ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » หุ้น COL
เข้าชม : 419

COL จับตา! ผู้บริหารขายไม่ยั้ง สวนทางโบรกฯ ชูกำไรแจ่ม

โพสต์เมื่อ: วันจันทร์ 8 ตุลาคม 2561  15:51 น.

หุ้นเด่นวันนี้

| 8 ตุลาคม 2561 | 13:36


COL จับตา!ผู้บริหารขายไม่ยั้ง สวนทางโบรกฯ ชูกำไรแจ่ม
COL จับตา!ผู้บริหารขายไม่ยั้ง สวนทางโบรกฯ ชูกำไรแจ่ม
 

    COL ร่วงแรง 4 วันติด กังวลผู้บริหารขายหุ้นออกต่อเนื่อง สวนทางนักวิเคราะห์มองกำไรสุทธิปีนี้ยังโตเด่น แม้มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้ากดดัน ขณะที่ปี 62 จะเริ่มรับรู้รายได้ธุรกิจใหม่เข้ามาหนุนกำไรสุทธิ จับตามีข่าวลบซ่อนอยู่หรือไม่ 

    ราคาหุ้น บมจ.ซีโอแอล หรือ COL เปิดตลาดวันนี้ ร่วงทำจุดต่ำสุดช่วงเช้าที่ 25.75 บาท ทำจุดต่ำสุดรอบ 1 เดือน ก่อนปิดตลาดช่วงเช้าไปที่ 26.25 บาท ลดลง 1 บาท หรือ 3.67% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 190.06% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า 

    COL ประกอบธุรกิจจำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงานผ่านแค็ตตาล็อก (Catalog) ระบบคอลเซนเตอร์ (Call Center) ระบบสั่งซื้ออิเล็กทรอนิกส์เฉพาะแต่ละองค์กร (e-Procurement) ระบบออนไลน์ (e-Commerce) และระบบขายผ่านหน้าร้าน (Store) ภายใต้แบรนด์ออฟฟิศเมท(Office Mate) และสินค้าไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์บีทูเอส(B2S) และจำหน่าย E-Book ภายใต้ เมพ คอร์ปอเรชั่น

    ในปี 60 COL มีสัดส่วนรายได้จาก ออฟฟิศเมท 62% บีทูเอส 36% และธุรกิจออนไลน์แบบ B2C 2% โดยออฟฟิศเมทมีสินค้าสร้างรายได้หลักคือ อุปกรณ์เครื่องเขียน, อุปกรณ์สำนักงาน และเครื่องใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน

    ปัจจุบัน COL มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับแรกคือ บริษัท โฮลด์ โคลล์ จำกัด สัดส่วน 35.27% ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง คือ นายวรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้งบริษัทในสัดส่วน 9.16% และมีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้นทั้งหมด 1,540 ราย คิดเป็น 52.75%

    ในปี 55 นายวรวุฒิ อุ่นใจผู้ก่อตั้งบริษัท มีสัดส่วนถือหุ้นถึง 48.61% ก่อนที่จะเปิดทางให้แก่กลุ่ม "จิราธิวัฒน์" ถือหุ้นรวมทั้งหมด 35.27% ขึ้นเป็นถือหุ้นใหญ่ และโอนหุ้นทั้งหมดให้แก่ "โฮลด์ โคลล์" ในปี 58

    ด้านผลประกอบการ COL ค่อนข้างผันผวน โดยมีกำไรสุทธิในปี 58 - 60 อยู่ที่ 393.70 ล้านบาท 384.34 ล้านบาท และ 502.30 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ครึ่งปีแรกทำกำไรสุทธิไปได้แล้วถึง 405.28 ล้านบาท โต 77% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการยกเลิกธุรกิจออนไลน์แบบ B2C ที่มีผลขาดทุน

    ราคาหุ้น COL ปรับลงแรง 5 วันติดต่อกัน หลังจากที่"นายวรวุฒิ อุ่นใจ" ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ขายหุ้นออกมาต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.61 รวม 1 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 29.39 บาท และยังมีประเด็นค่าใช้จ่ายธุรกิจใหม่ที่กระทบกำไรสุทธิปีนี้ ขณะที่ยังไม่มีรายได้เข้ามา

    ราคาหุ้น COL ทรุดแรงตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.61 จาก 29.75 บาท ลงมา 25.75 บาทวันนี้ คิดเป็นลดลง 13.44% ใน 5 วันทำการ ซึ่งมีสาเหตุมาจาก นายวรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 และกรรมการผู้จัดการใหญ่ COL ขายหุ้นออกมาต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.61 รวมทั้งหมด 1,069,800 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 29.39 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นมูลค่า 31,442,825 ล้านบาท

    นอกจากนี้ COL ยังมีประเด็นค่าใช้จ่ายล่วงหน้าด้านบุคลากร และวางระบบธุรกิจใหม่ ที่ง Omni Channel Franchise และ Market Place ที่จะเข้ามากระทบกำไรสุทธิในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรายได้เข้ามาชัดเจนด้วย

    นักวิเคราะห์มองค่าใช้จ่ายธุรกิจใหม่แม้จะเข้ากดดันกำไรสุทธิในปีนี้ แต่คาดกำไรสุทธิจะยังทำได้ดีราว 753 - 761 ล้านบาท จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นต่อเนื่องตามการขายสินค้าแบรนด์ตนเอง ขณะที่ธุรกิจใหม่จะเริ่มหนุนรายได้ตั้งแต่ครึ่งหลังปีหน้า หนุนกำไรสุทธิโตแตะ 847 ล้านบาท

    บล.ทิสโก้ เผย COL จะได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายธุรกิจใหม่ที่ยังไม่สร้างรายได้เข้ามาล่วงหน้า จากธุรกิจ Omni Channel Franchise และ Market Place ทั้งค่าบุคลากร และวางระบบ และค่าเสื่อมราคาคลังสินค้าใหม่ 30 - 40 ล้านบาท ซึ่งจะกระทบกับกำไรสุทธิในปีนี้ แต่จากกำไรขั้นต้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามสัดส่วนการขายสินค้าแบรนด์ตนเอง จะทำให้กำไรสุทธิปีนี้ยังโตแตะ 753 ล้านบาท

    ขณะที่ธุรกิจใหม่จะเริ่มสร้างรายได้ตั้งแต่ปี 62 เช่นการเปิด Omni Channel Franchise 15 - 20 สาขา เริ่มจำหน่ายสินค้า HORECA และอุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงธุรกิจ Logistic Service Provider จะหนุนกำไรสุทธิปี 62 แตะ 847 ล้านบาท 

    ปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อ" จากเดิม "ถือ" โดยการปรับราคาเป้าหมายไปปี 62 เป็น 33 บาท อิง PER ปี 62 ที่ 25 เท่า และประมาณการนี้ยังไม่รวมธุรกิจใหม่ที่จะเริ่มชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2/62 เป็นต้นไปด้วย

    บล.กสิกรไทย คงประมาณการกำไรสุทธิในปีนี้ไว้ที่ 761 ล้านบาท โต 52% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งการขยายกิจการยังสอดคล้องกับประมาณการอยู่ โดยกลุ่มสินค้า HoReCa และกลุ่มเครื่องมือแพทย์จะเสริมการเติบโตในปี 62 ซึ่งคาดรายได้ออฟฟิศเมทจะเติบโต 10 - 11% และ B2S โตราว 3 - 4% จากการปรับปรุงสาขาย่อยและเพิ่มสินค้ากลุ่มใหม่แทนหนังสือ


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