10 มีนาคม 2563 | 09:27
BJC เด้งสวนตลาด หลังพ้นบ่วง"เทสโก้ฯ"
BJC บวกเกือบ 2% สวนทางดัชนีที่ร่วงเกือบ 8% พบปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 300% เมื่อเทียบกับ 5 วันก่อนหน้า คาดคลายกังวลหลังไม่ต้องรับภาระซื้อกิจการ"เทสโก้ โลตัส" ด้านโบรกฯประเมินปีนี้กำไรลดลง รับผลกระทบโควิด – 19 นักวิเคราะห์หั่นเป้าราคาเหมาะสมปีนี้ลง แต่ก็ยังแนะนำ “ซื้อ” เพราะ P/E ไม่สูง และคาด BJC จะได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
วานนี้ หุ้น บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือ BJC เป็นหุ้นเพียงไม่กี่ตัวที่บวกสวนดัชนีตลาดที่ร่วงแรงจนนักลงทุนนั่งไม่ติด แม้ระหว่างวัน BJC จะลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 36.50 บาท แต่ท้ายสุดก็สามารถกลับมาปิดที่ระดับ 39.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.95% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายก็เพิ่มขึ้นจนผิดปกติ +315.35% เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขาย 5 วันทำการก่อนหน้า คาดนักลงทุนคลายกังวล หลังไม่ต้องรับภาระเป็นผู้ซื้อกิจการ"เทสโก้ โลตัส" แต่นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ BJC แกร่งกว่าตลาดได้ขนาดนี้
*** ปีนี้เสียภาษีจ่าย และภาษีที่ดิน ต่ำกว่าคาด
บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า หลังจากเข้าประชุมนักวิเคราะห์พบว่า BJC มีประเด็นที่ดีกว่าคาด คือ
1) อัตราภาษีจ่าย บริษัทประเมินจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 10%-15% ในช่วงปี 2563-65 จากประโยชน์การปรับโครงสร้างภายใน และ
2) ภาษีที่ดิน ซึ่งบริษัทรับรู้ในค่าใช้จ่ายการขายบริหาร ในปี 2563 (เนื่องจาก ปี 2562 ได้ประโยชน์การกลับรายการ เพราะเปลี่ยนวิธีบันทึกจากเดิมต้องตั้งสำรองปีถัดไป เช่น ภาษีปี 2563 จะตั้งสำรองตั้งแต่ปี 2563 จะตั้งสำรองตั้งแต่ปี 2562 เป็นการรับรู้ปีเดียวกัน) ราว 490 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ 700 ล้านบาท
ด้าน บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าจะมีผลกระทบจาก TFRS16 และภาษีอสังหาฯ เพียงภาษีที่เพิ่มขึ้น 25 ล้านบาท หลังจากที่ปีก่อนได้เริ่มมีการตั้งสำรองในส่วนนี้ไว้แล้วประมาณ 400 ล้านบาท ต่ำกว่าในช่วงก่อนหน้าที่ 750 ล้านบาท
*** เศรษฐกิจชะลอตัวและโควิด –19 กระทบธุรกิจค้าปลีก แต่ได้ธุรกิจอื่นพยุง
บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า ธุรกิจหลักค้าปลีกปีนี้ (70%ของยอดขาย) กระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว + การระบาดโควิด-19 ทําให้ปี 2563 จะยังเห็นการขยายสาขาในระดับใกล้เคียงปี 2562 โดยจะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตรวม 4 แห่ง ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (13% ของยอดขาย) บริษัทฯ ยังประเมินแนวโน้มดีขึ้น โดยในธุรกิจกระป๋อง ที่เริ่มได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าใหม่ (โดยหลังจาก Sabeco, THBEV ถือหุ้น 53.59%) + การผลิตกระป๋องขนาดใหม่ๆ ที่จะเริ่มเพิ่มขึ้น และจะได้ประโยชน์การประหยัดต่อขนาดกลับมามากขึ้น และธุรกิจแก้วที่กลับมาฟื้นตัว หลังโรงงานผลิตในมาเลเซียกลับมาเปิดดำเนินงานตามปกติเช่นเดียวกับ ธุรกิจอุปโภคบริโภค (12% ของยอดขาย) ที่น่าจะยังธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ยังตอบโจทย์ผู้บริโภค ชดเชยผลกระทบเศรษฐกิจ
โดย บล.ทิสโก้ เผยว่า ธุรกิจกระป๋องของ BJC นั้นทำยอดขายของกระป๋องในเวียดนามให้ Sabeco เพิ่มขึ้น 300 ล้านกระป๋องในปีนี้ ในขณะที่ยอดขายในไทยเพิ่มขึ้นจากกาแฟพร้อมดื่ม, น้ำผลไม้ และน้ำอัดลม และด้วยการผลิตกระป๋องในขนาดใหม่จะทำให้โรงงานผลิตได้ความประหยัดต่อขนาดเพิ่มขึ้น ในขณะที่ขวดแก้วจะเพิ่มขึ้นจากเครื่องดื่มชูกำลังที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค และได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จำกัด
*** ยอดขาย Big C ติดลบ แต่อัตรากำไรเพิ่ม
บล.ทิสโก้ ระบุว่า ผู้บริหาร BJC คาดว่า อัตรากำไรจะเพิ่มขึ้นจาก
1) ยอดขายของ Big C ที่เพิ่มขึ้น (14% ในช่วง 4Q19)
2) การทำการตลาดที่เพิ่มขึ้น
3) การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ
4) แผนการประหยัดต้นทุน ปีนี้มีแผนการขยาย mini Big C เพิ่มขึ้น 300 สาขา, Hypermarket 3 สาขา Market 1 สาขาและ Food Place 1 แม้ว่าอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในช่วงไตรมาส 1/63 จะคงที่ แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นครึ่งหลังของปีนี้จากการเปิดสาขาใหม่ๆ
*** นักวิเคราะห์หั่นกำไรและราคาเป้าหมาย แต่ยังเชียร์ “ซื้อ”
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ยังคงคำแนะนำเป็น ซื้อ ด้วยราคาพื้นฐานใหม่ปรับลงเป็น 50 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF สำหรับคาดการณ์อัตราการเติบโตกำไรหลักปีนี้และปี 64 เป็น +6%/+12% y-o-y เราเห็นว่าราคาหุ้นบริษัทน่าสนใจในประเด็นยัง Laggard เทียบกับกลุ่มคือมี P/E ที่อยู่ในเกณฑ์ไม่สูงปี 63 เป็นเพียง 18.6 เท่า
เช่นเดียวกับ บล.หยวนต้า ที่มองว่า BJC จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว บวกกับโรคระบาดโควิค-19 ส่งผลกระทบต่อภาวะยอดขายที่ลดลงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 และ 2564 ลง 5% และ 13% เป็น 7.5 พันล้านบาท และ 8 พันล้านบาท ราคาเหมาะสมปี 2563 เป็น 50 บาท จาก 65 บาท (วิธี DCF) จากระดับราคาที่ปรับลดโดยปัจจุบันซื้อขายระดับ PE เพียง 19.7เท่า น้อยกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยซื้อขายในระดับ 27-30 เท่า
ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง นั้นได้ปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ของ BJC ลงตามยอดขายของบิ๊กซีที่ชะลอตัว แต่คาดว่ากำไรยังคงเติบโตได้ เนื่องจากอัตรากำไรเพิ่มขึ้นในธุรกิจบรรจุภัณฑ์และบิ๊กซี เป็นผลจากการประหยัดต้นทุนการขนส่ง และการประหยัดจากขนาดสำหรับการผลิตกระป๋องในปริมาณมากขึ้นตามคำสั่งซื้อของลูกค้าใหม่และการผลิตกระป๋องขนาดใหม่ ขณะที่มาตรฐานบัญชี TFRS 16 มีผลกระทบจำกัด จึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย (DCF) ปรับลดลงจาก 64 บาท เป็น 53 บาท
ด้าน บล.ทิสโก้ แนะนำให้ “ซื้อ” เช่นกันโดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 56 บาท ส่วนบล.เอเชีย พลัส นั้นมองว่า ในระยะสั้นจากความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่เริ่มออกมา เชื่อว่าจะเป็น Sentiment บวกต่อ BJC จึงสามารถเก็งกำไรได้ จากราคาหุ้นที่ยังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของฝ่ายวิจัยที่ 40 บาท
แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนในช่วงนี้จะไม่สดใส แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า ท่ามกลางวิกฤติยังมีโอกาสซ่อนอยู่หากเรามองเห็นและเชื่อมั่น “การลงทุน” ก็เช่นกัน แต่การจะตัดสินใจ “ซื้อ” หรือ “ขาย” นั้น ต้องไม่มาจากอารมณ์เพียงชั่ววูบ หรือ มาจากคำเขาบอก แต่ต้องมาจากเรียนรู้และเข้าใจพื้นฐานของบริษัทที่กำลังจะลงทุนอย่างถ่องแท้ และเหนือสิ่งอื่นใดต้องเลือก “ลงทุน” ให้ถูกจังหวะ
---------------------
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : BJC แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 54 บาท
10/03/2563
หุ้นเด่นวันนี้: BJC
แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 54 บาท
ความชัดเจนของดีล Tesco ที่กลุ่มซีพีซื้อไป จะปลดล็อกราคาหุ้น BJC ให้กลับสู่พื้นฐานที่ควรจะเป็น และเชื่อว่าการแข่งขันจะไม่แรงขึ้น แม้ BJC จะถูกกระทบจาก COVID-19 แต่ 2Q20 จะดีขึ้นเพราะเป็นฤดูกาลที่ดีของบริษัท
ธุรกิจกระป๋องจะกลับมาฟื้นหลังได้คำสั่งซื้อเพิ่มจากลูกค้าและบางไซส์ได้ economy of scale นอกจากนี้ อัตราภาษีจ่ายจะต่ำเพียง 10% ไปอีก 3 ปีเพราะมี loss carry forward ส่วน TFRS16 กระทบกำไรเพียง 0.3%
คาดกำไรปีนี้ 3% Y-Y แต่ PE 22 เท่าเท่ากับนักลงทุนได้ BigC ฟรี