โบรกฯ ส่อง AOT ปี 62/63 กำไรวูบ 43% ต่ำสุดรอบ 6 ปี เซ่นพิษโควิด
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 มี.ค. 63 9:41: น.
บล.หยวนต้า ประเมิน AOT ปี 62/63 กำไรวูบ 43% เหลือ 1.4 หมื่นลบ. ต่ำสุดในรอบ 6 ปี หลังตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัวแรงกว่าที่คาดจากปัญหาโควิด-19 แต่หวังปีหน้าจะฟื้นมาแตะ 2 หมื่นลบ.เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย แนะเป็นจังหวะเข้าลงทุน ให้ราคาเหมาะสม 58 บ.
บล.หยวนต้า เปิดเผย ถึง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT ในภาวะรายวันว่า AOT รายงานตัวเลขจำนวนเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวเดือนก.พ.63 -12% YoY และ -28% YoY ตามลำดับ ขณะที่ตัวเลขวันที่ 1-21 มี.ค.63 ปรับลดเป็น -30% YoY และ -53% YoY เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่ 1 ต.ค. 62 – 21 มี.ค. 63 อยู่ที่ -6.8% YoY และ -10% YoY
โดยคาดว่าตัวเลขยังอ่อนแอมากขึ้นในระยะถัดไป อย่างน้อยในช่วง 1 ไตรมาสข้างหน้า หลังสายการบินหลัก เช่น สายการบินไทย และสายการบินแอร์เอเชีย ทยอยระงับเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ขณะที่การระบาดรุนแรงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป และต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะควบคุมได้ นอกจากนี้เราคาดรัฐบาลและ AOT อาจออกมาตรการช่วยเหลือสายการบินเพิ่มเติมในระยะถัดไป ดังนั้นตลาดและเรายังมีแนวโน้มที่จะต้องปรับลดประมาณการอีกระยะ
สมมติฐานปัจจุบันของเราอิงจำนวนเที่ยวบินที่ -8% YoY และนักท่องเที่ยว -13% YoY ยังไม่อนุรักษ์นิยมเพียงพอ ทำให้เราปรับลดสมมติฐานเที่ยวบินปี 2562/63 เป็น -15% YoY และจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2562/63 เป็น -30 % YoY นอกจากนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะกระทบต่อรายได้ Duty Free ที่เราคาด -35% YoY หลัง AOT ให้มาตรการเยียวยาปรับจากการคิดบน Minimum Guarantee เป็น Revenue sharing แทน ผลการปรับลดสมมติฐานทำให้เราคาดการณ์กำไรปกติปี 2562/63 อยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท (-43% YoY) ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี
อย่างไรก็ดีเราคาดสถานการณ์โรคระบาดจะดีขึ้นในช่วง 4Q63 เป็นอย่างช้า ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หนุนให้กำไรปกติปี 2563/64 ฟื้นตัวที่ระดับ 2.0 หมื่นล้านบาท (+35.7% YoY)
ทั้งนี้ AOT เป็นหนึ่งในหุ้น Grade A ของประเทศไทย เนื่องจากเป็นตัวแทนที่แข็งแกร่งของกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มขนส่ง จากโครงสร้างธุรกิจผูกขาดและได้ประโยชน์สูงที่สุดในห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ AOT ยังมีงบดุลที่แข็งแกร่งเป็น Net cash company มีเงินสดในมือถึง 7.6 หมื่นล้านบาท และถือหุ้นใหญ่โดยกระทรวงการคลัง 70% ดังนั้น AOT มีศักยภาพผ่านวิกฤตไปได้ไม่ยาก ก่อนเกิดเหตุการณ์โรคระบาด AOT ซื้อ ขาย ในช่วง PER 40-45x และ EV/EBITDA 25x-30x ถือว่าสูง อย่างไรก็ดีราคาหุ้นปัจจุบันที่ระดับ +/-50 บาทต่อหุ้น
หากอิงกำไรปีที่ไม่โดนภาวะโรคระบาดและยังไม่ได้ผลบวกจาก Minimum Guarantee ใหม่ ราคาหุ้น ซื้อ ขาย บน PER 30x และ EV/EBITDA ที่ 19x อยู่ในระดับสมเหตุสมผลสำหรับการเข้าลงทุนในระยะยาวแล้ว แต่อาจต้องรอตลาดปรับลดประมาณการอีกระยะ หรืออาจจะ Trading ให้ราคาเหมาะสม 58 บ.
---------------------------------
บล.โนมูระ พัฒนสิน : กลุ่มการบิน ลดน้ำหนักการลงทุนเป็น `BEARISH`
26/03/2563
AVIATION (BEARISH) ลดน้ำหนักการลงทุนกลุ่มการบินเป็น BEARISH (เดิม NEUTRAL)
เราลดน้ำหนักการลงทุนกลุ่มการบินเป็น BEARISH (เดิม NEUTRAL) จากสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัส Covid-19 รุนแรงกว่าคาด ยอดผู้ติดเชื้อในยุโรป สหรัฐอเมริกา และไทย เพิ่มขึ้นในอัตราสูงต่อเนื่อง เราปรับสมมติฐานจุดเลวร้ายสุดของโรคระบาดเป็นเดือน มิ.ย.20 (เดิม มี.ค.20) คาดยอดนักท่องเที่ยวปี 2020F หดตัว -62% y-y (คาด 2Q20F หดตัว -100%) และปรับเพิ่มผลขาดทุน (สุทธิ) กลุ่มการบินปี 2020F เป็น -65,279 ลบ. (เดิม -7,470 ลบ.) โดย THAI (Under Review) มีความเสี่ยงมากที่สุดในกลุ่มฯ คาดมีผลขาดทุนกว่า -58,800 ลบ. และต้องปรับโครงสร้างเงินทุนภายใน 1H20F AAV (NEUTRAL, TP 0.96 บาท) และ BA (NEUTRAL, TP 3.25 บาท) คาดมีผลขาดทุนกว่า -4,442 ลบ. และ -3,039 ลบ. ตามลำดับ มีความเสี่ยงทางด้านการเงินในระดับปานกลาง ยังมีเงินสดเพียงพอในการชำระหนี้ในระยะ 1 ปี ขณะที่ AOT (NEUTRAL, 55.75 บาท) เป็นหุ้นที่มีผลประกอบการและฐานะทางการเงินแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มฯ คาดยังมีกำไรสุทธิ 1,003 ลบ. (-96% y-y) และมีเงินสดในมือกว่า 1 หมื่นลบ. ขณะที่มีเงินกู้ที่ต้องชำระใน 1 ปี เพียง 3,154 ลบ.
--------------------------------
บล.เคทีบี(ประเทศไทย) : AOT ประเมินราคาเป้าหมายระยะยาวที่ 62 บาท
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 มี.ค. 63 10:12 น.
9 สายการบิน ขอหยุดบินยาวทั้งในประเทศและต่างประเทศ นานสุดถึง ต.ค.
News Flash
9 สายการบิน ขอหยุดบินยาวทั้งในประเทศและต่างประเทศ นานสุดถึง ต.ค. นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (27 มี.ค.20) กพท. เห็นชอบให้สายการบินสัญชาติไทยจำนวน 9 สายการบิน แบ่งเป็น สายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full-service airlines) จำนวน 3 ราย และสายการบินราคาประหยัด (Low-cost airline) 6 ราย หยุดทำการบิน (รายละเอียดใน Fig.1) (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ)
Implication
กลุ่มสายการบินคาดกระทบ THAI, AAV, BA มากสุดตามลำดับ เราประเมินกลุ่มสายการบินจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จนทำให้ปัจจุบันทุกสายการบินหลักของประเทศแจ้งหยุดบินชั่วคราวตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มี.ค.และอาจหยุดบินต่อเนื่องยาวถึงเดือน ต.ค. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้หายไป ขณะที่ยังคงมีค่าใช้จ่ายคงที่ ทำให้หากสายการบินหยุดบินนานมากขึ้น จะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องและฐานะการเงินได้ โดยเราประเมินสายการบินที่จะกระทบหนักมากสุด ได้แก่ 1) THAI ณ สิ้นปี 2019 มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นราว 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานคงที่ต่อเดือน 6 พันล้านบาท (กระแสเงินสดเพียงพอ 3-4 เดือน), 2) AAV ณ สิ้นปี 2019 มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น 4 พันล้านบาท และจะมีเงินสดจากธุรกรรม sale and leaseback และขายเครื่องบินในปีนี้เพิ่มอีก 3.6 พันล้านบาท ขณะที่คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือนราว 1 พันล้านบาท (กระแสเงินสดเพียงพอ 7-8 เดือน) และ 3) BA ณ สิ้นปี 2019 มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น 9.3 พันล้านบาท ขณะที่คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือนราว 1 พันล้านบาท (กระแสเงินสดเพียงพอ 9-10 เดือน) ทั้งนี้ กลุ่มสายการบินเรายังคงแนะนำ หลีกเลี่ยง โดยสถานการณ์ยังเป็นลบมากขึ้น
มีแนวโน้มปรับลดกำไรสุทธิ AOT ลงอีก จากสถานการณ์ COVID-19 ที่เป็นลบมากขึ้น ส่งผลให้สายการบินต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการประกาศหยุดบิน ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้โดยสาร FY2020E (ต.ค.19-ก.ย.20) ของ AOT จะต่ำกว่าที่เราคาดปัจจุบันที่เราประเมินว่าจะลดลง -22% YoY และอาจลดลงเพิ่มขึ้นเป็น -35-40% ซึ่งทำให้เราจะมีการปรับลดกำไรสุทธิ FY2020E ลงจากเดิมที่ 1.4 หมื่นล้านบาท -44% YoY เหลือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท -60% YoY เรายังคงแนะนำ หลีกเลี่ยง โดยประเมินราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวลดลงไปที่ระดับ 40.00 บาท หากสถานการณ์ COVID-19 ไม่ดีขึ้น ขณะที่เราประเมินราคาเป้าหมาย AOT ระยะยาวที่ 62.00 บาท สำหรับสถานการณ์สภาพคล่องและฐานะการเงินได้ยังคงแข็งแกร่ง ปัจจุบัน AOT มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นสูงราว 7 หมื่นล้านบาท ขณะที่คาดว่าจะต้นทุนคงที่เดือนละ 2 พันล้านบาท
