|
|
โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 15 พฤษภาคม 2563 11:54 น.
ERW เผย Q1/63 พลิกขาดทุน 102.5 ลบ.ลดลง 143% โควิดทำรายได้ทรุด
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 63 10:00 น. บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/63 พลิกขาดทุน 102.5 ล้านบาท ลดลง 143% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 234.6 ล้านบาท จากโควิด-19 กระทบผลดำเนินงานของธุรกิจในไทยและฟิลิปปินส์ ทำรายได้ลดลง โดยบริษัทมีรายได้รวม 1,223 ล้านบาท ลดลง จากช่วงเดียวกันปีก่อน 31% โดยที่รายได้จากการประกอบกิจการโรงแรมลดลงเหลือ 1,161 ล้านบาท มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีเงินได้และค่าเสื่อมราคา (“EBITDA”) เท่ากับ 291 ล้านบาท ลดลง 53% จากไตรมาส 1/62 และมีอัตรากำไรระดับ EBITDA เท่ากับ 23.8% ลดลงจาก 34.5% ในไตรมาส 1/63 ขณะที่ต้นทุนบางส่วนเป็นต้นทุนคงที่ ในไตรมาส 1/63 บริษัทฯ เปิดให้บริการโรงแรมภายใต้แบรนด์ “ฮ็อป อินน์” (“HOP INN”) ในประเทศไทย จำนวน 1 แห่งได้แก่ ภูเก็ต โอลด์ทาวน์ ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ในจังหวัดดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯ มีจำนวนโรงแรมทั้งสิ้น 71 แห่ง และห้องพักรวม 9,648 ห้อง สำหรับแนวโน้มปี 63 การแพร่ระบาดของโควิด 19 ในหลายภูมิภาคของโลกได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกเป็นอย่างมาก ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 16 ล้านคน ลดลง 52% จากปีก่อน ส่วนักท่องเที่ยวไทยคาดที่ 60 ล้านคน ลดลง 64% จากปีก่อน เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจในช่วงภาวะวิกฤติ และคำนึงถึงประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นอีกปัจจัยสำคัญ บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องทยอยปิดการให้บริการโรงแรมในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 รวมถึงปิดให้บริการโรงแรมในประเทศฟิลิปปินส์ทั้งหมด 5 แห่งเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2563 วิกฤติการณ์นี้จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ มากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน บริษัทฯ ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญอย่างมากกับความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานทุกคนของบริษัทฯ การบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสด รวมทั้งคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/63 บริษัทฯ มีเงินสดจำนวน 1.4 พันล้านบาท และมีวงเงินสินเชื่อรวมจากสถาบันการเงินประมาณ 6.1 พันล้านบาท อีกทั้ง บริษัทฯ ยังได้มีการเจรจาขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมจากธนาคารพาณิชย์เพื่อรองรับสถานการณ์ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต บริษัทฯ คาดการณ์ว่าเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลาย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวก่อน ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นในการขยายโรงแรมในกลุ่มโรงแรมฮ็อป อินน์ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าในประเทศเป็นหลัก สำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งพาชาวต่างชาติอาจใช้เวลาฟื้นตัวยาวนานกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมที่เริ่มฟื้นตัวหลังจากสถานการณ์คลี่คลายคือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยว บริษัทฯ ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาแนวทางและวิธีการใหม่ๆ ทั้งในด้านการลงทุน การบริหารจัดการและรูปแบบการให้บริการ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากนี้ |
|




