บล.ทรีนีตี้
27 พ.ย. 2561
Carlos Ghosn ประธานบริหาร Nissan ถูกจับ ข้อหากระทำความผิดร้ายแรง
ถือว่าเป็นข่าวที่สร้างความระส่ำระสายกับตลาดยานยนต์ทั่วโลกเลยทีเดียว ภายหลังจาก Carlos Ghosn ประธานใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi ถูกจับกุมจากการประพฤติมิชอบด้านการเงินร้ายแรง ทั้งการรายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง และการใช้ทรัพย์สินขององค์กรเพื่อประโยชน์ส่วนตน จนเป็นเหตุให้เกิดความผันผวนในราคาหุ้นของกลุ่มยานยนต์ทั่วโลกเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ประเด็นการจับกุมตัว Carlos Ghosn ในครั้งนี้ ทำให้ทั้งสามบริษัทมีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากการสูญเสียประธานคนสำคัญจะทำให้บริษัทดังกล่าวขาดความเชื่อมั่น และอาจทำให้การควบรวมกิจการของทั้ง 3 บริษัทที่ Ghosn วางไว้ไม่เกิดขึ้น หรือแย่กว่านั้นอาจทำให้ค่ายยานยนต์ทั้ง 3 ต้องแยกออกจากกันเพราะขาดผู้บริหารมากความสามารถ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำมาสู่การปรับพอร์ตและการลดความเสี่ยงของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ส่งผลกระทบมาถึง SAT และกระทบรุนแรงมากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้นผ่าน NVDR มากที่สุดในกลุ่มบริษัทยานยนต์ (17.19%)
กระทบเชิง Sentiment ระยะสั้นเท่านั้น แต่ภาพยาวยังคงมองบวก
ในขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มที่โดนผลกระทบโดยตรงในครั้งนี้อย่าง Renault-Nissan-Mitsubishi ได้มีการฟื้นตัวกลับมาจนเกือบที่จะอยู่ในระดับเดิมแล้ว แต่ SAT ยังคงไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดิมได้ (figure 1-4) ทำให้เรามองว่าราคาหุ้นจุดนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยลบที่เข้ากระทบในราคาหุ้นมันเป็นเพียงผลจากบรรยากาศการลงทุนในเชิงลบระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่ภาพรวมของบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทั้งภายใน (การรับรู้รายได้จากออเดอร์ใหม่ในปีหน้า) และภายนอก (ภาพรวมอุตสาหกรรมที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง)
นอกจากนี้เรายังมองว่าบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบต่อรายได้จากประเด็นดังกล่าว ถึงแม้ว่ารายได้ของบริษัทจะมาจากจาก Mitsubishi และ Nissan คิดเป็น 35% และ 3% ของรายได้รวม ซึ่งอาจมองว่าอยู่ในระดับสูง แต่ทางผู้บริหารของ SAT ออกมายืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบกับการดำเนินงานผลิตชิ้นส่วนให้กับ 2 ค่ายรถนี้แต่อย่างใด และคาดว่าจะยังคงมียอดการผลิตตามเดิมตามอายุสัญญาของชิ้นงานนั้นๆ
-------------------------------------------------------------------
24 ธันวาคม 2561 | 09:26
บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ประเด็นการจับกุมตัว Carlos Ghosn ในครั้งนี้ ทำให้ทั้ง 3 บริษัทมีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากการสูญเสียประธานคนสำคัญจะทำให้บริษัทดังกล่าวขาดความเชื่อมั่น และอาจทำให้การควบรวมกิจการของทั้ง 3 บริษัทที่ Ghosn วางไว้ไม่เกิดขึ้น หรือแย่กว่านั้นอาจทำให้ค่ายยานยนต์ทั้ง 3 ต้องแยกออกจากกันเพราะขาดผู้บริหารมากความสามารถ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำมาสู่การปรับพอร์ตและการลดความเสี่ยงของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ส่งผลกระทบมาถึง SAT และกระทบรุนแรงมากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้นผ่าน NVDR มากที่สุดในกลุ่มบริษัทยานยนต์ ราว 17.19%
อย่างไรก็ดี ในขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มที่โดนผลกระทบโดยตรงในครั้งนี้อย่าง Renault-Nissan-Mitsubishi ได้ฟื้นตัวกลับมาจนเกือบที่จะอยู่ในระดับเดิมแล้ว แต่ SAT ยังคงไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดิมได้ ทำให้เรามองว่าราคาหุ้นจุดนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยลบที่เข้ากระทบในราคาหุ้นมันเป็นเพียงผลจากบรรยากาศการลงทุนในเชิงลบระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่ภาพรวมของบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทั้งภายใน คือ การรับรู้รายได้จากออเดอร์ใหม่ในปีหน้า และภายนอก คือภาพรวมอุตสาหกรรมที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
แม้ว่ารายได้ของ SAT จะมาจากจาก Mitsubishi และ Nissan คิดเป็น 35% และ 3% ของรายได้รวม แต่ผู้บริหารของ SAT ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบกับการดำเนินงานผลิตชิ้นส่วนให้กับ 2 ค่ายรถนี้แต่อย่างใด และคาดว่าจะยังคงมียอดการผลิตตามเดิมตามอายุสัญญาของชิ้นงานนั้นๆ