|
|
โพสต์เมื่อ: วันอังคาร 7 เมษายน 2563 14:51 น.
03/03/2563
บล.ทิสโก้ : SPA อยู่ระหว่างการปรับประมาณการ และมูลค่าที่เหมาะสม SPA : การดำเนินงานแย่กว่าคาดและมีความเสี่ยงจาก COVID-19 ผลประกอบการต่ำกว่าคาดและรายได้ลดลง ผลประกอบการ 69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% YoY แต่ลดลง 2% QoQ คาดผลประกอบการ 1H20F อ่อนแอ 03/03/2563 COVID-19 เข้าสู่กรณี worst case แล้ว ลดน้ำหนักเป็น “ถือ” เราปรับราคาเหมาะสมลง -21% และลดคำแนะนำเป็น “ถือ” เนื่องจากแนวโน้ม COVID-19 รุนแรงกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้าว่าจะคลี่คลายในไตรมาส 1/63 ทำให้การที่ SPA มีต้นทุนคงที่จำนวนมาก 50% อีกทั้งแบรนด์ Let’s Relax ซึ่งเป็นตัวรับนั้กท่องเที่ยวจีนมีบทบาทสูงถึง 80% ของรายได้รวม เราคาดกำไรปีนี้จะหดตัว -23% YoY ราคาเหมาะสมใหม่จะเข้าใกล้ Worst case ก่อนหน้าที่ 11.70 บาท/ หุ้น (หลัง XD หุ้นปันผล 7.80 บาท) ผลกำไรไตรมาส 4/62 เป็นไปตามคาด ขยายตัว -2% QoQ และ +40% YoY SPA รายงานกำไรสุทธิ 69 ลบ. ตามคาด โดยในไตรมาสนี้ SPA ยังไม่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนแต่อย่างใด รายได้เติบโต +12% YoY หลักๆมาจากการเปิดสาขา 2 แห่งในไตรมาส 4/62 และเช้าสู่ช่วงฤดูท่องเที่ยว โดยในไตรมาสนี้ นักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศไทยถึง 2.4 ล้านคน +15% YoY ส่งผลให้การให้บริการยังคงหนาแน่น ดันให้อัตรากำไรขั้นต้นยืนได้ในระดับสูง 32.8% จาก 33.3% ในไตรมาส 3/62 และดีขึ้นจากปีก่อนที่ 30.8% ส่งผลให้ภาพปี 2562 กำไรสุทธิอยู่ที่ 245 ลบ. +19% YoY ต่ำคาดเล็กน้อย 6% สิ่งที่ทำได้ดีคือการพาอัตรากำไรขั้นต้นกลับมาระดับ 30% ใน 2H62 และการยกเลิกหน่วยธุรกิจที่ฉุดกำไรออกไป ปรับประมาณการกำไรลงจาก COVID-19 ลากยาวกว่าคาดแล้ว จากภาวะการระบาดเริ่มยาวนานกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้าว่าจะคลี่คลายใน 1Q63 จนทางการต้องประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย อีกทั้งยังเริ่มมีผู้เสียชีวิตในประเทศไทยแล้ว 1 ราย และมีความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการระบาด ขณะที่ SPA มีต้นทุนคงที่สูง 50% (high operating leverage) อีกทั้ง Let’s Relax ซึ่งเป็นแบรนด์รองรับนักท่องเที่ยวมีสัดส่วนรายได้ถึง 83% ของรายไดรวม ดังนั้นการลดลงของรายได้จะส่งผลต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญ และล่าสุดตัวเลขผู้โดยสารระหว่างประเทศเดือน ก.พ. โดย AOT หดตัวถึง -37% YoY ทำให้เราเชื่อว่าผลกำไรในปี 2563 จะไม่สดใส เราจึงปรับประมาณการ รายได้/ พนักงานนวดเฉลี่ยลง -13% ส่งผลให้กำไรสุทธิจะหดเหลือ 190 ลบ. -23% YoY อัตรากำไรขั้นต้นคาดจะถอยลงมาเป็น 26% จากต้นทุนคงที่ระดับสูง ราคาเหมาะสมใหม่จึงเดินเข้าใกล้กรณี worst case ก่อนหน้าที่ 11.70 บาท/ หุ้น อิง DCF (WACC 11.6%, g 5.0%) ลดน้ำหนักเป็น “ถือ” หมายเหตุ : ราคาเหมาะสมหลัง XD หุ้นปันผล 2 : 1 จะอยู่ที่ 7.80 บาท/ หุ้น ความเสี่ยง ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีบทบาทราว 55% ของผู้ใช้บริการรวม ขณะที่ผลกระทบจากเกณฑ์ทางบัญชี TFRS16 ต่อค่าเช่าอาคาร และ พื้นที่ จะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 1/63 เป็นต้นไป ประเด็น COVID-19 อาจคลี่คลายช้ากว่าคาด ----------------------------------- บล.