เข้าชม :
364
|
|
โพสต์เมื่อ: วันเสาร์ 4 เมษายน 2563 10:36 น.
บล.บัวหลวง : กลุ่ม Consumer ประโยชน์จากราคาน้ำมันลง
11/03/2563 กลุ่ม Consumer ประโยชน์จากราคาน้ำมันลง • ในรายงานฉบับนี้เราประเมินผลกระทบหุ้นในกลุ่ม consumer ว่าใครได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ดิ่งลงมา • ในกลุ่มค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้า จะสามารถประหยัดต้นทุนและค่าขนส่งได้ เราคาดผลบวกต่อกำไรดังนี้ TOA 4.7%, ILM 3.2%, OSP 2.4%, CBG 1.7%, BJC 1.3%, HMPRO 1.1%, และสำหรับ CPALL M GLOBAL AU CPN MAKRO น้อยกว่า 1% • สำหรับกลุ่มอสังหา (บ้าน) ทุกๆ 10% ที่น้ำมันลง จะทำให้มาร์จิ้นดีขึ้น 2-3% อย่างไรก็ดีเราไม่ได้คาดหวังจะเห็นกำไรที่ดีขึ้น แต่จะทำให้บริษัทพัฒนาอสังหาฯไม่เจ็บตัวเมื่อต้องลดราคาให้ลูกค้าในสภาพตลาดปัจจจุบัน • สำหรับกลุ่มโรงพยาบาลและโรงแรม เราคาดผลกระทบจำกัด • มุมมองกลยุทธ์ Action (ระยะสั้น 5-10 วันทำการ) : กลยุทธ์แนะเพิ่ม TOA เข้าพอร์ต Tactical Strategy (weekly) ซึ่งเป็นหุ้นที่จะได้ประโยชน์ทางตางมากสุดจากต้นทุนการผหลิตที่ปรับตัวลงตามราคาน้ำมัน • Fundamental : เรามองว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์จาก theme นี้มากที่สุดคือ TOA, OSP, CBG, HMPRO, ILM, และ BJC ------------------------- 13/03/2563 บล.เคทีบี(ประเทศไทย) : TOA แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย ที่ 40.00 บาท เราเริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย ที่ 40.00 บาท อิง PER ที่ 34 เท่า (3-yr average PER) เราประเมินกำไรสุทธิปี 2020E/21E ที่ 2,418 ล้านบาท (+12% YoY) และ 2,633 ล้านบาท (+9% YoY) โดยจะเป็นการเติบโตจากฐานการผลิตใหม่อีก 3 แห่ง ในอินโดนีเซีย, เมียนมาร์ และกัมพูชา โดยตลาดอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีอัตราการเติบโตของตลาดสีมากที่สุดที่ 9% ต่อปี ทั้งนี้เราประเมินการเติบโตของปริมาณขายจะอยู่ราวปีละ 4 ล้านแกลลอนต่อปีหรือ +10% YoY และ gross margin จะยังอยู่ในอัตราเฉลี่ยที่ 34%-35% จากต้นทุนวัตถุดิบไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เราเชื่อว่า TOA จะมีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินเป็น net cash companyและ มี interest bearing debt เพียง 0.05 เท่า ราคาหุ้น outperform SET +21% ใน 1 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเราเชื่อว่าด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินมีภาระหนี้สินที่ต่ำ ไม่มีหนี้สินระยะยาวเป็น net cash company ทำให้ทนต่อสภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน Key highlight เติบโตจากตลาดภูมิภาค ระหว่างปี 2019-2020 เปิดโรงงานใหม่ 3 แห่งขยายกำลังการผลิตสู่102 ล้านแกลลอน +16% จากกำลังผลิตปี 2018 โดยโรงานใหม่ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ อินโดนีเซีย, เมียนมาร์ และกัมพูชาโดยตลาดอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีอัตราการเติบโตของตลาดสีมากที่สุดที่ 9% และยังมีอัตราการบริโภคสีต่อคนที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย โดย coating consumption per capita ของ อินโดนีเซียอยู่ที่ 6 ลิตรน้อยกว่าไทยที่ 8 ลิตร ในขณะที่จำนวนประชากรอินโดนีเซียมากกว่าไทย 4.5 เท่า ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่อยู่ในระดับต่ำ ไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในสี ด้วยคุณสมบัติให้สารสีขาว สามารถดูดกลืน และหักเหช่วงแสงที่ตามนุษย์มองเห็นได้สูง ขนาดอนุภาคเล็ก มีความยืดหยุ่นสูงทำให้ปกปิดรอยร้าว รอยตำหนิได้ดี และทนต่อสภาพความเป็นกรด-ด่าง ทนต่อแสง และความร้อน โดย TiO2 คิดเป็น 30% ของต้นทุนขาย เราประเมินราคา TiO2 ในปี 2020E น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำได้ จาก demand ประเทศจีนที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจ ประเมินกำไรสุทธิ 2020E เติบโต +12% YoY เราประเมินกำไรสุทธิปี 2020E/21E ที่ 2,418 ล้านบาท และ 2,633 ล้านบาท หรือ +12% YoY และ +9% YoY ตามลำดับ โดยจะเป็นการเติบโตจากภูมิภาคเป็นหลักจากฐานการผลิตใหม่อีก 3 แห่ง ในอินโดนีเซีย, เมียนมาร์ และกัมพูชา โดยเราประเมินการเติบโตของปริมาณขายจะอยู่ราวปีละ 4 ล้านแกลลอนต่อปีหรือ +10% YoY และ gross margin จะยังอยู่ในอัตราเฉลี่ยที่ 34%-35% Valuation/Catalyst/Risk ราคาเป้าหมายที่ 40.00 บาท อิง PER ที่ 34 เท่า 3-year average เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในเอเชียที่ใกล้เคียงที่สุดคือ Asian Paints เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสีที่ใหญ่สุดในอินเดีย TOA ยังมีความน่าสนใจ PER ที่ต่ำกว่า ในขณะที่ gross margin สูงกว่า แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตสีรายใหญ่ของโลกเรายังให้ PER premium ด้วย capital structure ที่แข็งแกร่งมี interest bearing debt เพียง 0.05 เท่า เทียบกับอุตสาหกรรมที่ 1.1 เท่า |
|




