บทวิเคราะห์ หุ้น KYE ปี 2557 ไตรมาส 1
งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 1
รายได้จากการขาย ขายได้ 6344.37 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 25377.48 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 5868.26 ล้าน
ยอดขายเป็น 4.32 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)
2. รายได้อื่นๆ 394.09 ล้าน เท่ากับประมาณ 5.85 % ของยอดขายรวม
3. รายได้ทั้งหมด 6738.46 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 5509.72 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 1228.74 ล้าน
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 18.23 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )
4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 678.46 ล้าน เทียบกับยอดขาย 6344.37 ล้าน ประมาณ 10.69 %
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 1228.74 ล้าน ประมาณ 55.22 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)
5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 421.93 ล้าน เทียบกับยอดขาย 6344.37 ล้าน ประมาณ 6.65 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 1228.74 ล้าน ประมาณ 34.34 %
6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 550.28 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 0.00 ล้าน คิดเป็น 0 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
เสียภาษีเงินได้ 54.30 ล้าน คิดเป็น 9.87 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 495.98 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 4371.31 ล้าน คิดเป็น 11.35 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 45.4 %
8. กำไรต่อหุ้น 22.54 บาท ต่อ 1 ไตรมาส
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 90.16
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 284 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 3.15 ปี
*** เนื่องจาก KYE มีบริษัทแม่อยู่ที่ญี่ปุ่น จะมีผลต่อการคำนวนงบการเงิน แต่ละไตรมาส
จากเนื้อหา ณ. วันนี้ แสดงเป็นงบการเงินไตรมาส 3/57
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น
|
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 2077.34 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 527.34 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด
2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 960.68 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 6344.37 ล้าน ต่อ 1 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 2114.79 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 13 วัน
3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 1007.89 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 1 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 5509.72 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 1836.57 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 16 วัน
4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 1190.20 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 25377.48 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่
5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 4.08 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)
6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(4230.9)-(1496.96) = (2733.94)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 2733.94 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 2733.94 ล้าน ÷ 22 ล้าน = 124.27 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 124.27 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่
7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(4230.9)-(1496.96) = (2733.94)
เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 2733.94 ล้าน ÷ 22 ล้าน = 124.27 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 82.85 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 82.85 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 284 )
*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
|
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 0.00 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 25377.48 ล้าน ต่อปี
2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 703.69 ล้าน
3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 44.58 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 1036.04
4. หนี้สินระยะยาว 296.01 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่
5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท
มีหนี้ทั้งหมด 1496.96
แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 4371.31
หรือมีหนี้ทั้งหมด 25.51 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด
(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)
บริษัทมีทุนจดทะเบียน 220.00 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 3422.24 ล้าน
ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 4371.31 ล้าน
ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก |
|