CHG คาดรายได้ปี 64 โตกว่า 63 มองผลงาน 2 รพ.คุ้มทุน-รับผลบวกตรวจโควิด
Friday January 8, 2021 11:43
เจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์ กลุ่ม บมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 64 เติบโตขึ้นจากปี 63 โดยได้รับปัจจัยหลัก คือ ผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 304 อินเตอร์ และโรงพยาบาลรวมแพทย์ฉะเชิงเทรา คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในปีนี้ ส่งผลดีต่อภาพรวมการดำเนินงานให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์โควิด-19 ที่กลับมาระบาดรอบใหม่ เนื่องจากโรงพยาบาลในเครือจุฬารัตน์ มีบริการตรวจหาเชื้อโควิด-19 สำหรับผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ของภาครัฐ แต่ต้องการตรวจหาเชื้อ หรือเคยใช้สิทธิตรวจฟรีไปแล้วแต่ต้องการตรวจซ้ำ โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจได้จากทุกโรงพยาบาลในเครือ ค่าใช้จ่าย 3,000 บาท (ไม่รวมค่าแพทย์) ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการของลูกค้าเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน ทางโรงยาบาลในเครือก็มีบริการตรวจหาเชื้อโควิดฟรีให้กับผู้ที่เข้เกณฑ์ภาครัฐ ทั้งคนไทยทุกคนทุกสิทธิและคนต่างด้าวที่มีประกันสังคมที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด สามารถเข้าใช้บริการได้ที่โรงพยาบาลในเครือจุฬารัตน์ทุกแห่ง
ส่วนปัจจัยลบที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 นั้น ยังไม่เห็นผลกระทบอย่างชัดเจนว่าจะทำให้ทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) มีจำนวนลดลงหรือไม่ คงต้องรอดูสถานการณ์อีกระยะหนึ่งก่อน
สำหรับการลงทุนในปีนี้ บริษัทมีแผนก่อสร้างศูนย์มะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ จำนวน 10 เตียง มูลค่าการลงทุนรวม 250 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ แต่ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์โดยรวมด้วย โดยมีเป้าหมายดำเนินการแล้วเสร็จ เปิดให้บริการได้ในปี 65
รวมถึงยังมีโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลจุฬารัตน์ แม่สอด อินเตอร์ ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ขนาด 100 เตียง งบประมาณการลงทุน 600 ล้านบาท คาดว่าการดำเนินการก่อสร้างจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีกำหนดการเปิดให้บริการในปี 65-66
ด้านผลการดำเนินงานในปี 63 บริษัทคาดการณ์รายได้จะเติบโต 3-5% จากปี 62 ที่มีรายได้อยู่ที่ 5,191 ล้านบาท ขณะที่ 9 เดือนของปี 63 มีรายได้แล้ว 3,938 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างรอดูผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/63 หากออกมาดีตามคาดการณ์ ก็น่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้รายได้ในปี 63 เติบโตมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ได้
-------------------------------------------
บล.ฟิลลิป : CHG แนะนำ“ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 3.30 บาท
18/01/64
คาดกำไร +105.7% y-y, -1.9% q-q : 4Q63 คาดกำไร 276 ลบ. -1.9% q-q จากไตรมาสก่อนรับรู้รายได้ภาระเสี่ยงส่วนเพิ่ม 25 ลบ. แต่ +105.7% y-y ตามรายได้ +13.5% y-y, +3.3% q-q จาก
i) การระบาดของไวรัส RSV ในคนไข้เด็กส่งผลให้รายได้ IPD ปรับตัวดีขึ้น
ii)การเติบโตมากของ SSO จากฐานต่ำในปีก่อนถูกปรับลดค่ารักษา RW>2 ราว 38 ลบ. และ NHSO ที่ดีขึ้นตามจานวนเคสและการปรับเพิ่มอัตราจ่าย และ
iii)รายได้ ASQ เพิ่มขึ้นจากร่วมกับจำนวนโรงแรมมากขึ้นเป็น 50 ลบ. จากไตรมาสก่อน 15 ลบ. และตรวจให้บริการ COVID-19 บวกกับการดำเนินงานของรพ.ใหม่ (2 แห่ง) ดีขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะ RPC ซึ่งน่าจะรับรู้กำไรเข้ามาแล้วบางเดือน ทาให้ GPM แม้ลดลงเล็กน้อยจาก 3Q63 ที่ 35.6% มาที่ 34.7% แต่ขยับขึ้นมากจาก 4Q62 ที่ 26.6% และควบคุม SG&A ได้ดี
คงประมาณการและราคาพื้นฐานเดิม : แม้การระบาดรอบใหม่มีผลทำให้คนเข้าใช้รพ.ลดลงแต่ได้รับชดเชยจากการตรวจให้บริการ COVID-19 นับตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. เป็นต้นมาจำนวนเคสเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 500 ราย/วัน จากเดิมหลักสิบเคส และแม้ จ.ระยองถูกประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมฯแต่ไม่ได้กระทบผลประกอบการอย่างมีนัยเป็นเพียง 5-6% ของรายได้รวม คงคำแนะนำ “ซื้อ”
หมายเหตุ : กำไร = ล้านบาท, EPS = บาท
-----------------------------------------
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : CHG แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 2.85 บาท
20/01/64
เติบโตในย่านนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
เราโอนย้ายงานวิจัยหุ้น CHG ให้คุณยุวนีย์ พรหมาภรณ์เป็นผู้ดูแล คาดกำไรหลักของ CHG ในปี 2564 เติบโต 13.2% YoY แรงหนุนจากการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ 13% YoY โดยเฉพาะจากผู้ป่วยประกันสังคม (สปส.) ที่มีความมั่นคง โดยมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 35% ของปี 63 และเราคาดการณ์ว่ารายได้จากผู้ป่วยประกันสังคมจะเพิ่มขึ้น 9% CAGR จากปี 2564-66: 4% เนื่องจากมีสมาชิกเพิ่มขึ้นและ 5% จากการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นต่อสมาชิก (อัตราการเพิ่มขึ้นและการเจ็บป่วยที่รุนแรงขึ้น ท่ามกลางสังคมผู้สูงวัย)
เปิดโรงพยาบาลใหม่สองแห่งในปี 2565 และ 2566
CHG จะเปิดโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่งในปี 2565 และ 2566 ได้แก่ ศูนย์มะเร็งสุวรรณภูมิ (ในปี 2565) ซึ่งจะช่วยขยายไปสู่การรักษามะเร็งที่ให้ผลกำไรมากขึ้นและโรงพยาบาลแม่สอดอินเตอร์เนชั่นแนล (ในปี 2566) จะช่วยรองรับผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกประกันสังคมในภาคตะวันตกของประเทศไทยและกระจายความเสี่ยงจากผู้ป่วยประกันสังคม โดยโรงพยาบาลแห่งใหม่จะช่วยให้ CHG มีรายได้เติบโต 7-8% ต่อปีในปี 2565 และ 2566
Covid ระลอกสองอาจส่งผลกระทบต่อไตรมาส 1Q64
การระบาดของโควิดในประเทศไทยล่าสุดมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองชายทะเลใกล้กับกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ สมุทรปราการและระยองซึ่ง CHG มี รพ.อยู่หลายแห่ง เตียงของ CHG ประมาณ 48% อยู่ในพื้นที่สมุทรปราการที่ติดเชื้อหนัก จากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม น่าจะทำให้จำนวนผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลลดลงในไตรมาส 1Q64 อย่างไรก็ตาม เรายังเชื่อว่าการระบาดจะสามารถควบคุมได้ในไตรมาส 1Q64 และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของ CHG ในปี 2564
ประเมินราคาหุ้น ด้วย DCF ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวก แนะนำ ถือ
