SPA กำไรดี ราคาแรง แต่แพงไปหรือยัง?
28/11/2562
SPA นิวไฮรอบ 1 ปีครึ่ง หลังโกยกำไรไตรมาส 3/62 แรงเกินคาด นักวิเคราะห์มองไตรมาส 4/62 ดีขึ้นต่อเนื่อง ดันกำไรทุบสถิตินิวไฮไปอีกอย่างน้อย 3 ปี (62-64) จับตาราคาหุ้นตอบรับความคาดหวังมากเกินไปหรือไม่
หุ้น บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA ราคาปรับขึ้นพร้อมปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นเกินปกติ โดยปิดล่าสุดที่ 16.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท หรือ 3.82% ทำนิวไฮในรอบ 1 ปีครึ่ง ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 351% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า
SPA ดำเนินธุรกิจด้านสปาเพื่อสุขภาพ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจสปา เข้าจดทะเบียนในตลาด mai เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 57 ด้วยราคา IPO เพียง 1.70 บาท โดยราคาเคยปรับขึ้นทำ All Time High ที่ 22.40 บาท เมื่อเดือน ก.พ. 61 ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 1,217% จากราคา IPO ในเวลาไม่ถึง 4 ปี
** กำไรทำนิวไฮต่อเนื่องทุกปีหลังเข้าเทรด
SPA สามารถทำกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่เข้าซื้อขายปลายปี 57 โดยมีอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 17-18% อย่างไรก็ตามพบว่าอัตราการเติบโตเริ่มชะลอลง โดยงวด 9 เดือนปีนี้เติบโตราว 12%
| ปี |
กำไร(ลบ.) |
เติบโต(%) |
| 57 |
33.25 |
-42 |
| 58 |
106.49 |
220.27 |
| 59 |
140.96 |
32.37 |
| 60 |
175.17 |
24.27 |
| 61 |
205.60 |
17.37 |
| 9M62 |
176.31 |
12.67 |
** Q3/62 กำไรดีเกินคาด ส่วนไตรมาสสุดท้าย คาดทุบสถิติต่อเนื่อง
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุ SPA รายงานกำไรสุทธิ 70 ลบ. ขยายตัวดี +48% QoQ และ 35% YoY อย่างยอดเยี่ยม ส่วนหนึ่งมาจากการเตรียมพร้อมการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวที่ดี โดยจำนวนสาขาขยายเพิ่ม 10 สาขา ขณะที่การวางโมเดล Sap operator ในโรงแรม (ให้อัตรากำไรสูง) ผนวกกับปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่หนาแน่น ทำให้ยอดขายต่อสาขาเดิม และ สาขาใหม่ ทำได้ดี +9% YoY และ 19% YoY โดยอัตรากำไรขั้นต้นฟื้นขึ้นตามที่เรามองไว้เป็น 33.3% จาก 29.0% ในไตรมาส 2/62 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปี และ 33.7% ในปีก่อน โดยการรายงานกำไรที่ดีกว่าคาด 21% นี้ ส่วนใหญ่เกิดจาก อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าคาด 200bps และ การบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารดีกว่าคาด 2 ลบ. ซึ่งเร็วกว่าที่เราคาดไว้ว่า SPA จะทำสถิติใหม่ในไตรมาส 4/62
เรายังคงมุมมองว่า ไตรมาส 4 ปีนี้ จะเป็นปีที่ยอดเยี่ยมของ SPA จากความเตรียมพร้อมที่ดี, ปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่สูง, การตัดหน่วยธุรกิจที่มีปัญหาออกไป เราคาดหวังกำไรระดับ 75-80 ลบ. คิดเป็นการเติบโตราว 53% YoY
กำไรใน 9M62 คิดเป็น 73% ของประมาณการทั้งปี เราจึงคงประมาณการไว้ตามเดิม และคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 2562 ตามเดิม 15.80 บาท/ หุ้น อิง DCF (WACC 8.6% g 5.0%)
ความเสี่ยง คือ ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีบทบาทราว 55% ของผู้ใช้บริการ
** คาดกำไรนิวไฮต่อเนื่องในปี 63-64 เก็บเกี่ยวการเติบโตจากการลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุ SPA ถือเป็นผู้นำธุรกิจด้านการให้บริการนวดและสปาเพื่อสุขภาพ (Wellness) ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมสูง และจะมีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่องไปในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้า แบรนด์ได้รับการยอมรับสูงคือ Let’s Relax และจะเป็นแบรนด์ที่จะใช้รุกตลาดต่อไป โดยถือว่าเป็นรายแรกๆที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีการเติบโตดี ทั้งนี้บริษัทมีสัดส่วนรายได้ถึง 75% ที่อิงตามการท่องเที่ยว ขณะที่การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาไทย มีการเติบโตดีจนไปถึงระยะยาว
คาดว่าในช่วง 2 ปีข้างหน้าคือ ปี 63 และ 64 จะได้เวลาเก็บเกี่ยว จากการลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังผลให้มีอัตราการเติบโตกำไรที่สูง คาดว่าจะทำกำไรเป็นสถิติสูงสุดใหม่ อัตราการเติบโต CAGR เฉลี่ยสูงเป็น 23% สำหรับปี63 เติบโต 23% และปี 64 เป็น 22% เทียบ y-o-y
สำหรับแรงผลักดันการเติบโตมาจาก การขยายสาขาต่อเนื่องทั้งไทยและต่างประเทศ เพิ่มอัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (SSSG) กระจายความเสี่ยงไปยังห้างสรรพสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ และพยายามเพิ่มอัตรากำไร
เราเริ่มทำการวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ ซื้อ กำหนดราคาพื้นฐานเป็น 19.50 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี SOP
** หุ้น SPA แพงหรือยัง
หากเทียบราคาปิดล่าสุด 16.30 บาท กับราคาเหมาะสมสูงสุดที่ 19.50 บาท ถือว่ายังมีอัพไซด์เกือบ 20%
แต่หากเทียบกับ P/E ในอดีต จากฟังก์ชั่น P/E Zone Analysis ใน eFin Stock Up พบว่า SPA เคยเทรดที่ P/E ราว 38 เท่ามากที่สุด จากปัจจุบันเทรด P/E ที่ 41 เท่า
คำแนะนำและราคาเหมาะสมหุ้น SPA
| บล. |
คำแนะนำ |
ราคาเหมาะสม(บ.) |
| ดีบีเอส วิคเคอร์ส |
ซื้อ |
19.50 |
| ทิสโก้ |
ซื้อ |
16 |
| เมย์แบงก์ กิมเอ็ง |
ซื้อ |
15.80 |
| โนมูระ พัฒนสิน |
ซื้อ |
17.10 |
SPA จัดเป็นหุ้นเล็กพริกขี้หนู ที่สามารถสร้างการเติบโตต่อเนื่อง แม้ระหว่างทางจะมีปัจจัยลบเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเข้ามากระทบ อย่างไรก็ตามพบว่านักวิเคราะห์คาดหวังการเติบโตในช่วงต่อจากนี้ค่อนข้างดี ในระดับ 23-24% ต่อปี ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 64 ซึ่งต้องจับตาว่าบริษัทจะสามารถทำได้ตามที่หวังหรือไม่ จากตัวเลขล่าสุดที่เริ่มเห็นการเติบโตชะลอลงเหลือไม่ถึง 20%