ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » หุ้น
เข้าชม : 792

บทวิเคราะห์ หุ้น MODERN ปี 2557 ไตรมาส 1

โพสต์เมื่อ: วันอาทิตย์ 25 พฤษภาคม 2557  18:06 น.


บทวิเคราะห์ หุ้น MODERN ปี 2557 ไตรมาส 1

งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 1
รายได้จากการขาย ขายได้ 794.52 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 3178.08 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 4491.27 ล้าน
ยอดขายเป็น 0.71 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)

2. รายได้อื่นๆ 49.14 ล้าน เท่ากับประมาณ 5.73 % ของยอดขายรวม

3. รายได้ทั้งหมด 856.96 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 507.44 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 349.52 ล้าน 
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 40.79 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )

4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 220.60 ล้าน เทียบกับยอดขาย 794.52 ล้าน ประมาณ 27.77 % 
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 349.52 ล้าน ประมาณ 63.12 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)

5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 68.86 ล้าน เทียบกับยอดขาย 794.52 ล้าน ประมาณ 8.67 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 349.52 ล้าน ประมาณ 19.7 %

6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 125.33 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 1.36 ล้าน คิดเป็น 1.09 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน 
เสียภาษีเงินได้ 22.87 ล้าน คิดเป็น 18.25 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน

7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 101.10 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 3045.46 ล้าน คิดเป็น 3.32 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 13.28 %

8. กำไรต่อหุ้น 0.14 บาท ต่อ 1 ไตรมาส 
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 0.56
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 9.35 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 16.7 ปี
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น

ข่าว - วันที่ 10 เมษายน 57 ขายหุ้น MFEC ให้กับ บริษัท  TIS INC ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 14.07% เป็นเงิน 663.225 ล้านบาท
 
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 339.52 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 329.52 ล้าน 
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด

2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 977.57 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 794.52 ล้าน ต่อ 1 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 264.84 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 110 วัน

3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 1284.98 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 1 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 507.44 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 169.15 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 227 วัน 

4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 487.82 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 3178.08 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่

5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 1.95 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)

6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(2515.44)-(1445.81) = (1069.63)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 1069.63 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 1069.63 ล้าน ÷ 750 ล้าน = 1.43 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 1.43 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี 
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่ 

7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(2515.44)-(1445.81) = (1069.63)

เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 1069.63 ล้าน ÷ 750 ล้าน = 1.43 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 0.95 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 0.95 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 9.35 )

*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
 
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 26.21 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 3178.08 ล้าน ต่อปี

2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 360.97 ล้าน

3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 901.17 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 1288.35

4. หนี้สินระยะยาว 0.00 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่

5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท

มีหนี้ทั้งหมด 1445.81

แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 3045.46 

หรือมีหนี้ทั้งหมด 32.19 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด

(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)

บริษัทมีทุนจดทะเบียน 809.65 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 1090.81 ล้าน

ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 3045.46 ล้าน

ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก




คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว


คำยอดฮิต :- MODERN  หุ้นปันผลดี