ฟิลลิป : SPA แนะนำ“ซื้อ” ราคาพื้นฐานใหม่ 11.10 บาท 17/03/2563 อ่อนแอกว่าคาด ► ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 : ผลกระทบ COVID-19 รุนแรงและนานกว่าคาด ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าหลัก 55% (จีน,ไต้หวัน, ฮ่องกง) มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสาคัญ รวมทั้งในกลุ่มต่างชาติอื่นๆและลูกค้าคนไทยที่ใช้บริการลดลง คาดจะเห็นผลกระทบมากในเดือน มี.ค. โดย SSSG ล่าสุด (ม.ค.-ก.พ.) ติดลบ Single Digit ► ปรับลดประมาณการ -27.3% y-y : บริษัทแบกรับต้นทุนคงที่เป็นสัดส่วนที่สูง 50% ทาให้แม้ควบคุมต้นทุนผันแปรอื่นๆ เช่น ลดค่าแรงและชั่วโมงทางานของพนักงาน, ปรับลดเงินเดือนผู้บริหาร คาดยังส่งผลกระทบต่อ GPM ส่งผลให้ 1Q63 ลดลงมาก y-y, q-q แนวโน้มช่วงที่เหลือของปีฟื้นตัวได้จากัด รวมทั้งผลจากยกเลิกฟรี VOA และมาตรฐานบช. IFRS 16 คาดกระทบการดำเนินงาน 20 ลบ. ทาให้ทางฝ่ายปรับลดประมาณการเป็น 178 ลบ. -27.3% y-y เปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง รวมปัจจุบันเป็น 65 สาขา (แบ่งเป็นในประเทศ 60 สาขา และตปท. 5 สาขา) ► ราคาพื้นฐานใหม่ 11.10 บ. : ยังไม่มีปัจจัยเร่งต่อราคาหุ้นระยะสั้น แต่ระยะยาวคงคำแนะนำ“ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานลงเหลือ 11.10 บ. --------------------------------- บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : SPA แนะนำถือ 18/03/2563 สถานะการณ์เชิงลบจะข้ามไปในไตรมาส 2/63 เราคงคำแนะนำ “ถือ” และประมาณการกำไรหดตัว -23% YoY ไว้ตามเดิม แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงมาแล้ว -28% หลังเราได้ปรับลดคำแนะนำลงมา เนื่องจากว่า ผลกระทบของการแพร่ระบาด COVID-19 นั้นยังคงเดินหน้าต่อเนื่องทั่วโลก และรวมไปถึงประเทศไทย นอกจากนี้ข้อกำหนดปิดสถานบริการ 14 วัน คาดจะทำให้รายได้หายไป ราว 50 ลบ. หรือ 3% ของประมาณการกำไรอีกด้วย ดังนั้นโมเมนตัมการปรับเป้าของบริษัท เชื่อจะเกิดขึ้นในไตรมาส 2/63 แม้ว่าบริษัทจะมีมาตรการรับมือที่ดีก็ตาม เป้าหมายบริษัท, การรับมือ และ ผลกระทบจาก COVID-19 แม้ผู้บริหารคงเป้ารายได้เติบโต +20% ในปีนี้ หลักๆจะมาจากการขยายตัวของยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) และการขยายสาขาใหม่ (ไม่ระบุจำนวน) ขณะที่ยอดรายได้ 2 เดือนแรกยังไม่ได้ส่งผลมากนัก โดย ผบห.เผยว่าหดตัวเล็กน้อย ซึ่งเราคาดว่ามาจากฐานสาขาจำนวนมากกว่าปีก่อนประมาณ 7 สาขา ขณะที่ล่าสุด เราพบว่ายอดผู้โดยสารระหว่างประเทศผ่านสนามบิน 6 แห่งโดย AOT ระหว่าง 1-14 มี.ค. ก็หดตัวแรงถึง -61% YoY ดังนั้นเราคาดว่าผลกระทบทางลบ จะเริ่มเห็นผลในเดือนสุดท้ายของไตรมาส 1/63 และข้ามไปหนักที่สุดในไตรมาส 2/63 โดยผู้บริหารจะปรับเป้าอีกครั้งหลังสิ้นไตรมาส 1/63 ในเวลาเดียวกัน ผบห.เผยการรับมือต่อต้นทุนคงที่ระดับสูงกว่า 50% ของต้นทุนรวม ด้วยการ (1) ขอลดค่าเช่าพื้นที่ (2) ลดเวลาทำงานหมอนวดบางส่วนลง (3) ลดเงินเดือนผู้บริหาร ขณะที่แผนการขยายสาขาจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่จะมุ่งเน้นในพื้นที่มีศักยภาพสูงเท่านั้น ความแนะนำการลงทุน เราคงประมาณการกำไรหดตัว -23% YoY ตามเดิม เนื่องจากการแพร่ระบาดยังคงไม่ได้ดีขึ้นไปกว่าที่คาด ส่วนแผนการ XD 12 พ.ค. จ่ายหุ้นปันผล 2 : 1 นั้น ผู้บริหารเผยว่าเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะย้ายไปซื้อขายบนกระดาน SET จากเดิม mai ซึ่งจะทำให้ราคาเหมาะสมจะถูกปรับลงเป็น 7.80 บาท/ หุ้น จากผลของ fully dilute ความเสี่ยง ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีบทบาทราว 55% ของผู้ใช้บริการรวม ขณะที่ผลกระทบจากเกณฑ์ทางบัญชี TFRS16 ต่อค่าเช่าอาคาร และ พื้นที่ จะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 1/63 เป็นต้นไป ประเด็น COVID-19 อาจคลี่คลายช้ากว่าคาด |
|