---------------------------------
บล.เคจีไอ : AOT แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 62.50 บาท
31/03/2563
ปรับลดประมาณการกำไรลงอีกรอบ
แนวโน้มธุรกิจ ปรับลดประมาณการกำไรปี FY63-64 และปรับลดราคาเป้าหมาย
lmpact
แนวโน้มผลประกอบการแย่ลงจากการที่ COVID-19 ระบาด
ในปัจจุบัน COVID-19 ได้ระบาดไปทั่วโลกแล้ว และเราคิดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับธุรกิจของ AOT ในปี FY63-64F โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธปท. คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะลดลงถึง 62% YoY เหลือ 15 ล้านคน ซึ่งเรามองว่าเป็นกรณีเลวร้ายที่สุดn ส่วนมุมมองของเราเห็นว่า สถานการณ์ดูแย่กว่าที่เราประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้น บริษัทจึงน่าจะถูกกระทบมากขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและชาวไทยที่ลดลง โดยคาดว่า i) จำนวนผู้โดยสารจะลดลงอย่างมาก (ผู้โดยสารระหว่างประเทศจะลดลง 42% และผู้โดยสารในประเทศจะลดลง 25% ในปี FY63F) ii) รายได้จะลดลงจากทั้งธุรกิจบริการ ค่าเช่า และสัมปทาน ซึ่งก่อนหน้านี้ บริษัทได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในสนามบินทั้งหกแห่งของบริษัท โดยเสนอ i) ให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมคงที่รายเดือน 20% ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 – 31 มกราคม 2564 และ ii) ให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมที่จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์โดยมีกำหนดส่วนแบ่งรายได้รายเดือน/รายปีขั้นต่ำระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 – 31 มีนาคม 2565 ดังนั้น เราจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี FY63F ลง 34.6% เหลือ 1.59 หมื่นล้านบาท (-36.5% YoY) และปี FY64F ลง 38.7% เหลือ 2.39 หมื่นล้านบาท (+50.2% YoY) นอกจากนี้ ถ้าสมมติให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 60% YoY จะทำให้กำไรสุทธิของ AOT ลดลงเหลือ 1.03 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์กำไรสุทธิของเราสำหรับ FY63F ประมาณ 34.8%
แนวโน้มระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง
สำหรับในระยะต่อไป AOT จะรับรู้กระแสรายได้ที่ต่อเนื่องจากส่วนแบ่งรายได้ขั้นต่ำที่ 2.3548 หมื่นล้านบาทต่อปีจาก King Power นาน 10.5 ปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2563 เพราะ King Power ได้สัมปทานเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ (ร้านค้าปลอดภาษี และพื้นที่ค้าปลีก) สามสัญญาที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินในต่างจังหวัด (ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่) ถึงแม้ว่าบริษัทจะเปลี่ยนเงื่อนไขการรับประกันรายได้ขั้นต่ำมาเป็นการจ่ายส่วนแบ่งตามรายได้ที่ได้ แต่ก็เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น เราจึงคาดว่า AOT จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก King Power ตั้งแต่ 2H65 เป็นต้นไป
สถานะทางการเงินยังแข็งแกร่ง แม้เผชิญกับภาวะวิกฤติในปัจจุบัน
เราคาดว่าสถานะทางการเงินสุทธิของบริษัทยังคงเป็นบวก โดย AOT มียอดหนี้รวมที่ต้องชำระในปีนี้แค่ 3.18 พันล้านบาท ในขณะที่มีเงินสด และการลงทุนระยะสั้นรวม 7.59 หมื่นล้านบาท และคาดว่า FCF ในปีนี้จะอยู่ที่ 2.44 หมื่นล้านบาท โดยสรุปแล้ว เราคิดว่าบริษัทมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต่ำจากผลกระทบของสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้น
Valuation & Action
เรายังคงคำแนะนำซื้อ และให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี FY63 ใหม่ที่ 62.50 บาท (ใช้ WACC ที่ 8% และ terminal growth ที่ 3%) จากเดิมที่ 80.00 บาท เรายังชอบ AOT เนื่องจากกระแสรายได้แข็งแกร่ง และมีส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดในด้านการเดินทางทางอากาศของไทย นอกจากนี้ เรายังเชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนผลกระทบด้านลบจากโรคระบาดไปมาก
Risks
การระบาดของ COVID-19 เศรษฐกิจถดถอย ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองไทย หรือ เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่