|
โพสต์เมื่อ: วันจันทร์ 20 ตุลาคม 2557 20:48 น.
บทวิเคราะห์ หุ้น TKS ปี 2557 ไตรมาส 2
งบกำไรขาดทุน
1. ยอดขาย ถึง ไตรมาสที่ 2
รายได้จากการขาย ขายได้ 813.60 ล้าน
ถ้าคิดทั้งปี ก็ประมาณ 1627.2 ล้าน เปรียบเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ 2567.20 ล้าน
ยอดขายเป็น 0.63 เท่า ของสินทรัพย์ (โดยทั่วไปถ้ายอดขายต่อปี มากกว่า 1 เท่าของสินทรัพย์ของบริษัท ถือว่าค่อนข้างใช้ได้)
2. รายได้อื่นๆ 46.54 ล้าน เท่ากับประมาณ 5.27 % ของยอดขายรวม
3. รายได้ทั้งหมด 883.10 ล้าน หัก ต้นทุนขาย 573.09 ล้าน เท่ากับกำไรขั้นต้นประมาณ 310.01 ล้าน
หรือมี margin ส่วนต่างกำไรประมาณ 35.1 % (ถ้าได้มากกว่า 20 % ขึ้นไปถือว่าค่อนข้างใช้ได้-ดี )
4. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 112.32 ล้าน เทียบกับยอดขาย 813.60 ล้าน ประมาณ 13.81 %
เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรขั้นต้น 310.01 ล้าน ประมาณ 36.23 % (ถ้าเท่ากับประมาณ 18% ถือว่าอยู่เกณฑ์ปกติ ควรต่ำกว่า 18% จะอยู่ในเกณฑ์ดี)
5. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร 84.05 ล้าน เทียบกับยอดขาย 813.60 ล้าน ประมาณ 10.33 %
เทียบกับกำไรขั้นต้น 310.01 ล้าน ประมาณ 27.11 %
6. กำไร (ขาดทุน) ก่อนต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ 197.69 ล้าน
เป็นต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) 13.07 ล้าน คิดเป็น 6.61 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
เสียภาษีเงินได้ 0.00 ล้าน คิดเป็น 0 % ของกำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน
7. กำไรสุทธิถึง ไตรมาสที่ 2 เท่ากับ 184.62 ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 1633.26 ล้าน คิดเป็น 11.3 % ถ้าคิดทั้งปีก็ประมาณ 22.6 %
8. กำไรต่อหุ้น 0.56 บาท ต่อ 2 ไตรมาส
ถ้าคิดทั้งปีจะมีกำไรต่อหุ้น 1.12
เมื่อดูราคาขณะนี้ ราคา 10.10 ต่อหุ้น
ถ้ารายได้สม่ำเสมอตามนี้ จำนวนปีที่จะคืนทุนคือ 9.02 ปี
*** ในกรณีที่หุ้นมีการ เพิ่มทุน ลดทุน แตกพาร์ ลดพาร์ รวมพาร์ จะทำให้การค่า P/E คลาดเคลื่อนได้
*** ค่า P/E เหมาะสำหรับใช้คำนวนในบริษัทที่มีกำไรสม่ำเสมอเท่านั้น
|
งบดุล
1. เงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น มีจำนวน 131.39 ล้าน
เฉพาะเงินสดมี 81.33 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทว่ามีเงินสดมากเท่าใด
2. ลูกหนี้การค้ามีจำนวน 299.80 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขาย 813.60 ล้าน ต่อ 2 ไตรมาส
หรือเป็นยอดขาย 135.6 ล้าน ต่อเดือน จะเห็นได้ว่า บริษัทให้เครดิตลูกค้าประมาณ 66 วัน
3. สินค้าคงคลัง หรือสต็อกวัตถุดิบมีจำนวน 167.87 ล้าน
ในขณะที่ช่วงถึง ไตรมาสที่ 2 บริษัท ขายสินค้าไปตามราคาทุน 573.09 ล้าน
หรือประมาณเดือนละ 95.52 ล้าน เท่ากับว่า บริษัทมีสต็อก วัตถุดิบและสินค้า ที่จะเตรียมส่งขาย
ประมาณ 52 วัน
4. บริษัทมีสินทรัพย์ เป็น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์(โรงงาน) 703.02 ล้าน เปรียบเทียบกับยอดขายต่อปี 1627.2 ล้าน
