บล.ทิสโก้ : BGC แนะนำ“ถือ” ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2020F ที่ 14.20 บาท
23/08/2562
คาดเห็นครึ่งปีหลังที่ดีกว่าครึ่งปีแรก
เพิ่มลูกค้าและขยายตลาดชดเชยการชะลอตัวในประเทศ
เราคาดจะเห็นการเติบโตกำไรในปี 2019-21F ด้วย CAGR 13% ต่อปี จาก
1) การยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3,495 ตันต่อวัน ทำให้รายได้ยังคงขยายตัวรวมทั้งการขยายตลาดไปยังต่างประเทศช่วยชดเชยการหดตัวของความต้องการในประเทศ
2) คาดผลประกอบการครึ่งปีหลังขยายตัวมากขึ้นจากการเข้าสู่ช่วง high season
3) ต้นทุนเศษแก้วและพลังงานที่ลดลง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทำให้บริษัทอัตรากำไรขั้นต้นยังปรับตัวดีขึ้น เรายังคงแนะนำ “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมาย 14.20 บาท
กำไรสุทธิเติบโต YoY แต่ยังคงลดลง QoQ
BGC รายงานกำไรสุทธิ 2Q19 อยู่ที่ 82 ล้านบาท ลดลง -9.8% YoY และ -49% QoQ หากไม่รวมรายการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานตามกฎหมายจำนวน 41 ล้านบาท กำไรปกติอยู่ที่ 116 ล้านบาท ซึ่งเติบโต 30% YoY แต่ยังคงลดลง -28% QoQ ซึ่งรายได้เติบโตได้ดีกว่าที่เราคาดไว้ ด้วยการเติบโต 20% YoY แต่ลดลง -6% QoQ เติบโตทั้งการขายในประเทศ 16% YoY จากกลุ่มเบียร์ สำหรับเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์เติบโต 14% YoY และส่งออกเติบโตสูงถึง 91% YoY ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 13.8% ต่ำกว่าที่เราคาดจากการตั้งสำรองพนักงานฯ หากไม่รวมอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 14.9% และอัตรากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 4.2% มาจากการเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรองรับลูกค้าใหม่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง และต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้นจากการเปิดโรงงานราชบุรี
คาดครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งแรก
กำไรปกติ 1H19 อยู่ที่ 278 ล้านบาท เติบโต 9% YoY เราปรับประมาณการสำหรับปี 2019-21F ลงสะท้อนมาร์จิ้นในปีนี้ที่ต่ำกว่าที่เราคาดไว้ โดยประเมินกำไรสุทธิ 546 ล้านบาท, 702 ล้านบาท และ 788 ล้านบาท ตามลำดับ โดยเราคาดผลประกอบการใน 2H19F ดีขึ้น HoH จาก
1) เข้าสู่ช่วง high season รองรับการจำหน่ายสินค้าของลูกค้าในช่วงปลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเบียร์
2) ตลาดส่งออกที่คาดจะยังคงเติบโตราว 100% YoY จากปีที่แล้วที่มีสัดส่วนเพียง 7% มาอยู่ที่ 10% ในปีนี้ ปัจจุบันบริษัทเข้าจำหน่ายในยุโรป CLMV อินเดีย และ Oceania
3) ประสิทธิภาพการผลิตที่คาดจะเพิ่มขึ้นจาก 84.9% ในครึ่งปีแรก เนื่องจากโรงงานราชบุรีเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามจำนวนสินค้าใหม่ที่ลดลงทำให้การเปลี่ยนแปลงไลน์ผลิตน้อยลง คาดอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมทั้งปีกลับมาสู่ระดับ 16% ได้ จาก 15% ใน 1H19 และการเติบโต Inorganic โดยบริษัทให้ความสนใจที่จะลงทุนในบริษัทที่ผลิตสินค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เพื่อจะขยายฐานสินค้าและการเติบโตในอนาคต
ยังคงแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายใหม่ 14.20 บาท
เรายังคงแนะนำ “ถือ” เราปรับราคาเป้าหมายไปยังปี 2020F อยู่ที่ 14.20 บาท (จากเดิม 13.60 บาท) อิงจาก PER 14 เท่าปี 2020F โดยเราคาดจะยังเห็นแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ย 13% ใน 3 ปีข้างหน้า จากการขยายฐานสินค้าไป High Value Added ที่มีอัตรากำไรสูง และการควบคุมประสิทธิภาพค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มกำไรของบริษัท Upside ต่อประมาณการของเราหากบริษัทมีดีล M&A ที่สำเร็จได้ตามแผนที่อาจจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของรายได้ได้ในปีนี้-ปีหน้า