company Limited ทางอ้อมแห่งใหม่ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ทุนจดทะเบียน 98,872,500 บาท จำหน่ายสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรม สินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค และลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ในอนาคต ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100
 
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 302.36 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 302.36 ล้าน 
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด

2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 121.38 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 363.93 ล้าน ต่อ 2 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 60.66 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 60 วัน

3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 51.33 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 2 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 269.18 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 44.86 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 34 วัน 

4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 590.45 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 727.86 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่

5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 9.04 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)

6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(542.75)-(61.62) = (481.13)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 481.13 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 481.13 ล้าน ÷ 300 ล้าน = 1.6 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 1.6 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี 
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่ 

7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(542.75)-(61.62) = (481.13)

เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 481.13 ล้าน ÷ 300 ล้าน = 1.6 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 1.07 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 1.07 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 3.14 )

*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
 
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 0.00 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 727.86 ล้าน ต่อปี

2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 15.05 ล้าน

3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 44.98 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 60.03

4. หนี้สินระยะยาว 0.00 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่

5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท

มีหนี้ทั้งหมด 61.62

แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 1110.83 

หรือมีหนี้ทั้งหมด 5.26 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด

(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)

บริษัทมีทุนจดทะเบียน 300.00 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 657.14 ล้าน

ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 1110.83 ล้าน

ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก




คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว