ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » หุ้น KTB
เข้าชม : 599

เอ็นพีแอล ดันหนี้จัดชั้นกรุงไทยพุ่ง73.23%

โพสต์เมื่อ: วันจันทร์ 1 มิถุนายน 2558  16:39 น.
วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2015 เวลา 10:31 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน Financial

"วงใน"กรุงไทยแจง เอ็นพีแอลพุ่ง "รายย่อย-เอสเอ็มอีรายเล็ก"ชี้สัญญาณแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพ- เหตุบอร์ดอนุมัติการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอีก 3.6พันล้านบาท / ขณะที่ค่าเผื่อฯต่อสินเชื่อด้อยสูงกว่า 115%
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) โดย นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยรายงานผลที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติมอีก 3,600ล้านบาท สำหรับงบการเงินประจำเดือนเมษายน 2558 ซึ่งปกติทุกปีที่ผ่านมาธนาคารได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรายเดือนทุกเดือน และมีการตั้งค่าเผื่อฯเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งเป็นการเผื่อเหตุการณ์ในอนาคตที่อาจมีความไม่แน่นอนตามหลักการรอบคอบระมัดรังในปี 2558 โดยธนาคารยังคงตั้งค่าเผื่อฯรายเดือนเดือนละ 700ล้านบาทและคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย และเชื่อว่ามีความเหมาะสมที่จะรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากคุณภาพหนี้ได้
ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก และแอพพลิเคชันไลน์ มีเนื้อหาเชิญชวนให้พนักงานธนาคารกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่ นานา และสำนักงานใหญ่ อาคารสุขุมวิท แต่งชุดดำในวันที่ 25 พฤษภาคม เพื่อกดดันให้กรรมการผู้จัดการรับผิดชอบกรณีที่เข้ามาบริหารงานแล้วทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบมจ.ธนาคารกรุงไทยเพิ่มขึ้นนั้น
แหล่งข่าวระดับสูงจากบมจ.ธนาคารกรุงไทยเปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เท่าที่ทราบกระแสข่าวลือเรื่องกดดันให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ลาออกนั้น ประเด็นหลักอยู่ที่การบริหารงานแล้วเกิดเอ็นพีแอล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงส่วนใหญ่ 60-70% เป็นรายย่อย เช่น สินเชื่อบ้านและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี) ซึ่งแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลนั้นจะเห็นว่าทุกธนาคารไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะกรุงไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหรือหลังวิกฤติน้ำท่วมใหญ่นั้น มีคนขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยเข้ามาเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่ดีทำให้กลุ่มรายย่อยถูกกระทบ ส่วนสินเชื่อรายใหญ่และเอสเอ็มอีไซซ์ใหญ่ยังปกติไม่น่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของบมจ.กรุงไทยในระยะ 7 ปี(ปี 2557-2564)หรือแผนภูเขาสามยอดหรือ Three Summits แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะคือ ปี 2557 และ2558 (ระยะแรกคือ วางรากฐานให้แข็งแกร่ง) ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการปิดช่องโหว่เพื่อวางรากฐานสร้างความแข็งแกร่ง โดยมีโครงการ KTB Transformation ซึ่งต้องปรับกระบวนทำงาน ตั้งแต่ รื้อโครงสร้างสินเชื่อรายย่อย,เอสเอ็มอี และรายใหญ่ ในหลักการคือ เปลี่ยนเครื่องมือดูแลแต่ละขนาดสินเชื่อ การบริหารความเสี่ยง หรือปรับปรุงกระบวนการด้านการบริหารจัดการของเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ พร้อมทั้งรวมศูนย์การอนุมัติสินเชื่อเพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่คัดกรองที่เข้มงวดขึ้น เพื่อช่วยลดเอ็นพีแอลในอนาคต และจัดระบบติดตามหนี้และฐานข้อมูลที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเอ็นพีแอลชัดเจนและรวดเร็วขึ้น รวมถึงการสร้างทักษะที่จะเป็นต่อการเติมความรู้บุคลากรแต่ละกลุ่มงานเพื่อเตรียมรับความก้าวหน้าในอนาคต
สำหรับช่วง 2 (ปี2559-2561 คือ เปรียบกับคู่เทียบ) เตรียมรุกตลาดในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและยกระดับบมจ.กรุงไทยขึ้นมาเป็นธนาคารอันดับ 1 และมีผลกำไร และระยะสุดท้าย(ปี 2562-2564คือ สร้างให้ธนาคารเป็นองค์กรที่ดึงดูดบุคลาการที่ดี และเก่งเข้ามาทำงานและพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้มีการจัดโครงสร้างองค์กร
" 3 Summit เป็นทิศทางที่กรุงไทยมุ่งจะขึ้นเป็นท็อป แต่จังหวะนี้เศรษฐกิจไม่ดี จึงมีประเด็นขึ้นมา ประกอบกับได้มีการจัดโครงสร้างองค์กรซึ่งหากมองในแง่ของคนทำงานก็ต้องหาคนทำงานเข้ามา"
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากการจัดชั้นสินเชื่อและสินเชื่อด้อยคุณภาพและการกันสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ(ดูตารางประกอบ)โดยหนี้จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐานมีจำนวนกว่า 2 หมื่นล้านบาทเทียบเดือนธันวาคม 2557 เพิ่มขึ้นจำนวน 8,465ล้านบาทหรือสัดส่วน 73.23% และจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษมีจำนวน 7.54หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น8,524ล้านบาทหรือสัดส่วน 12.73% ขณะที่ธนาคารมีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและค่าเผื่อการปรับมูลค่าจากการปรับโครงสร้างหนี้อยู่ที่ 7.88หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 2,796ล้านบาทหรือสัดส่วน 3.63%และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพสูงกว่า 115%
สอดคล้องกับ รายงานข่าวระบุว่า นายวรภัค ออกมาชี้แจงว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไม่เคยปล่อยสินเชื่อให้กับนักการเมือง โดย 4 ปีที่ผ่านมาพอร์ตสินเชื่อรายย่อยเติบโตขึ้นเท่าตัว ทำให้เอ็นพีพีแอลปรับเพิ่มตามสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเอ็นพีแอลที่ก่อนหักสำรองค่าเผื่อหนี้ฯมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแต่เป็นทิศทางเดียวกับหลายธนาคาร อีกทั้งยังระบุว่า หนี้ที่เกิดขึ้นนั้นไม่เกี่ยวกับ บริษัทสหฟาร์มฯ และบริษัทสหวิริยาสตีลฯ โดยทั้ง 2 บริษัทช่วงนี้มีการผลิตออกมาต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ด้านโครงสร้างเงินให้สินเชื่อของธนาคารตามประเภทของผู้กู้นั้นประกอบด้วย สินเชื่อรายใหญ่ 6.92แสนล้านบาทสัดส่วน 36.34% ลดลงจากสิ้นปีก่อน 1.18% สินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 1.36แสนล้านบาทสัดส่วน 7.17% ลดลง 19.95%สินเชื่อเอสเอ็มอี 3.88แสนล้านบาท สัดส่วน 20.41%เพิ่มขึ้น 5.78% สินเชื่อรายย่อย 6.86แสนล้านบาทสัดส่วน 36.05% เพิ่มขึ้น 3.83%และสินเชื่ออื่นๆ 5.08ล้านบาทสัดส่วน 0.03%ลดลง 4.51%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,056
วันที่ 28 - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