ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » webboard » หุ้น
เข้าชม : 1558

เปิดเคล็ดลับกูรูฟันด์โฟลว์ 'วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล' มาถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการลงทุน

โพสต์เมื่อ: วันอังคาร 4 พฤศจิกายน 2557  10:28 น.


เปิดเคล็ดลับกูรูฟันด์โฟลว์ 'วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล' กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เมื่อปรมาจารย์ด้าน "ฟันด์โฟลว์" ของเมืองไทย "ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล" กรรมการ ผู้จัดการ บล.ทรีนิตี้ จำกัด

มาถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการลงทุนของเหล่า "แมงเม่ารุ่นเล็ก-ใหญ่" ให้ฟัง ตั้งแต่พอร์ตระดับหลักแสนบาทไปจนถึงพอร์ตหลักหมื่นล้านบาท แต่สิ่งสำคัญเราจะเรียนรู้ประสบการณ์เหล่านั้นได้ยังไง ส่วนตัวมี "คติประจำใจ" เรื่องการลงทุน ว่า การทำงานหนักจะทำให้เราประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนและค้นพบว่าหุ้นที่ดีต้องเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดดี จากประสบการณ์ที่เคยสัมผัสกับนักลงทุนต่างๆ เจอตั้งแต่นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนด้วยมูลค่าพอร์ตหลักแสนบาท ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตกลายเป็นหลักร้อยล้านบาท หรือ นักลงทุนมูลค่าพอร์ตร้อยล้านบาท ปัจจุบันกลายเป็นพอร์ตเหลือเพียงหลักแสนบาท ผมก็สัมผัสมาแล้ว เขา บอกว่า

สิ่งที่นักลงทุนต้องเรียนรู้ ข้อแรก คือ "เรื่องของการบริหารความเสี่ยง" เราต้องยอมรับว่าเรื่องการจัดการบริหารความเสี่ยงถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมงเม่าปีกใหญ่ๆ ทั้งหลาย (หัวเราะ) ส่วนหนึ่งเพราะว่าเขาอาศัยลงทุนบัญชีมาร์จิ้น (บัญชีที่สามารถกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ได้ แต่ต้องมีเงินสดหรือหุ้นวางเป็นหลักประกัน) โดยเฉพาะบรรดานักลงทุนรายใหญ่ เพราะว่าบัญชีมาร์จิ้นสามารถกู้เงินทั้งจากในประเทศและต่างประเทศได้ ในประเทศอาจจะต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันครึ่งหนึ่ง นอกประเทศวางหลักทรัพย์ค้ำประกันแค่ 1 ใน 3 แสดงว่ามีพลังซื้อค่อนข้างเยอะ จากประสบการณ์ที่ผมเห็นช่วง"วิกฤติซับไพร์ม" ตอนนั้นจำได้ว่าดัชนี SET index อยู่ที่ประมาณ 900 จุดตอนนั้นนักลงทุนหลายท่านมองว่าดัชนี SET index น่าจะลดมายืนอยู่ได้ที่ดัชนี 600 จุด น่าจะเป็นจุดที่รับอยู่ได้แล้ว ก็มีการเข้ามาซื้อผ่านบัญชีมาร์จิ้นตรงนั้นกันอีก แต่ผลสุดท้ายดัชนี SET index ไปจบอยู่ที่ดัชนี 380 จุดส่งผลให้พอร์ตเกิดความเสียหายระหว่างทางค่อนข้างเยอะ ซึ่งนักลงทุนหลายคนก็ถอดใจยอมตัดขายขาดทุน (Cut Loss) ทิ้งทั้งหมด ฉะนั้นเรื่องการบริการความเสี่ยงสำคัญมาก โดยเฉพาะ "ความเสี่ยงหางอ้วน"แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มากแต่หากเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำให้นักลงทุนหมดตัวได้ทันที ซึ่งตรงนี้นักลงทุนต้องมีการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจโลกด้วยซึ่งวิฤกติซับไพร์มเราต้องยอมรับว่า 100 ปี จะมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ1 ครั้ง เมื่อนักลงทุนที่ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ก็จะทำให้เกิดความเสียหายกับพอร์ตอย่างมากซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องเรียนรู้และศึกษาสิ่งเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย

ข้อสอง คือ "เรื่องการลงทุนแบบเพิ่มน้ำหนัก" กรณีเป็นการลงทุนแบบปิรามิดหัวกลับ (ฐานแหลม หัวกว้าง) ถือว่าเป็นอันตรายมาก เพราะว่าปกติการลงทุนที่ดีควรต้องซื้อเมื่อราคาหุ้นต่ำๆ ในจำนวนหุ้นมากๆ (ฐานข้างล่างใหญ่ หัวเล็ก) แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเจอตอนราคาหุ้นต่ำๆ นักลงทุนไม่ค่อยซื้อ แต่จะไปมั่นใจและซื้อกันตอนราคาหุ้นขึ้นไปสูงๆ (หัวเราะ)

ข้อสาม คือ "นักลงทุนซื้อหุ้นโดยไม่รู้จักว่าเป็นหุ้นเกี่ยวกับอะไร"ซึ่งนักลงทุนลักษณะดังกล่าวมีจำนวนเยอะมาก เป็นลักษณะการลงทุนแบบซื้อเสร็จขายทันที แต่ว่าการลงทุนแบบซื้อมาขายไปจะสามารถลงทุนได้เป็นช่วง คือในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องที่ดี ซึ่งนักลงทุนที่อ่านสภาพคล่องถูกจะสามารถลงทุนแบบนี้ได้ และผลตอบแทนกลับมาดี ข้อสังเกตได้ง่ายๆ ว่าตลาดมีสภาพคล่องดีเป็นยังไง
คือ
1.อัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องในตลาดจะมาก อย่างในช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนจะลงทุนได้ง่ายกว่าเดือน มิ.ย.เพราะว่าสภาพคล่องดีกว่า ฉะนั้นการอ่านสภาพคล่องออกถือเป็นสิ่งสำคัญ
2.อัตราแลกเปลี่ยน และ
3.อนุพันธ์

ปรมาจารย์ "ฟันด์โฟลว์" เผยเคล็ดลับทำยังไงให้อยู่ในตลาดหุ้นได้ยังยืน... ที่ผ่านมาผมมีโอกาสศึกษาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยราว 500 ตัว ตั้งแต่หุ้นเริ่มเข้ามาจดทะเบียนในตลาด ก็จะพบว่าหุ้นแต่ละตัวก็จะมี Business model ซึ่งบางตัวที่มีลักษณะเป็น Winning ดังนั้นนักลงทุนอาจจะต้องดูภาพใหญ่ของแต่ละบริษัทก่อนว่าเป็นยังไง

หลังจากนั้นค่อยเข้าไปดู "มูลค่าหุ้น" หรือ แวลูเอชั่น ซึ่งBusiness model ที่ถูกจะนำไปสู่แวลูเอชั่น โดย Business model ที่เป็น Winning จะมีลักษณะ
คือ
1.สามารถให้ผลตอบแทนเงินลงทุนมากกว่าต้นทุนทางการเงิน
2.บริษัทที่มีเงินทุนหมุนเวียนติดลบ ส่วนมาจะเป็นหุ้นกลุ่ม "ค้าปลีก" ซึ่งนักลงทุนสามารถดูได้จากงบกระแสเงินสดโดยเฉพาะกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดี
3.บริษัทที่มีการควบรวมกิจการ และการควบรวมกิจการที่ดีต้องมี ผลตอบแทนจากเงินลงทุน ต้องมากกว่าต้นทุนทางการเงิน

ฉะนั้นการหา Business model เป็นคำตอบที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่นักลงทุนต้องดู คือ "ทรัพย์สินทางปัญญา"

ฝากถึงนักลงทุนว่า มีอยู่ 3 สิ่งที่นักลงทุนต้องดูก่อนลงทุน ประกอบด้วย
1.P/E
2.สินทรัพย์ และ
3.กระแสเงินสด

นอกจากนี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องศึกษา ข้อแรก ต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับMega Trend การที่นักลงทุนสามารถอ่าน Mega Trend ออกนักลงทุนสามารถได้ "กำไรคำโต"
ยกตัวอย่าง เมื่อ 10 ปีก่อนที่ประเทศจีน เข้า "องค์การการค้าโลก" (WTO)ซึ่งการเข้าไปในอยู่ใน WTO จะทำให้สินค้าที่เป็นคอมมูนิตี้ อย่าง "น้ำมัน -ทองคำ-ถ่านหิน" ราคาปรับตัวขึ้นมาเกือบ 10 เท่า ‪#‎TrinitySecurities‬


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

ปิดรับสมัครสมาชิกแล้ว