เราประเมินราคาเป้าหมายโดยใช้วิธี DCF (WACC 6.41%, LTG 3%) อิงปี 2564 เป็นปีฐาน CHG ซื้อขายที่ P / E ปี 65 ที่ 29 เท่า ซึ่งกว่าหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่เราศึกษา เราเชื่อว่า CHG ควรมีราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ดี แต่ราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยบวกจากแนวโน้มกำไรดีไปแล้ว จึงแนะนำ ถือ โดยความเสี่ยงที่สำคัญคือ 1) โควิดระลอกที่สอง และ 2) การว่างงานที่สูงเกินคาด ส่งผลให้สมาชิกประกันสังคมลดลง
---------------------------------------------
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : CHG แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 3.30 บาท
02/02/64
กำไร 4Q20F โตแกร่งที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล
Story : คาดกำไรสุทธิ 4Q20F โตก้าวกระโดด +70%YoY, +19%QoQ เป็น 228 ล้านบาท ปัจจัยหนุน คือ
1)รายได้รวมเติบโต +8%YoY โดยรายได้จากคนไข้ประกันสังคม +20%YoY และรายได้จากคนไข้เงินสด+3%YoY ซึ่งมีรายได้จาก ASQ มาช่วยหนุนด้วย,
2) ไม่มีกลับรายการรายได้ของ High cost care (ซึ่งใน 4Q19 มีกลับรายการ 38 ล้านบาท), และ
3) EBITDA margin เพิ่มขึ้นเป็น 26.5% จาก 19.7% ใน 4Q19 และ 30.5% ใน3Q20 เพราะขาดทุนจากโรงพยาบาลเปิดใหม่น้อยลงและมีการลดต้นทุนต่อเนื่อง สำหรับทั้งปี 2020F คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 849 ล้านบาท (+18%YoY)
Outlook : กำไรสุทธิปี 2021F-2022F คาดว่าจะโตแกร่ง +16% และ +13% ตามลำดับ โดยคาดว่าโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่ง คือ จุฬารัตน์ 304 และร่วมพัฒน์ ฉะเชิงเทรา จะทำกำไรได้ในปี 2021F-2022F เท่ากับ 17 ล้านบาท และ63 ล้านบาท ตามลำดับ (จากที่คาดว่าจะขาดทุน 70 ล้านบาทในปี 2020F), มีรายได้จากการตรวจโควิดและ ASQช่วยหนุนต่อ และ EBITDA margin ขยับขึ้นเป็น 27.5% และ 28.5% ในปี 2021F-2022F (จาก 26.9% ในปี 2020F)
Recommendation : คำแนะนำซื้อ และปรับให้เป็น 1 ในหุ้น Top Pick ของกลุ่มโรงพยาบาล...เพิ่มราคาพื้นฐานเป็น 3.30 บาท (DCF, WACC 7.1%, TG 2%) ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2021F-2022F ขึ้น+14%/+12% สะท้อน EBITDA margin ที่ดีกว่าคาดการณ์เดิม ซึ่งทำให้กำไรสุทธิปี 2021F-2022F จะเติบโต+16% และ +13% ตามลำดับ ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน 2.60 บาท มี P/E ปี 2021F เท่ากับ 29 เท่า ต่ำกว่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 38.5 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของตัวเองที่ 35.1 เท่า ด้าน ROE สูงที่ 22% ในสิ้นปี 2020F
-----------------------------------------
บล.เคจีไอ : CHG แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.05 บาท
09/02/64
ประมาณการ 4Q63F: กำไรจะโตอย่างแข็งแกร่ง YoY
Event
ประมาณการ 4Q63
lmpact
คาดว่ากำไรสุทธิใน 4Q63F จะโตแรง YoY
เราคาดว่ากำไรสุทธิของ CHG ใน 4Q63F จะออกมาน่าประทับใจที่ 208 ล้านบาท (+55.0% YoY, -26.1% QoQ) ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 831 ล้านบาท (+17.9% YoY) โดยกำไรสุทธิใน 4Q63F และปี 2563F จะคิดเป็น 26.8% และ 107.1% ของประมาณการกำไรปี 2563 ของเราที่ 776 ล้านบาท โดยประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่
i) กำไรจะเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ โดยคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 1.45 พันล้านบาท (+8.8% YoY, - 1.0% QoQ) เราคาดว่ารายได้จากประกันสังคมจะมีบทบาทสำคัญ โดยเราคาดรายได้กลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นมาก YoY จากการปรับขึ้นอัตราค่ารักษาพยาบาล และไม่มีปัญหาเรื่อง high-cost-care payment (HCC) จากประกันสังคม โดยเราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ CHG จะอยู่ที่ 30.0% เพิ่มขึ้นจาก 26.6% ใน 4Q62 แต่ลดลงจาก 35.6% ใน 3Q63 อีกทั้งมีผลกระทบจาก COVID-19 ลดลง แม้กำไรจะแผ่วลง QoQ จากฤดูกาล
ii) ผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลที่เปิดใหม่ดีขึ้น โดย CHG จะยังคงได้อานิสงส์จากสองโรงพยาบาลใหม่ (จุฬารัตน์ 304 และรวมแพทย์ ฉะเชิงเทรา) ซึ่งคุ้มทุนในระดับ EBITDA ไปแล้วตั้งแต่ 3Q63 เราคาดว่าโรงพยาบาลทั้งสองแห่งนี้จะเริ่มมีกำไรสุทธิได้ในบางเดือนของ 4Q63F ตามที่คาดก่อนหน้านี้
โดยสรุปแล้ว เราคาดว่าผลการดำเนินงานใน 4Q63 จะโตจาก
i) รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง YoY จากประกันสังคม
ii) รับรู้รายได้จาก HCC เพิ่มขึ้น YoY เนื่องจากใน 4Q62 รายได้ส่วนนี้ต่ำเกินคาดเพราะสำนักงานประกันสังคมมีงบไม่เพียงพอ
iii) รายได้จากผู้ป่วยกลุ่มที่ชำระเงินสดฟื้นตัวขึ้น และผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลที่เปิดใหม่ดีขึ้น
iv) คุมค่าใช้จ่ายได้ดี
มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2564F
เมื่ออิงตามประมาณการกำไร 4Q63F ก้น่าจะทำให้ผลประกอบการของ CHG ในปี 2563F ออกมาดีกว่าประมาณการของเราที่ 776 ล้านบาท (+10.1% YoY) ซึ่งหากโมเมนตั้มด้านบวกยังคงดำเนินต่อไป ก็จะทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2564F ของเราที่ 910 ล้านบาท (+17.2% YoY) มี upside อีก
Valuation & Action
CHG ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นที่เราชอบมากที่สุด เนื่องจาก i) แนวโน้มของกลุ่มลูกค้าที่ชำระเงินสดยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 2H63 และ ii) ROE ค่อนข้างสูงที่ 17-18% (เมื่อเทียบกับของหุ้นอื่นในกลุ่มที่อยู่ในช่วง 8-16%) ดังนั้น เรายังแนะนำซื้อ และให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี 2564 ที่ 3.05 บาท
Risks
COVID-19 ระบาด, เศรษฐกิจชะลอตัวลง, เกิดปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองไทยรอบใหม่, เกิดเหตุrก่อการร้ายครั้งใหญ่
---------------------------------------
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) : CHG แนะนำถือ ราคาเป้าหมายที่ 2.90 บาท
10/02/64
คาดกำไร 4Q20E โตดี แต่ 1Q21E ถูกกดดันจากการตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง COVID-19
เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” และ roll over ราคาเป้าหมายเป็นปี 2021E ที่ 2.90 บาท อิงวิธี DCF (WACC 7.3%, Terminal growth 2.5%) หรือเทียบเท่า 2021E PER ที่ 36x (จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 2.70 บาท เทียบเท่า 2020E PER ที่ 38.5x) เราประเมินกำไรสุทธิ 4Q20E ที่ 226 ล้านบาท (+68% YoY, -20% QoQ) มีประเด็นสำคัญดังนี้
1) คาดรายได้กลุ่มลูกค้าเงินสด IPD ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY, QoQ จาก IPD Utilization rate กลับสู่ระดับปกติใกล้เคียง 4Q19 ที่ 68.5% เป็นผลจากการระบาด RSV ในเด็กเล็ก,
2) คาด 2 รพ.ใหม่ (304 อินเตอร์ และ RPC รวมแพทย์ฉะเชิงเทรา) มีแนวโน้มเห็นกำไร หลังจาก 3Q20 ขาดทุนรวมประมาณ -12 ล้านบาท และ
3) คาดต้นทุน QoQ ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์จำนวนเข้าใช้บริการปรับตัวดีขึ้น ทำให้เราคาดว่าบริษัทจะกลับมาจ่าย OT ให้บุคลากรทางการแพทย์ใน 4Q20E หลังจากงดจ่ายชั่วคราวในช่วง 2Q20-3Q20
ทั้งนี้เราได้ปรับกำไรสุทธิปี 2020E ขึ้น +7% เป็น 849 ล้านบาท (+20% YoY) จากผลประกอบการ 4Q20E ที่ดีกว่าที่เราคาด และปรับกำไรสุทธิปี 2021E ขึ้น +1% เป็น 885 ล้านบาท (+4% YoY) อย่างไรก็ตาม 1Q21E คาดจะเห็นผลกระทบต่อจิตวิทยาผู้ใช้บริการ เนื่องจาก CHG มี รพ. ตั้งอยู่ใน จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงควบคุมสูงสุด
ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแต่ underperformed SET -14% ใน 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นยังคงถูกกดดันจาก จ.สมุทรปราการ ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุม COVID สูงสุด ส่งผลให้ผู้ใช้บริการน้อยลง ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ 2021E PER = 33x (-0.5SD below 5-yr average PER 38x) และใกล้เคียง peer PER = 34x โดยเรามองว่าปีนี้ CHG เทรดใกล้เต็ม valuation แล้ว ซึ่ง Top pick ของเรายังคงชอบ BCH (ซื้อ/เป้า 20.20 บาท)
Event: 4Q20E earnings preview
คาดรายได้ IPD ฟื้นตัวต่อเนื่องจาก 3Q20 หนุนโดย RSV เราประเมินกำไรสุทธิ 4Q20E ที่ 226 ล้านบาท (+68% YoY, -20% QoQ) โดยเราประเมินรายได้รวมอยู่ที่ 1,470 ล้านบาท (+10.7% YoY, +0.7% QoQ) YoY โต เป็นผลจาก
1) รายได้กลุ่มลูกค้าเงินสด IPD/OPD ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากโรค RSV ที่ระบาดหนักในเด็กเล็ก ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.20 ส่งผลให้ IPD Utilization rate กลับสู่ระดับปกติใกล้เคียง 4Q19 ที่ 68.5% ,
2) คาด 2 รพ.ใหม่ (304 อินเตอร์ และ RPC รวมแพทย์ฉะเชิงเทรา) มีแนวโน้มเห็นกำไร หลังจาก 3Q20 ขาดทุนรวมประมาณ -12 ล้านบาท และ
3) คาดรายได้ประกันสังคมปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY เนื่องจากใน 4Q19 ประกันสังคมได้ปรับลดการจ่าย AdjRW>2 จากประกันสังคม เหลือ 7,100 บาท จาก 12,500 บาท/Adj ขณะที่กำไร QoQ หดตัว เนื่องจากคาดต้นทุนปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์จำนวนเข้าใช้บริการปรับตัวดีขึ้น ทำให้เราคาดว่าบริษัทจะกลับมาจ่าย OT ให้บุคลากรทางการแพทย์ใน 4Q20E หลังจากงดจ่ายชั่วคราวในช่วง 2Q20-3Q20
Implication
ปรับกำไรสุทธิปี 2020E/21E เพิ่มขึ้น +7%/+1% เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2020E เพิ่มขึ้น +7% เป็น 849 ล้านบาท (+20% YoY) และปรับกำไรสุทธิปี 2021E ขึ้น +1% เป็น 885 ล้านบาท (+4% YoY) จากการปรับรายได้ผู้ป่วย IPD เพิ่มขึ้นราว +1% และ 2) ปรับลด SG&A ปี 2020E ลง -10% เป็น 647 ล้านบาท จากเดิมที่ 719 ล้านบาท จากการควบคุมค่าใช้จ่ายของกลุ่ม รพ.ในเครือได้ดีกว่าที่คาด ขณะที่ 1Q21E คาดจะเห็นผลกระทบต่อจิตวิทยาผู้ใช้บริการ เนื่องจาก CHG มี รพ. ตั้งอยู่ในจ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุม COVID สูงสุด และมีสัดส่วนรายได้มากถึง 40.8% ของรายได้รวม
Valuation/Catalyst/Risk
ราคาเป้าหมายปี 2021E อยู่ที่ 2.90 บาท อิงวิธี DCF (WACC = 7.3% และ Terminal growth = 2.5%) โดย Key catalyst ในปีนี้จะเป็นผลการดำเนินงานของ รพ.จุฬารัตน์ 304 อินเตอร์ และ รพ.รวมแพทย์ฉะเชิงเทรา เริ่มรับรู้กำไรในปี 2021E จากผลประกอบการโดยรวมที่ดีขึ้น
ขณะที่ความเสี่ยงคือ บริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีการควบคุมสูงสุด และ COVID-19 ใน จ.สมุทรสาคร คลี่คลายช้ากว่าที่คาด
-------------------------------------------