บทวิเคราะห์ หุ้น SAMART ปี 2557 ไตรมาส 1
ดูโครงสร้างธุรกิจได้ที่ลิงค์นี้
http://www.samartcorp.com/11/ci_structure_th.php
งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 1
รายได้จากการขาย ขายได้ 6322.10 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 25288.4 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 23178.35 ล้าน
ยอดขายเป็น 1.09 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)
2. รายได้อื่นๆ 42.35 ล้าน เท่ากับประมาณ 0.67 % ของยอดขายรวม
3. รายได้ทั้งหมด 6364.45 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 4994.72 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 1369.73 ล้าน
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 21.52 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )
4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 620.16 ล้าน เทียบกับยอดขาย 6322.10 ล้าน ประมาณ 9.81 %
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 1369.73 ล้าน ประมาณ 45.28 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)
5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 297.56 ล้าน เทียบกับยอดขาย 6322.10 ล้าน ประมาณ 4.71 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 1369.73 ล้าน ประมาณ 21.72 %
6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 739.19 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 106.10 ล้าน คิดเป็น 14.35 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
เสียภาษีเงินได้ 85.03 ล้าน คิดเป็น 11.5 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 548.06 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 9150.06 ล้าน คิดเป็น 5.99 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 23.96 %
8. กำไรต่อหุ้น 0.40 บาท ต่อ 1 ไตรมาส
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 1.6
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 20 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 12.5 ปี
*** 20 มี.ค. 2557 เพิ่มทุน 4,234,000 หุ้น
ราคาสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มที่ 5.45 บาท ต่อหุ้น มูลค่าตราไว้ที่ 1 บาท
รวมมูลค่าหุ้นทั้งหมดอยู่ที่ 1,006,329,910 หุ้น (นำมาคำนวนในงบไตรมาส 1 แล้ว)
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น
ข่าว - 03 เม.ย. 2557 SAMART เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมให้กับผู้ถือหุ้นของ SAMART ใน บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 20,000,000 หุ้น อัตราสิทธิ์ในการแลกซื้อหุ้น 50.3165 : 1 หุ้น ในราคา 5.40 บาทต่อหุ้น
|
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 1307.88 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 1252.04 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด
2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 8836.06 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 6322.10 ล้าน ต่อ 1 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 2107.37 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 125 วัน
3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 1955.32 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 1 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 4994.72 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 1664.91 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 35 วัน
4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 4508.88 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 25288.4 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่
5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 1.18 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)
6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(15223.56)-(14028.29) = (1195.27)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 1195.27 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 1195.27 ล้าน ÷ 1006 ล้าน = 1.19 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 1.19 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่
7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(15223.56)-(14028.29) = (1195.27)
เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 1195.27 ล้าน ÷ 1006 ล้าน = 1.19 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 0.79 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 0.79 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 20 )
*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
|
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 6383.70 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 25288.4 ล้าน ต่อปี
2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 2478.93 ล้าน
3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 1818.80 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 12854.18
4. หนี้สินระยะยาว 852.78 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่
5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท
มีหนี้ทั้งหมด 14028.29
แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 9150.06
หรือมีหนี้ทั้งหมด 60.52 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด
(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)
บริษัทมีทุนจดทะเบียน 1006.50 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 5200.58 ล้าน
ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 9150.06 ล้าน
ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก |