ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » หุ้น WHA
เข้าชม : 322

ยอดขายนิคมฯ เร่งตัวขึ้นใน 2H62 คลังสินค้าและโรงงานสำเร็จรูปแนวโน้มดีขึ้น

โพสต์เมื่อ: วันอังคาร 27 สิงหาคม 2562  12:14 น.
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : WHA แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 5.46 บาท

27/08/2562

ได้ประโยชน์สงครามการค้า ปรับราคาพื้นฐานขึ้น

 

2H62 มีการเร่งตัวยอดขายนิคมฯ เจรจาอยู่ 1,000 ไร่ และปรับราคาขายขึ้นไปอีก
  ธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานสำเร็จรูปฟื้นตัวดี และธุรกิจของ WHAUP เติบโตสดใส ธุรกิจน้ำ ไฟฟ้า และดิจิตัล
  มีการลดประมาณการปีนี้ลงบ้าง จากเลื่อนขายสินทรัพย์ HREIT ไป 1Q63 แต่การเติบโตกำไรยังแข็งแกร่ง
  ซื้อ ปรับราคาพื้นฐานใหม่ขึ้น ด้วยการถอดส่วนลด NAV ออก เพราะเป็นธุรกิจได้ประโยชน์สงครามการค้ามีการย้ายฐานการผลิตมาไทยสูงโดยเฉพาะลูกค้าจีน และคาดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนไม่นานจากนี้

  คาดยอดขายนิคมฯเร่งตัวขึ้นใน 2H62 หลังจาก 1H62 มียอดขายเพียง 259 ไร่ แต่ขณะนี้มีลูกค้าที่สนใจเข้ามาเจรจาซื้อนิคมฯจากบริษัทมากอยู่ถึง 1,000 ไร่ ซึ่งเข้าใกล้เป้ายอดขายนิคมฯปีนี้ในไทยที่ 1,400 ไร่ ส่วนที่เวียดนามปัจจุบันขายได้ 83 ไร่ จากเป้าขายปีนี้ที่ 200 ไร่ จึงทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่จะบรรลุเป้าการขายปีนี้มากขึ้น ขณะที่สมมุติฐานเราให้ปีนี้มียอดขายที่ 1,000 ไร่ นอกจากนี้บริษัทจะได้ประโยชน์จากการปรับราคาขายนิคมฯขึ้นอีกในช่วงต้นปีที่ 8-10% ปัจจุบันลูกค้าจีนถือว่ามีศักยภาพมากที่สุด หลังเกิดเหตุสงครามการค้า มีการเข้ามาเยี่ยมชมกิจการกว่า 10 บริษัทต่อสัปดาห์

  ครึ่งหลังปีนี้มีกำหนดการโอนนิคมฯยังมาก หลังจาก 1H62 รายได้จากนิคมฯเพิ่ม 32% y-o-y เป็น 1.6 พันล้านบาทเราคาดว่ารายได้นิคมฯตลอดปี 62 ยังเพิ่มได้ถึง 65% y-o-y เป็น 3.5 พันล้านบาท สอดคล้องกับที่บริษัทให้ข้อมูลว่ายอดขายรอโอน (Backlog) ปัจจุบันเป็น 1,100 ไร่ จะสามารถโอนในงวด 2H62 ได้อีกราว 600-700 ไร่ ซึ่งประเมินแล้วก็ถือว่าสอดคล้องกับประมาณการ

  ธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานสำเร็จรูปฟื้นตัวดี บริษัทเน้นอุตสาหกรรมยานยนต์และ E-Commerce ที่มีแนวโน้มดีปัจจุบันมีลูกค้าขนาดใหญ่ที่ให้ความสนใจมาเช่าเป็นจำนวนมาก และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น Mazda, JD Central,Top Market และ CRG เป็นต้น โดยเฉพาะคลังสินค้า BTS (Built-to-Suit) ที่สนองความต้องการได้เป็นอย่างดี เช่นคลังสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิได้ ปัจจุบันมีผู้เช่า 200 ราย มีพื้นที่เป็นของบริษัทเองและบริหารอยู่ 2.3 ล้านตรม. และปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 2.5 ล้านตรม.มีลูกค้าให้ความสนใจเช่าพื้นที่คลังสินค้า/โรงงานเป็นจำนวนมาก 1H62 มีผู้ตัดสินใจเช่าแล้ว 51,412 ตรม. แบ่งเป็นคลังสินค้า BTS 29,201 ตรม. ลูกค้า E-Commerce และโรงงาน-คลังสินค้าสำเร็จรูป 22,211 ตรม.เป็นลูกค้ากลุ่มยานยนต์ อีกทั้งยังจะมีการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่อีก 2-3 รายที่เช่าพื้นที่อีก 100,000 ตรม. โดยปีนี้จะสร้างเพิ่ม 200,000ตรม.

  ธุรกิจของ WHAUP เติบโตสดใส ธุรกิจน้ำ ไฟฟ้า และดิจิตัล ปีนี้ธุรกิจน้ำจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 120 ล้านลบม.ต่อปี จากปี 61 ที่ 105 ล้านลบม. โดยเฉพาะธุรกิจไฟฟ้าในนิคมฯ ที่ COD แล้วจะมีความต้องการใช้น้ำมาก นอกจากนี้ได้มีการเข้าไปถือหุ้น 34% โครงการน้ำขนาดใหญ่ที่เวียดนามคือ “Duong River”รองรับการให้บริการที่ฮานอย ใช้เงินลงทุนราว 2.8 พันล้านบาท แต่จะได้กำลังการผลิตถึง 110 ล้านลบม.ต่อปี ส่วนธุรกิจไฟฟ้าปีนี้จะมี Equity MW เพิ่มอีก 49 MWรวมเป็นยอดสะสม 570 MW รวมทั้งมี Solar Rooftop 19.7 MW และโรงไฟฟ้าขยะ 2.9 MW อีกด้วย

  มีการลดประมาณการปีนี้ลงบ้าง ในอัตรา 4% จากเดิม เนื่องจากเลื่อนขายสินทรัพย์ HREIT ไป 1Q63 บริษัทปรับเปลี่ยนโยบายการขายสินทรัพย์เข้า HREIT ราว 1 พันล้านบาทเป็น 1Q ทุกปี ส่วนขายสินทรัพย์เข้า WHART ยังคงเป็น 4Q ทุกปี ซึ่งปีนี้ยังมีมูลค่าการขาย 4.88 พันล้านบาท เพื่อทำให้กำไรรายไตรมาสไม่แกว่งเกินไป แต่หลังปรับการเติบโตกำไรหลักยังแข็งแกร่งปีนี้และปี 63 เป็น +13%/+12% ตามลำดับ

  คงคำแนะนำซื้อ ปรับราคาพื้นฐานใหม่ขึ้นไปอีก ด้วยการถอดส่วนลดมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ออกเป็น 5.46 บาทจากเดิมใช้ส่วนลด 10% เป็น 4.92 บาท ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 12.3% เพราะเป็นธุรกิจได้ประโยชน์สงครามการค้า ซึ่งปัจจุบันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการย้ายฐานการผลิตมาไทยสูงโดยเฉพาะลูกค้าจีน ยอดขายจำนวนไร่ตั้งแต่ปีที่แล้วถึงกลางปีนี้เพิ่มก้าวกระโดดมาถึง 43% อีกทั้งคาดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนออกมาไม่นานจากนี้ จะทำให้บริษัทได้รับประโยชน์เต็มที่จากการมีพื้นที่นิคมฯในเขต EEC และอื่นๆ ราว 10,000 ไร่ ทีเดียว และจะมีการขยายพื้นที่นิคมฯใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง มีการจับตลาดนิคมฯที่ไทย ซึ่งเน้น ไฮเท็ค คนงานมีทักษะสูง และจับตลาดนิคมฯที่เวียดนามเน้นแรงงานที่มีต้นทุนต่ำ ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต จึงไม่พลาดโอกาสทางธุรกิจแต่อย่างใด


นักวิเคราะห์&กลยุทธ์ : สมบัติ เอกวรรณพัฒนา : sombata@th.dbs.com


s
RE : ยอดขายนิคมฯ เร่งตัวขึ้นใน 2H62 คลังสินค้าและโรงงานสำเร็จรูปแนวโน้มดีขึ้น [ ความเห็นที่ 1]
โพสต์เมื่อ: วันอังคาร 27 สิงหาคม 2562  12:16 น.
จับตา WHA ดันกำไรปี 62-63 นิวไฮ รับลูกค้าจีนทะลักนิคมฯ
   

 "บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) "  ขายที่ดิน 56 ไร่-ปล่อยเช่าโรงงานฯ 4,700 ตร.ม. ให้กลุ่มทุนจีน GESAC พร้อมย้ำเป้ารายได้ปีนี้โต 70% อวด Backlog อีก  1 พันไร่-ขายที่ดินเพิ่ม "จรีพร จารุสกุล" ย้ำยังกอดหุ้นแน่น ฟากโบรกฯ คาดกำไรปีนี้ - ปีหน้าจะนิวไฮเฉียด 4 พันลบ. พร้อมลุ้น Alibaba  ซื้อคลังสินค้าอีก 3 พันลบ.  ให้ราคาเป้าหมาย 5- 5.60 บ./หุ้น 
    
*** ขายที่ดิน 56 ไร่-ปล่อยเช่าโรงงานฯ 4,700 ตร.ม. ให้กับ GESAC      
    นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยในงาน "พิธีลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินและเช่าโรงงานสำเร็จรูป" ว่า บริษัทได้ลงนามสัญญา 2 ฉบับร่วมกับ บริษัท โกลเดน อีเกร็ต ซีเมนต์ คาร์ไบด์(ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือบริษัท เซียะเหมิน โกลเดน อีเกร็ต สเปเชียล อัลลอย จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในประเทศจีน โดยสัญญาประกอบด้วย สัญญาซื้อขายที่ดิน 56 ไร่ และ สัญญาเช่าโรงงานสำเร็จรูป พื้นที่ 4,700 ตารางเมตร เป็นเวลา 3 ปี ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 ซึ่ง GESAC จะใช้โรงงานสำเร็จรูปดังกล่าวเพื่อเริ่มกระบวนการผลิตในระหว่างการก่อสร้างโรงงาน     

    โดยGESAC วางแผนใช้เงินลงทุน 2.5 พันล้านบาท สำหรับการดำเนินงานในประเทศไทยระยะเวลา 3-4 ปีข้างหน้า โดยการเช่าโรงงานสำเร็จรูป (RBF) จะช่วยให้ GESAC สามารถเริ่มดำเนินการผลิตได้ทันที ในระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ในนิคมของบริษัท ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีเทิร์นซีบอร์ด 1 ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรีและระยอง ครอบคลุมพื้นที่ขนาด 8,003 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรมเป้าหมายในโครงการ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ซึ่งเหมาะต่อการดำเนินการ หรือ รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น กลุ่มยานยนต์ โลหะภัณฑ์ พลาสติก และ โพลีเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ และ สินค้าอุปโภค อุปกรณ์ก่อสร้าง โลจิสติกส์

*** มั่นใจรายได้ปีนี้โต 70% ตามเป้า - อวดที่ดินรอโอนอีก 1,100 ไร่  
    บริษัทมั่นใจรายได้ปีนี้โตตามเป้าหมายที่ 70% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 11,622.20 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีนี้มีรายได้แล้ว 6,877.10 ล้านบาท เกิดจากการขายที่ดินในอุตสาหกรรม ปีนี้ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 1,600 ไร่ แบ่งเป็นในไทย 1,400 ไร่ และ ในเวียดนาม 200 ไร่ ครึ่งปีที่แรกขายที่ดินได้แล้ว 300 ไร่ และ ช่วงที่เหลือของปีนี้อยู่ระหว่างเจรจาเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะในไตรมาส 4 มีดีล ประมาณ 1,000 ไร่ ผู้ซื้ออยู่ระหว่างทำการขออนุญาตจากทางรัฐบาลของประเทศตนเอง ในขณะที่ของไทยต้องรอการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในขณะที่เวียดนามปีนี้ตั้งเป้าไว้ 200 ไร่ ครึ่งปีแรก มีการเซ็นสัญญาแล้ว 83 ไร่ และ เชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
    "ยอดขายที่ดินเราไม่ได้เป็นห่วง ทุกอย่างยังเดินไปตามแผน ที่สำคัญตอนนี้คนจีนเข้ามาลงทุนในนิคมมากขึ้น โดยสัดส่วนนักลงทุนจีนสูงถึง 30% ไต้หวัน 13% ในขณะที่ญี่ปุ่นและไทยก็มีอยู่เช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ และ ยานยนต์" นางสาวจรีพร กล่าว 
    โดยปัจจุบันมีที่ดินรอโอน (backlog) ในปีนี้อีก 1,100 ไร่ คาดจะรับรู้ในปีนี้ 50-60% หรือ 600-700 ไร่ ปัจจุบันบริษัทยังมองหาซื้อที่ดินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเพื่อเติมที่ดินในมือรองรับการขยายตัวของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันมีธุรกิจดังกล่าวสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 30%
    
*** เลื่อนเปิดนิคมฯ IRPC เป็นปี 64 เหตุทำ EIA เพิ่ม
    สำหรับความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งบริษัทได้มีการร่วมทุนโดยบริษัทถือหุ้นสัดส่วน 60% ร่วมกับ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP ที่ถือหุ้นอีก 40% คาดว่าจะสามารถเปิดขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ช้ากว่าแผนเดิมที่วางไว้ในปี 63 เลื่อนไปเป็นปี 64 เนื่องจากจะต้องดำเนินการกระบวนการในการทำยื่นขอประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) เพิ่ม เพราะได้มีการขอพัฒนาที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มจากจำนวนประมาณ 1,800 ไร่ เป็น 2,200 ไร่
    
*** กลุ่มโลจิสติกส์ - ไฟฟ้ายังสดใส 
 
   กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยในครึ่งปีหลังมีสัญญาที่อยู่ระหว่างรอทยอยเซ็นสัญญาให้เช่าพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร จากในช่วงครึ่งแรกปีที่มีการเช่าพื้นที่ไปแล้ว 51,000 ตารางเมตร จากเป้าหมายทั้งปีนี้ที่จะขยายพื้นที่เช่าคลังสินค้าเพิ่ม 250,000 ตารางเมตร

    กลุ่มธุรกิจการขายไฟฟ้า ล่าสุด บริษัทได้มีความคืบหน้าล่าสุดในโครงการ Waste-to-energy หรือ การผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม โดยจะสามารถจ่ายไฟเชิงพาณิชย์(COD) ได้ในวันที่ 1 พ.ย. นี้ จากแผนเดิม 1 ม.ค. 63 ซึ่งมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 9 MW และ จะใช้เอง 7.5 MW และ ขายไฟ 2 MW โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท
    โดยปีนี้บริษัทวางงบลงทุนรวมไว้ที่ 10,000 ล้านบาท ใช้ไปแล้ว 5,000 ล้านบาท

*** ปัดโยนบิ๊กล็อต 6.6 ล้านหุ้น ย้ำยังถือ 45-46%    
    นางสาวจรีพร เปิดเผยว่า มีการขายหุ้น Big Lot จำนวน 6.6 ล้านหุ้น ในราคาที่สูงกว่ากระดานที่ราคา 4.78 บาท/หุ้น หรือ คิดเป็นมูลค่า 31.54 ล้านบาท ยืนยันว่า ในส่วนของตนเองไม่ได้มีการขายหุ้นออกไปแต่อย่างใด ปัจจุบันยังถือหุ้นในสัดส่วน 45-46% และ สถาบัน และ ต่างชาติถือหุ้นรวมกันประมาณ 20% ซึ่งที่ผ่านมามีสถาบันในประเทศ และ ต่างประเทศให้ความสนใจที่จะเข้ามาถือหุ้นบริษัทเป็นอย่างมาก ยังยืนยันว่าไม่มีนโยบายที่จะขายหุ้นที่ตนเองถืออยู่ออกไป หากต้องการถือหุ้นเพิ่มต้องไปซื้อในกระดานเท่านั้น
    โดยปี 63 บริษัทมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ 10,000 ล้านบาท และ อายุหุ้นกู้เฉลี่ยอยู่ที่ 3-7 ปี ซึ่งช่วงนี้ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลงโดยหากภาวะตลาด และ ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เหมาะสม บริษัทก็จะออกหุ้นกู้เป็นระยะยาวมากขึ้น หรือ เฉลี่ยที่ 10 ปี ซึ่งดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 3% โดยจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลงด้วยมาอยู่ที่ 3.5% จากเดิม 3.7% และ มีหนี้สินต่อทุน(D/E) อยู่ที่ 1.2 เท่า
    “ผลการดำเนินงานปีนี้จะเติบโต หรือ สูงกว่าปีก่อน โดยคาดว่าจะสูงสุดในไตรมาส 4/62 และ จะมีการเติบโตที่ดีในปี 63 มากขึ้น เพราะเราจะรับรู้รายได้ที่เราลงทุนไปในหลายธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา”

*** คาดกำไรปีนี้ - ปีหน้านิวไฮ เฉียด 4 พันลบ.   
    บล.เคทีบีเปิดเผยว่า คงประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ที่ 3.35 พันล้านบาท (+18%) โดยยังไม่รวมผลจากการขายให้แก่ Alibaba phase I พื้นที่ 1.3 แสนตร.ม. มูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาท ที่เราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถโอนในช่วงเดือน ก.ย. – พ.ย. (เป็นช่วงระยะเวลาระหว่างการประกาศ e-commerce park ในเดือน ส.ค. และวันที่จะมีการปรับเปลี่ยนราคาขายของ Alibaba เป็นราคาตลาดใหม่) ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิครึ่งปีหลัง จะขยายตัว +4% YoY และ +30% HoH จากยอดโอนที่ดินที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ Q4/62 ภายหลังที่การขออนุมัติ BOI กลับมาดีขึ้น และการขายทรัพย์เข้ากอง WHART         เชื่อว่าส่วนแบ่งจากธุรกิจน้ำในเวียดนามจะเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด และสามารถชดเชยรายได้จากการขายทรัพย์ HREIT ที่เลื่อนการรับรู้เป็น Q1/63 ได้ ทั้งนี้มองว่าในอนาคตบริษัทจะปรับเปลี่ยนการรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์ HREIT อยู่ในช่วงไตรมาส 1 จากเดิมที่รับรู้ในไตรมาส 4 จึงยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ที่ 3.96 พันล้านบาท (+18%)  ประเมินราคาเป้าหมาย 5.60 บาท

    อนึ่ง  WHA ได้เคยทำกำไรนิวไฮในปี 2560 ที่ระดับ 3.26 พันล้านบาท ก่อนที่ปี 2561 กำไรจะลดลงมาอยู่ที่ 2.9 พันลบ. ขณะที่กำไรครึ่งปีแรก 2562 อยู่ที่ 1.45 พันลบ.  

