ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » หุ้น
เข้าชม : 639

บทวิเคราะห์ หุ้น CPL ปี 2557 ไตรมาส 1

โพสต์เมื่อ: วันอาทิตย์ 25 พฤษภาคม 2557  21:15 น.


บทวิเคราะห์ หุ้น CPL ปี 2557 ไตรมาส 1

*** เป็นหุ้นที่ปันผลดี แต่ไม่ค่อยมีโวลลุ่มการซื้อ-ขาย ***

งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 1
รายได้จากการขาย ขายได้ 472.90 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 1891.6 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 1508.47 ล้าน
ยอดขายเป็น 1.25 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)

2. รายได้อื่นๆ 5.93 ล้าน เท่ากับประมาณ 1.24 % ของยอดขายรวม

3. รายได้ทั้งหมด 478.83 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 427.55 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 51.28 ล้าน 
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 10.71 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )

4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 29.62 ล้าน เทียบกับยอดขาย 472.90 ล้าน ประมาณ 6.26 % 
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 51.28 ล้าน ประมาณ 57.76 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)

5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 22.24 ล้าน เทียบกับยอดขาย 472.90 ล้าน ประมาณ 4.7 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 51.28 ล้าน ประมาณ 43.37 %

6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 21.22 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 1.54 ล้าน คิดเป็น 7.26 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน 
เสียภาษีเงินได้ 4.03 ล้าน คิดเป็น 18.99 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน

7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 15.64 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 1004.72 ล้าน คิดเป็น 1.56 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 6.24 %

8. กำไรต่อหุ้น 0.59 บาท ต่อ 1 ไตรมาส 
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 2.36
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 26.75 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 11.33 ปี
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น
 
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 75.73 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 65.73 ล้าน 
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด

2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 154.74 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 472.90 ล้าน ต่อ 1 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 157.63 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 29 วัน

3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 943.92 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 1 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 427.55 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 142.52 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 198 วัน 

4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 129.96 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 1891.6 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่

5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 2.45 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)

6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(1151.33)-(503.74) = (647.59)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 647.59 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 647.59 ล้าน ÷ 26 ล้าน = 24.91 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 24.91 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี 
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่ 

7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(1151.33)-(503.74) = (647.59)

เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 647.59 ล้าน ÷ 26 ล้าน = 24.91 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 16.61 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 16.61 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 26.75 )

*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
 
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 196.51 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 1891.6 ล้าน ต่อปี

2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 260.85 ล้าน

3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 11.09 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 470.13

4. หนี้สินระยะยาว 0.58 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่

5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท

มีหนี้ทั้งหมด 503.74

แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 1004.72 

หรือมีหนี้ทั้งหมด 33.39 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด

(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)

บริษัทมีทุนจดทะเบียน 264.00 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 542.72 ล้าน

ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 1004.72 ล้าน

ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก




คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว