|
|
โพสต์เมื่อ: วันพฤหัสบดี 15 สิงหาคม 2562 12:20 น.
AU เผย Q2/62 กำไรโต 117% - ยันเปิดสาขาในฮ่องกงช่วงคริสต์มาสปีนี้
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -14 ส.ค. 62 9:36: น. บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU เผย Q2/62 มีกำไร 63.16 ลบ. โต 117% หลังรายได้กระฉูดตามการขยายสาขาอีก 8 แห่ง ยอดขายสาขาเดิมสดใส หนุนงวด 6 เดือนกำไร 122.84 ลบ. ย้ำแผนเปิดสาขาในฮ่องกงช่วงคริสต์มาสปีนี้ - งวด Q2/62 มีกำไร 63.16 ล้านบาท หรือ 0.08 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 117% จากงวดเดียวกันปีก่อน 28.93 ล้านบาท หรือ 0.04 บาท/หุ้น ราคาหุ้นบริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU กระตุกขึ้นแรงอีกครั้ง โดยปรับขึ้นแตะ 15 บาท ก่อนปิดที่ 14.90 บาท ด้วยปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 1,075% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า จากที่เคยซื้อขายวันละไม่ถึง 1 ล้านหุ้น เพิ่มเป็น 10.40 ล้านหุ้น อย่างไรก็ตามพบว่าวอลุ่มซื้อและวอลุ่มขายอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยมีแรงซื้อ 4.9 ล้านหุ้น และขาย 4.8 ล้านหุ้น AU ดำเนินธุรกิจจำหน่ายขนมหวาน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ (1) ธุรกิจร้านขนมหวาน ภายใต้ชื่อ "ร้านอาฟเตอร์ ยู" และ "ร้านเมโกริ" และ (2) ธุรกิจบริการจัดงานนอกสถานที่และการรับจ้างผลิต ณ วันปิดสมุดทะเบียนล่าสุด 18 มี.ค. 62 มีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้นกว่า 6,600 ราย บริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาด mai เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 59 ด้วยราคาไอพีโอ 4.50 บาท และมีราคาต่ำสุดตั้งแต่เข้าเทรดที่ 5.30 บาท และสูงสุดที่ 17.50 บาท ซึ่งเพิ่งขึ้นไปแตะเมื่อเดือน ก.ค. 62 ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงาน AU กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทำนิวไฮต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่เข้าซื้อขายในปี 59 โดยมีกำไรที่ 98 ล้านบาท, 128 ล้านบาท, และ 147 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนไตรมาส 2/62 มีกำไร 63 ล้านบาท โต 117% ส่งผลให้ครึ่งแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิ 122 ล้านบาท AU ที่พุ่งขึ้นในรอบนี้ ส่งผลให้ค่า P/E พุ่งขึ้นแตะ 57.83 เท่า ในขณะที่ราคา All Time High ที่ 17.50 บาท มีค่า P/E อยู่ที่ 80.20 เท่า นอกจากนี้ยังพบว่าตั้งแต่เดือน มิ.ย. 62 ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติทยอยลดสัดส่วนหุ้น AU ผ่าน NVDR อย่างต่อเนื่อง จากที่เคยถือครองอยู่เกือบ 24 ล้านหุ้น ล่าสุดเหลือถือหุ้น 13.51 ล้านหุ้น ตรวจสอบความเห็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีมุมมองที่ดีต่อธุรกิจของ AU ที่สามารถดำเนินตามแผน ทั้งในส่วนของการเพิ่มขึ้นของรายได้ และการแผนการขยายสาขา โดยคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะยังเติบโตทำนิวไฮได้ต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นปัจจุบันนับว่าเกินพื้นฐานที่ 12.80-12.90 บาทไปแล้ว บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุถึง Key takeaway from Analyst Meeting ครั้งล่าสุด มีประเด็นสำคัญดังนี้ • AU ยังคงตั้งเป้ารายได้ใน 2019F เติบโตอย่างโดดเด่น (1H19 +48%y-y) โดยบ. มองรายได้ 2H19F จะยังโตต่อเนื่องตาม • AU ยังคงเป้าการขยายสาขาสำหรับปี 2019F ไว้ที่ 8-10 สาขา (Vs. +5 สาขาใน 2018) ใกล้เคียง CNS est. โดยใน 1H19 เปิดไปแล้ว 6 สาขาคือ • AU ยังมีมุมมองที่ positive ต่อการเติบโตของ SSS ในช่วงครึ่งปีหลังตามกลยุทธ์การออกผลิตภัณฑ์ to go ที่ยังมีต่อเนื่องอีก 3-4 รายการ โดยสินค้าใหม่จะเน้น long shelf life product (เหมือน pancake mix ที่ค่อนข้างได้รับความสนใจจากตลาด) เพื่อต่อยอดช่องทางการขายให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาหน้าร้าน ทั้งนี้ CNS est. SSSG ใน 2H19F ไว้ที่ราว