*** ลุ้น Alibaba  ซื้อคลังสินค้าอีก 3 พันลบ. หนุนราคาหุ้นทะลุ 5 บ. 
    บล.เอเชียเวลท์ เปิดเผยว่า  มีมุมมองเป็นบวกต่อ WHA  คาดว่าผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี 2562 จะออกมาโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก   เนื่องจากเข้าสู่ช่วงเร่งขายและเร่งโอนก่อนสิ้นปี  การเริ่มรับรู้รายได้ค่าเช่าจากคลังสินค้าขนาด 130,000 ตร.ม. ของ Alibaba  และบริษัทได้ประโยชน์จากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้กำไรจากการปันส่วนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่จะกลับมาอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งหลังจากมีการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า Gheco-I ไปในไตรมาส 1/62 
    นอกจากนี้บริษัทยังมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลงหลังจากมีการ Roll Over หุ้นกู้ที่ครบกำหนด จึงแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 5 บาท ทั้งนี้ราคาเป้าหมายยังไม่รวม Upside หากทาง Alibaba ใช้สิทธิซื้อคลังสินค้าดังกล่าว ประเมินมูลค่าจากการขายอยู่ที่ 3 พันล้านบาท

*** กางแผนเน้น Logistic รายใหญ่  - ตั้งเป้าลดหนี้ต่ำกว่า 1 เท่า  
    บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า หลังจากผู้บริหารพบนักวิเคราะห์ ได้ตั้งเป้าในอนาคตว่าบริษัทจะมุ่งเน้นลูกค้าเช่น Alibaba, JD, TOP และ Shopee โดยการซื้อหรือเช่าที่ดินของ Alibaba นั้นขึ้นอยู่กับ BOI และ EEC  หาก Alibaba ไม่ได้ใบอนุญาตในการซื้อที่ดินจะใช้การเช่าต่อไปจนโรงงานเสร็จสิ้นในเดือน ก.ย. และกำลังอยู่ระหว่างการคุยเฟสที่ 2 ขนาด 6 หมื่นตารางเมตร และคาดอัตรากำไรของธุรกิจสาธารณูปโภคจะเพิ่มขึ้น
    นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะลดหนี้สินที่มีดอกเบี้ยลงต่ำกว่า 1 เท่าของทุนในปี 2563 หลังจากที่หนี้สินเพิ่มขึ้นตอนซื้อกิจการของ HEMRAJ

*** ลุ้นมาตรการกระตุ้นศก.เฟส 2 เปิดช่องต่างชาติลุยนิคม - EEC เพิ่ม  
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า  จับตามาตรการกระตุ้นเฟส 2  ของรัฐบาล ที่จะออกมาวันที่ 30 ส.ค.62 ซึ่งรัฐคาดหมายจะออกมาคือ มุ่งไปที่การดึงดูดการลงทุนเอกชน และต่างชาติ ที่จะเตรียมย้ายฐานการผลิตเพื่อหนีสงครามการค้า  เป็นต้น หลังจาก รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยในโอกาสมอบนโยบายแก่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า มอบหมายให้บีโอไอโดยเฉพาะหัวหน้าสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศ 16 แห่งของบีโอไอ กำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนและเป้าหมายเชิญชวนนักลงทุนแต่ละประเทศเข้ามาลงทุนในไทยโดยเร็วที่สุดตามความต้องการที่แตกต่างกัน หลังภาวะสงครามการค้าโลกส่งผลกระทบให้นักลงทุนเกิดการย้ายฐานการผลิต เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 30 ส.ค.นี้

    ทั้งนี้ประเมินว่า มาตรการข้างต้นจะมุ่งดึดดูดไปที่ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา  สอดคล้องกับล่าสุดที่เห็นการย้ายฐานการผลิตของของต่างชาติที่เข้ามาไทยเพิ่มเติม  นอกจากนั้นคาดหวังการผ่อนปรนการค้า ภาคธุรกิจ ผ่อนปรนกฎระเบียบ อาทิ หาบเร่แผงลอย ,  การประมง ที่ปัจจุบันเข้มงวด  โดยรวมจะดีต่อ  หุ้นกลุ่มนิคม AMATA และกลุ่มค้าปลีก (ROBINS BJC) และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น DCC และ DRT ได้รับผลบวกจากมาตรการเช่นกัน 


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