ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » หุ้น
เข้าชม : 608

บทวิเคราะห์ หุ้น LANNA ปี 2557 ไตรมาส 1

โพสต์เมื่อ: วันอาทิตย์ 1 มิถุนายน 2557  22:19 น.

บริษัทฯ ประกอบธุรกิจใหญ่ๆ 2 ประเภท ดังนี้

(1) SOLID FUEL : ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายถ่านหินทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นธุรกิจหลัก (CORE BUSINESS) โดยมีเหมืองถ่านหินเป็นฐานในการผลิตและจำหน่ายอยู่ในประเทศอินโดนีเซียและมีธุรกิจการขนส่งทางทะเลอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและบริหารการขนส่งถ่านหินที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศและหรือส่งไปจำหน่ายยังประเทศอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(2) LIQUID BIO-FUEL : ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในประเทศไทยเป็นธุรกิจรอง (SECONDARY CORE BUSINESS) โดยมีโรงงานเอทานอลเป็นฐานในการผลิตและจำหน่ายอยู่ที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

บทวิเคราะห์ หุ้น LANNA ปี 2557 ไตรมาส 1

งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 1
รายได้จากการขาย ขายได้ 3287.99 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 13151.96 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 9129.04 ล้าน
ยอดขายเป็น 1.44 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)

2. รายได้อื่นๆ 65.89 ล้าน เท่ากับประมาณ 1.96 % ของยอดขายรวม

3. รายได้ทั้งหมด 3360.24 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 2230.68 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 1129.56 ล้าน
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 33.62 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )

4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 697.32 ล้าน เทียบกับยอดขาย 3287.99 ล้าน ประมาณ 21.21 %
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 1129.56 ล้าน ประมาณ 61.73 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)

5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 158.77 ล้าน เทียบกับยอดขาย 3287.99 ล้าน ประมาณ 4.83 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 1129.56 ล้าน ประมาณ 14.06 %

6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 432.23 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 17.41 ล้าน คิดเป็น 4.03 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
เสียภาษีเงินได้ 98.26 ล้าน คิดเป็น 22.73 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน

7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 316.57 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 5308.31 ล้าน คิดเป็น 5.96 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 23.84 %

8. กำไรต่อหุ้น 0.41 บาท ต่อ 1 ไตรมาส
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 1.64
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 13.80 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 8.41 ปี
*** ปี 56 และ ปี 57 มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น ลดลงจาก 10.45 เหลือ 7.57 ในปี 56 และ 8 ในปี 57
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น
 
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 1167.95 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 748.83 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด

2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 987.28 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 3287.99 ล้าน ต่อ 1 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 1096 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 27 วัน

3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 873.71 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 1 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 2230.68 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 743.56 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 35 วัน

4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 3282.41 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 13151.96 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่

5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 1.67 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)

6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(4780.15)-(3820.74) = (959.41)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ 959.41 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ 959.41 ล้าน ÷ 524 ล้าน = 1.83 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ 1.83 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่

7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(4780.15)-(3820.74) = (959.41)

เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ 959.41 ล้าน ÷ 524 ล้าน = 1.83 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ 1.22 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า 1.22 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 13.80 )

*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
 
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 773.47 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 13151.96 ล้าน ต่อปี

2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 990.73 ล้าน

3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 914.49 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 2858.70

4. หนี้สินระยะยาว 657.76 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่

5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท

มีหนี้ทั้งหมด 3820.74

แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 5308.31

หรือมีหนี้ทั้งหมด 41.85 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด

(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)

บริษัทมีทุนจดทะเบียน 525.00 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 3050.60 ล้าน

ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 5308.31 ล้าน

ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก




คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว