บทวิเคราะห์ หุ้น JCT ปี 2557 ไตรมาส 1
*** เป็นหุ้นที่ปันผลดี แต่ไม่ค่อยมีโวลลุ่มการซื้อ-ขาย ***
งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 1
รายได้จากการขาย ขายได้ 196.85 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 787.4 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 1001.98 ล้าน
ยอดขายเป็น 0.79 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)
2. รายได้อื่นๆ 2.58 ล้าน เท่ากับประมาณ 1.29 % ของยอดขายรวม
3. รายได้ทั้งหมด 199.43 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 120.62 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 78.81 ล้าน
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 39.52 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )
4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 40.05 ล้าน เทียบกับยอดขาย 196.85 ล้าน ประมาณ 20.35 %
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 78.81 ล้าน ประมาณ 50.82 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)
5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 16.73 ล้าน เทียบกับยอดขาย 196.85 ล้าน ประมาณ 8.5 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 78.81 ล้าน ประมาณ 21.23 %
6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 38.76 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 0.10 ล้าน คิดเป็น 0.26 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
เสียภาษีเงินได้ 7.56 ล้าน คิดเป็น 19.5 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 31.10 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 864.03 ล้าน คิดเป็น 3.6 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 14.4 %
8. กำไรต่อหุ้น 2.30 บาท ต่อ 1 ไตรมาส
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 9.2
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 82.50 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 8.97 ปี
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น
|
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 129.5 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 72.68 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด
2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 150.32 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 196.85 ล้าน ต่อ 1 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 65.62 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 68 วัน
3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 235.44 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 1 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 120.62 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 40.21 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 175 วัน
4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 403.05 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 787.4 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่
5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 5.86 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)
6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(499.14)-(137.95) = (361.19)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 361.19 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 361.19 ล้าน ÷ 13 ล้าน = 27.78 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 27.78 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่
7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(499.14)-(137.95) = (361.19)
เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 361.19 ล้าน ÷ 13 ล้าน = 27.78 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 18.52 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 18.52 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 82.50 )
*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
|
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 0.00 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 787.4 ล้าน ต่อปี
2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 44.96 ล้าน
3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 38.85 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 85.25
4. หนี้สินระยะยาว 5.38 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่
5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท
มีหนี้ทั้งหมด 137.95
แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 864.03
หรือมีหนี้ทั้งหมด 13.77 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด
(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)
บริษัทมีทุนจดทะเบียน 135.00 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 341.00 ล้าน
ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 864.03 ล้าน
ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก |
|