บทวิเคราะห์ หุ้น PRANDA ปี 2557 ไตรมาส 1
งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 1
รายได้จากการขาย ขายได้ 866.14 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 3464.56 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 4569.44 ล้าน
ยอดขายเป็น 0.76 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)
2. รายได้อื่นๆ 12.38 ล้าน เท่ากับประมาณ 1.41 % ของยอดขายรวม
3. รายได้ทั้งหมด 878.52 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 599.58 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 278.94 ล้าน
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 31.75 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )
4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 263.06 ล้าน เทียบกับยอดขาย 866.14 ล้าน ประมาณ 30.37 %
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 278.94 ล้าน ประมาณ 94.31 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)
5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 134.64 ล้าน เทียบกับยอดขาย 866.14 ล้าน ประมาณ 15.54 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 278.94 ล้าน ประมาณ 48.27 %
6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 13.08 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 12.37 ล้าน คิดเป็น 94.57 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
เสียภาษีเงินได้ 1.37 ล้าน คิดเป็น 10.47 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 1 เท่ากับ -0.66 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 2647.23 ล้าน คิดเป็น -0.02 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ -0.08 %
8. กำไรต่อหุ้น 0.02 บาท ต่อ 1 ไตรมาส
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 0.08
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 7 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 87.5 ปี
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น
ข่าว - 10 มีนาคม 57 เริ่มซื้อขายหุ้นเพิ่มทุน อัตราการใช้สิทธิ์ 1ต่อ1 จำนวนหุ้นใหม่ 384,200 หุ้น ราคาใช้สิทธิ์ 3 บาท วันที่ใช้สิทธิ์ 27 กุมภาพันธ์ 57
|
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 360.74 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 360.74 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด
2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 676.86 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 866.14 ล้าน ต่อ 1 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 288.71 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 70 วัน
3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 1990.51 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 1 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 599.58 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 199.86 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 298 วัน
4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 756.95 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 3464.56 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่
5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 2.13 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)
6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(3013.88)-(1922.22) = (1091.66)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 1091.66 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 1091.66 ล้าน ÷ 409 ล้าน = 2.67 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 2.67 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่
7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(3013.88)-(1922.22) = (1091.66)
เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 1091.66 ล้าน ÷ 409 ล้าน = 2.67 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 1.78 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 1.78 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 7 )
*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
|
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 462.48 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 3464.56 ล้าน ต่อปี
2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 791.96 ล้าน
3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 54.46 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 1416.90
4. หนี้สินระยะยาว 306.91 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่
5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท
มีหนี้ทั้งหมด 1922.22
แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 2647.23
หรือมีหนี้ทั้งหมด 42.07 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด
(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)
บริษัทมีทุนจดทะเบียน 410.00 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 1611.01 ล้าน
ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 2647.23 ล้าน
ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก |
|