|
นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและนางสาวยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ รักษาการรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) หรือ SELIC เปิดเผยในงานแถลงข่าวเข้าซื้อกิจการกลุ่ม PMC ว่า เผยบุ๊ครายได้จาก PMC ช่วง Q1/62 หนุนกำไรปีหน้านิวไฮ - รายได้โต 10% คาดดีลนี้ทำ D/E เพิ่มไม่เกิน2เท่า จากครึ่งแรก 0.33 เท่า ลั่นประวัติดียื่นกู้ 900 ลบ.ผ่านฉลุย รายละเอียดดังนี้
- คาดหลังจากเข้าซื้อกิจการกลุ่ม PMC ทั้ง 100% มูลค่า 1,050 ล้านบาท จะช่วยหนุนกำไรเติบโตสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ด้านรายได้คาดว่าจะเติบโตกว่า 10% จากปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่เติบโต10% ซึ่งจะเริ่มบันทึกรายได้และกำไรจาก PMC ในช่วง Q1/62
- โดยคาดว่าหลังจากเข้าซื้อกิจการจะช่วยหนุนให้สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นแตะ 800-900 ล้านบาท จากเดิม 480 ล้านบาท ด้านอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(D/E) จะไม่เกิน 2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.33 เท่า
- การเข้าซื้อกิจการดังกล่าว ใช้เงินจากการกู้ 900 ล้านบาทจากสถาบันการเงินซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุมัติแล้ว แม้บริษัทจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 700 ล้านบาทซึ่งน้อยกว่าเงินกู้ แต่เนื่องจากบริษัทมีศักยภาพ พื้นฐานดี ไม่มีประวัติลบ และตั้งใจให้บริษัทเติบโต ทางสถาบันการเงินจึงอนุมัติวงเงินดังกล่าว โดยหลังจากนี้จะศึกษารูปแบบการชำระหนี้อีกครั้งหลังกระบวนการซื้อกิจการแล้วเสร็จ
- ส่วนเงินอีกประมาณ 150 ล้านบาท จะใช้กระแสเงินสดที่มีอยู่ โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีกระแสเงินสดอยู่ที่ 122.46 ล้านบาท ซึ่งเหลือเงินจาก IPO อยู่ในสัดส่วนประมาณ 53 ล้านบาท
- การจ่ายเงินให้ PMC แบ่งออกเป็น 3 งวดภายใน 2ปี ได้แก่ ต้นปี 2562 ,สิ้นปี 2562 และสิ้นปี 2563
- คาดว่าหลังจากได้กลุ่ม PMC เข้ามาจะช่วยหนุนให้บริษัทมีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามา อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะมีเพิ่มขึ้นกว่า 40-45% จากปัจจุบัน
- ประเมินแนวโน้มการเติบโตธุรกิจสติกเกอร์ในตลาดโลกมีอัตราการเติบโต 5.5% ต่อปี และมีมูลค่าตลาดในปี 2561 ประมาณ 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปี 2565 ประมาณ 4.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยปัจจุบันลูกค้าหลักของ PMC จะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
- ธุรกิจ PMC มีรายได้และกำไรที่ดี โดยใน
ปี 2558 มีรายได้อยู่ที่ 828 ล้านบาท กำไร 122.3 ล้านบาท
ปี 2559 อยู่ที่ 811.1 ล้านบาท 121.6 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 845.7 ล้านบาท กำไร 147.6 ล้านบาท
- อนึ่ง คณะกรรมการบริษัทมีมติซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดใน บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรีลส์ จำกัด (PMCT) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย จำนวน 1,000,000 ล้านหุ้น จาก นาย ตัน ยง เฮง และผู้หุ้นเดิมอีกสองราย (กลุ่มผู้ขายหุ้น PMCT) รวมเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 945,000,000 บาท และซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดใน บริษัท พีเอ็มซี เลเบิล แมททีเรีลส์ พีทีอี ลิมิเตด (PMCS) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์จำนวน 2 หุ้น จากนาย ตัน ยง เฮง และนางสาว ตัน ซู ลัง (กลุ่มผู้ขายหุ้น PMCS) เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 105,000,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 1,050,000,000 บาท (การซื้อหุ้นกลุ่ม PMC) ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าการเข้าทำรายการดังกล่าวจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในเดือนมกราคม ปี2562
- ทั้งนี้ PMCT ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสติกเกอร์ในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยใช้กาว กระดาษ และฟิล์ม เป็นวัตถุดิบหลัก โดยผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย สติกเกอร์ อันประกอบด้วย 1. สติกเกอร์แบบกระดาษ 2. สติกเกอร์แบบฟิล์ม และ 3. สติกเกอร์แบบพิเศษ เช่น สติกเกอร์ที่มีการพิมพ์นูน (แสตมป์ 7-11) สติกเกอร์โฮโลแกรม (แสดงภาพเป็น 3 มิติ) ซึ่งโรงพิมพ์รับคำสั่งซื้อฉลากประเภทสติกเกอร์จากผู้ผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มอุปโภคบริโภคเพื่อใช้กับบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ
- ส่วน PMCS ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสติกเกอร์ในประเทศในสิงคโปร์และต่างประเทศ โดยจะทำการสั่งซื้อสติกเกอร์สำเร็จรูปหรือกึ่งสาเร็จรูปจาก PMCT และนำไปผลิตต่อตามคำสั่งซื้อของลูกค้า โดยผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยสติกเกอร์ อันประกอบด้วย 1. สติกเกอร์แบบกระดาษ 2. สติกเกอร์แบบฟิล์ม และ 3. สติกเกอร์แบบพิเศษ ซึ่งเป็นโรงพิมพ์ในประเทศสิงคโปร์
|