high single-digit (Vs. 1H19 ที่ low double-digit) โดยเราประเมินว่า SSSG ในช่วงครึ่งหลังจะโตแผ่วกว่าช่วงครึ่งแรกแม้จะมีผลิตภัณฑ์ to go ออกใหม่ต่อเนื่องแต่คาดจะไม่มีอิทธิพลเท่าขนมปังเนยโสด/ นมโสด • AU ตั้งเป้ารายได้ catering & OEM (7%ของรายได้รวม) ยังอยู่ใน trend ขาขึ้นต่อเนื่อง (1H19 +619%y-y) ตามกลยุทธ์การออก pop-up store ระยะสั้นมากขึ้น (7-10 วัน) โดยจะเน้นทำเลที่มีคนเยอะอย่าง MRT และห้างในต่างจังหวัดมากขึ้น (Vs. ปีก่อนที่เน้นงานเทศกาลและมหกรรมเป็นหลัก) ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีใน 1H19 (รายได้เฉลี่ยกว่า 100K/วัน) โดยใน 2H19F AU มีแผนที่จะออก pop-up store ราว 1-2 แห่ง/เดือน ทั้งนี้ CNS est. รายได้ส่วนนี้ในปี 19F ที่ 75 ลบ. โดยรายได้ 1H19 คิดเป็น 54% ของประมาณการทั้งปี • แผน franchise ในฮ่องกงมีความชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบัน AU ได้เซ็นสัญญากับ partner แล้วและอยู่ในระหว่างการ training และ decorating โดยบริษัทฯ ยังมั่นใจว่าจะสามารถเปิดสาขาแรกได้ใน 4Q19F (Causeway Bay) โดยเบื้องต้นระยะเวลาในการทำสัญญาคือ 5 ปี (เปิดขั้นต่ำ 5 สาขา) ทั้งนี้การรับรู้รายได้จาก franchise จะสามารถแบ่งได้เป็น 3 ทางคือ • จาก guidance ของบริษัทฯ ที่ใกล้เคียงกับประมาณการเดิมของเรา เราจึงยังคงประมาณการกำไรสุทธิ 2019F ที่ 230 ลบ. (+56%y-y) โดยมองกำไร 2H19F ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง y-y โดย momentum การโตหลักๆ จะมาจาก 3Q19 ที่คาดรายได้จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ y-y ตาม • เรายังคงคำแนะนำ Reduce สำหรับ AU ที่ TP20F 12.80 บาท/หุ้น โดยถึงแม้ผลประกอบการของ AU ยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เรามองว่าราคาปัจจุบันของ AU ได้สะท้อนปัจจัยบวกต่างๆ ไปแล้ว บวกกับมองว่าแนวโน้มกำไรที่จะโตแผ่วลงในปี 20-21F ที่ +8%CAGR จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ AU น่าสนใจลดลง นอกจากนี้ คาดว่า 3Q62 ผลประกอบการยังคงเติบโตได้ แม้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนจากยอดซื้อสินค้ากลับบ้าน (Take-Away) ของ Grab และ Line Man ที่โตแรง ขณะที่ ทิศทางของ %GPM ยังเติบโตดีขึ้นตามยอดของ Take-away และสาขา Pop-up stores ที่มีมาร์จิ้นดีกว่ารายได้ประเภทอื่นๆ โดยเราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 62 สู่ 259 ลบ. (เพิ่มขึ้น 32%) +75%YoY หลังจากที่กำไร 1H62 เท่ากับ 67% ของประมาณการกำไรเดิม นอกจากนี้ เรายังปรับสมมติฐาน %SG&A ลงมาที่ระดับ 40% จากเดิมอยู่ที่ระดับ 44% ประกอบกับปรับเพิ่ม SSSG มาที่ระดับ 10% จากเดิมอยู่ที่ระดับ 5% สาขาที่ฮ่องกงจะเป็นสาขาแรกในต่างประเทศในรูปแบบของแฟรนไชส์: ภายหลังผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกงเตรียมประกาศการถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีน ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงเริ่มคลี่คลายลง จึงเชื่อว่ากำหนดการเปิดสาขาแรกยังคงเป็นไปตามเดิม คือ ช่วงก่อนวันคริสต์มาส (4Q62) ขณะที่ บริษัทจะมีรายได้จากการขายแฟรนไชส์จาก 3 ส่วน คือ 1) Initial Fee 2) Royalty Fee และ 3) ซื้อวัตถุดิบกับบริษัท โดยมีอายุสัญญา 5 ปี และมีระบุขั้นต่ำในการขยายสาขาไม่น้อยกว่า 5 แห่ง ทั้งนี้ รายได้จากแฟรนไชส์จะเป็นอัพไซต์ของประมาณการกำไรปี 62 ปรับเพิ่มราคาเหมาะสมสู่ 12.90 บาท (จากเดิม 9.20 บาท) แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”: เราปรับเพิ่มราคาเหมาะสมสู่ 12.90 บาท (จากเดิม 9.20 บาท) เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานที่เติบโตแข็งแกร่ง โดยประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี DCF โดยใช้ WACC เท่ากับ 9% และ Terminal Growth เท่ากับ 5.5% คำนวณได้ราคาเหมาะสม 12.90 บาท อย่างไรก็ดี ราคาปัจจุบันยังสูงกว่าราคาเหมาะสม จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” บล.บัวหลวง ระบุยอดขายเดือนก.ค.-ส.ค. เติบโตดีแม้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น เราคาด sssg เติบโตเป็นเลขสองหลัก YoY ใน 3Q19 และต่อเนื่องไปใน 4Q19 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น บริษัทมุ่งพัฒนาสินค้าใหม่ทั้งในรูปแบบทานในร้านและ takeaway ซึ่งมีอัตรากำไรสูง นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะเน้นขายผ่านทาง Pop-up store มากขึ้น การขยายสาขาที่ฮ่องกงยังคงดำเนินไปตามแผนและคาดว่าจะเปิดได้ก่อนคริสต์มาส เรามั่นใจในการเติบโตกำไรในปี 2019 โดยเชื่อว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งใน 4Q19 ปัจจุบัน AU ซื้อขายที่ PER ปี 2019 ที่ 48.7x, ต่ำกว่า long-term ของบริษัทที่ 60x เราแนะนำให้นักลงทุน "Let profit run" เกมหุ้น AU ในรอบ คงต้องจับตาว่าจะสามารถดันราคาขึ้นแตะ High เดิมได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาราคาหุ้นเทรดในระดับเกินพื้นฐานมาตลอด แสดงให้เห็นว่านักลงทุนให้พรีเมียมกับหุ้นตัวนี้ค่อนข้างมาก แต่หากดูปัจจัยแวดล้อมแล้ว แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตของบริษัทจะยังดูดี แต่ราคาก็แรงแซงพื้นฐานไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าหุ้นพร้อมจะเจอแรงขายได้ตลอดเวลา หากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ ซึ่งนักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังในการเก็งกำไร *ม็อบคลั่ง ต้านประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินครั้งแรก หลังจาก นางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี สั่งห้ามผู้ชุมนุมสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าที่แท้จริง และมีผลบังคับใช้หลังจากเข็มนาฬิกาผ่านพ้นเวลาเที่ยงคืน เข้าสู่วันที่ 5 ตุลาคม 2562 *คืนที่ ‘มืดมนอนธการ’ ที่สุดของฮ่องกง นางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง กล่าวถึงเหตุรุนแรงเมื่อคืนวันที่ 4 ตุลาคมว่า นับเป็น ‘คืนที่มืดมนที่สุดของฮ่องกง’ เพราะทำให้สังคมฮ่องกงเกือบเป็นอัมพาตในวันรุ่งขึ้น จนทำให้ทุกคนต่างเป็นกังวล และกำลังหวาดกลัว ขณะที่นางแคร์รี แลม เรียกผู้ชุมนุมประท้วงว่า เป็น ผู้ก่อจลาจล ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง ยังแถลงข่าวในวันอังคารที่ 8 ตุลาคม หลังเกิดการประท้วงอย่างรุนแรงที่ฮ่องกงต่อเนื่องมา 3 วันว่า เหตุประท้วงในฮ่องกงได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของฮ่องกงในช่วงไตรมาสที่ 3 อย่างหนัก เพราะ 6 วันแรกของเดือนตุลาคม ปีนี้ ในขณะที่เป็นช่วงวันหยุดยาวของชาวจีน ที่เรียกว่า วันหยุด ‘โกลเด้น วีก’ เฉลิมฉลองวันชาติที่ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม ปรากฏว่าจำนวนนักท่องเที่ยวผู้คนที่มาเยือนฮ่องกง ตกฮวบลงไปถึง 50% เวลานี้ ร้านค้าปลีก ผู้ประกอบธุรกิจจัดเลี้ยง การท่องเที่ยว โรงแรม กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการประท้วง มีผู้ประกอบการ พนักงาน ได้รับผลกระทบจากวิกฤติประท้วงที่ยืดเยื้อกว่า 4 เดือนแล้วราว 500,000 คน * ท้าทายความนิยมของ สี จิ้นผิงมากที่สุด รอยเตอร์ชี้ว่า การประท้วงบนเกาะฮ่องกงที่ไม่มีสัญญาณว่าจะทุเลาเบาลง ถือเป็นการท้าทายความนิยมของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนมากที่สุด นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนเมื่อปี 2555 และถือเป็นวิกฤติทางการเมืองที่หนักหนาสาหัสที่สุดของฮ่องกง นับตั้งแต่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้แก่จีน ในปี 2540 เลยทีเดียว เพราะจากการประท้วงที่เริ่มในเดือนมิถุนายน 2562 จากการต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ได้ลุกลามมาเป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยต่อต้านการเข้ามาลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวฮ่องกง ซึ่งผู้ประท้วงถือว่า รัฐบาลจีนเข้ามาแทรกแซงระบอบการปกครองที่เรียกว่า ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ที่เคยให้คำมั่นสัญญากับชาวฮ่องกงไว้ตั้งแต่อังกฤษคืนเกาะแห่งนี้ให้แก่จีน
|
|