** เปรียบเทียบเพื่อดูว่า ถ้าหากบริษัทต้องการขยายกิจการเพื่อเพิ่มยอดขาย ต้องใช้เงินมากเพียงใด มีเหตุจำเป็นทำให้ต้องเรียกเพิ่มทุนหรือไม่
5. สภาพคล่อง โดยคิด อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (คิดลูกหนี้การค้าแค่ 85% เผื่อในกรณีหนี้เสียที่ตามเก็บไม่ได้)
มีค่าเท่ากับ 1.63 เท่า (โดยทั่วไปแล้ว ถ้ามีอัตราส่วนนี้อยู่ระหว่าง 1.5-2.5 เท่า ก็จะดี)
6. หาค่าหุ้น ก้นบุหรี่ หรือหุ้นแบกับดิน โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(554.09)-(933.95) = (-379.86)
ถ้าค่าเป็นบวก นั่นคือ เฉพาะ สินทรัพย์หมุนเวียน เพียงอย่างเดียวก็สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก
เมื่อนำ -379.86 หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ คือ -379.86 ล้าน ÷ 327 ล้าน = -1.16 บาทต่อหุ้น
กล่าวคือ ถ้านักลงทุน ลงทุนกิจการนี้ที่ -1.16 บาทต่อหุ้น โอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุนกับหุ้นตัวนี้นั้นต่ำมาก แทบจะไม่มีข้อเสีย เหมือนได้หุ้นฟรี
*** ถ้าผลลัพท์เป็น + จึงจะถึอว่าเป็นหุ้นก้นบุหรี ถ้าผลลัพท์เป็น - แสดงว่าไม่ใช่หุ้นก้นบุหรี่
7. คิด มาร์จินออฟเซฟตี้ แบบ เบนจามินเกรแฮม
โดยการเอา สินทรัพย์หมุนเวียน(สินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วสุด) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด นั่นคือ
(554.09)-(933.95) = (-379.86)
เหลือเท่าไหร่ หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด คือ -379.86 ล้าน ÷ 327 ล้าน = -1.16 บาทต่อหุ้น
เสร็จแล้ว เอา 2/3 คูณ จะได้สูตรมาร์จินออฟเซฟตี้ของเบนจามินเท่ากับ -0.77 ถ้าราคาตลาดต่ำกว่า -0.77 ถือว่า เป็นหุ้น โครตถูก (ราคาตลาดตอนนี้ 10.10 )
*** ถ้าผลลัพท์เป็นบวกแสดงว่ามีเงินสดเหลืออยู่มากเกินกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อถือว่าราคาหุ้นมีความปลอดภัยสูง ผลลัพท์ที่ได้ต้องเป็นบวกเท่านั้น ถ้าเป็นลบแสดงว่าไม่ใช่
|
หนี้สินของบริษัท
1. เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน มีจำนวน 19.69 ล้าน
เทียบกับยอดขาย 1627.2 ล้าน ต่อปี
2. เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบให้บริษัทมีจำนวน 249.66 ล้าน
3. หนี้สินหมุนเวียนอื่นๆ 0.00 เทียบกับหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด 339.61
4. หนี้สินระยะยาว 524.26 ล้าน แสดงถึงการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินว่ามากน้อยขนาดไหน
** บ่งบอกถึงโครงสร้างทางการเงินของบริษัทว่าอ่อนแอหรือไม่
5. โครงสร้างทางการเงินของบริษัท
มีหนี้ทั้งหมด 933.95
แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมกัน 1633.26
หรือมีหนี้ทั้งหมด 36.38 % ของสินทรัพย์ทั้งหมด
(ซึ่งบริษัทโดยทั่วไปมักมีหนี้มากกว่า 50% ของสินทรัพย์)
บริษัทมีทุนจดทะเบียน 327.46 ล้าน เมื่อรวมกำไรสะสม จำนวน 781.91 ล้าน
ทำให้มีจำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดประมาณ 1633.26 ล้าน
ข้อที่น่าสังเกตุก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น มาจากกำไรแต่ละปีหลังหักเงินปันผลแล้ว ทบเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ หากบริษัทใดมีกำไรสะสมเยอะๆนั้น ถือเป็นกิจการที่ล้มยาก |
|