ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » หุ้น SSP
เข้าชม : 334

EPS งบ SSP ปี 2562

โพสต์เมื่อ: วันพฤหัสบดี 5 มีนาคม 2563  10:12 น.
EPS งบ SSP
 
  Q1 Q2 Q3 Q4 รวม
ปี 2560     0.08 0.07 0.45
ปี 2561 0.12 0.17 0.13 0.11 0.52
ปี 2562 0.13 0.17 0.16 0.13 0.59
ปี 2563          


------------------------

บล.เคทีบี(ประเทศไทย) : SSP แนะนำซื้อ คงราคาเป้าหมาย 10 บาท
28/02/2563

เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายที่ 10.00 บาท อิงวิธี DCF (WACC = 5.0%, terminal growth = 0%) SSP ประกาศกำไรปกติ 4Q19 ที่ 135 ล้านบาท (+24% YoY, -13% QoQ) กำไรเติบโต YoY จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 73% YoY อย่างไรก็ตามผลประกอบการที่ลดลง QoQ ยังคงต้องรอคำอธิบายเพิ่มเติมจากบริษัท จากข้อสังเกตุกรณี solar farm ขายไฟฟ้าได้ลดลง QoQ แม้ผ่านช่วง low season ใน 3Q ไปแล้ว (จะมาอัพเดทหลัง analyst meeting 3/3/20 เบื้องต้นคาดเกิดจากปัญหาฝุ่นซึ่งเคยกระทบผลประกอบการของบริษัทมาแล้วในอดีต) อย่างไรก็ตามกำไรปกติทั้งปี 2019 อยู่ที่ 613 ล้านบาท (+23% YoY) ยังคงอยู่ในกรอบประมาณการของเรา ทำให้เบื้องต้นเราประเมิน downside risk จำกัดและยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2020E ไว้ที่ 793 ล้านบาท (+26% YoY)

  ราคาหุ้นช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลง -8% คาดมาจากการขาด key catalyst ใหม่ โดยโครงการที่เป็น potential projects คาดจะสามารถประกาศได้ในช่วง 1H20E อย่างไรก็ตามด้วยระดับราคาปัจจุบันที่เทรด PER อยู่เพียง 8x เราประเมินน่าสนใจหากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมที่เทรด PER = 20x นอกจากนี้เราประเมินผลประกอบการยังอยู่ในภาวะขาขึ้นเติบโตเฉลี่ย 18% (CAGR 2019E-2022E) หนุนโดยโครงการในญี่ปุ่นกำลังการผลิตตามสัดส่วนรวม 60MW ทยอย COD 2020E-2022E ในขณะที่ key catalysts คือการเจรจาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เวียดนามขนาด 48MW (ถือ 80%) มีกำหนด COD ในปี 2021 โดยคาดจะเห็นความชัดเจนใน 1Q20 และหากสำเร็จจะเป็น upside ให้กับหุ้นอีกราว 1.50 บาทต่อหุ้น  

Event: 4Q19 results review
 กำไรปกติ 4Q19 โตต่ำคาด SSP ประกาศกำไรสุทธิ 4Q19 ที่ 117 ล้านบาท (+12% YoY, -19% QoQ) อย่างไรก็ตามหากตัด FX loss ออกกำไรปกติจะอยู่ที่ 135 ล้านบาท (+24% YoY, -13% QoQ) ต่ำกว่าที่เราคาดราว 15% ทั้งนี้ YoY เติบโตได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นระหว่างปีกว่า 51MW (+73% YoY) ในขณะที่ผลงาน QoQ ที่ลดลง คาดว่ามาจากการผลิตไฟฟ้า solar farm ที่ยังไม่สามารถผลิตได้มากเท่าที่เราคาดหลังผ่านช่วง low season ใน 3Q19  โดยสังเกตุจากรายได้การขายไฟฟ้าใน 4Q19 ลดลง -8% QoQ เบื้องต้นคาดเกิดจากปัญหาฝุ่นซึ่งเคยกระทบผลประกอบการของบริษัทมาแล้วในอดีต ยังต้องรอคำอธิบายเพิ่มเติมจากบริษัทถึงสาเหตุที่ชัดเจนหลัง analysts meeting ในวันที่  3 มี.ค.2020

Implication
 ยังคงประมาณการกำไรปกติ 2020E รอความชัดเจนจากบริษัท แม้กำไร 4Q19 ออกมาต่ำกว่าที่เราคาด อย่างไรก็ตามกำไรปกติทั้งปี 2019 ของบริษัทที่ 613 ล้านบาท +23% YoY ยังคงอยู่ในกรอบประมาณการเดิมของเรา ทำให้เบื้องต้นเราประเมิน downside risk ต่อคาดการณ์กำไรปกติปี 2020E มีจำกัดจึงยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2020E ที่ 793 ล้านบาท (+26% YoY) ได้รับแรงหนุนจากการรับรู้รายได้เต็มปีของโรงไฟฟ้า Binh Nguyen (เวียดนาม 40MW COD 2Q19) และ Khonshign (มองโกเลีย 11MW COD 3Q19) และการ COD โรงไฟฟ้าโซล่าร์ Yamaga (ญี่ปุ่น 27MW COD 2Q20E)  ซึ่งทำให้กำลังการผลิตตามสัดส่วน ณ สิ้นปี 2020E อยู่ที่ 148MW (+22% YoY)

Valuation/Catalyst/Risk
  ราคาเป้าหมายที่ 10.00 บาท อิงวิธี DCF (average WACC 5.0%, no terminal growth) โดย Key catalyst ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอยู่ที่การ COD โครงการ Solar farm ที่ญี่ปุ่น (Yamaga, Leo 1-2) ขนาดกำลังการผลิตตามสัดส่วนฯรวม 60MW ในปี 2020E-22E ซึ่งเป็น 3 โครงการสุดท้ายที่บริษัทได้รับ PPA แล้วในปัจจุบัน และการเจรจาโครงการลมในเวียดนามและมาเลเซีย (คาดเจรจาอยู่ราว 100MW)  หากสำเร็จจะเป็นอีก Potential upside


---------------------------

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) : SSP แนะนำ `ซื้อ` ราคาเป้าหมายที่ 11.60 บาท
02/03/2563
กำไรปกติปี 2562 โต Double digit       
Event :

 

 ►  บริษัทรายงานรายได้ใน 4Q63 อยู่ที่ 365 ลบ. ลดลง 7.9% QoQ แม้ค่าแสงในไทยจะดี แต่ถูกกดดันจากผล Seasonal effect ในญี่ปุ่น มองโกเลีย และเวียดนาม แต่เติบโต 15.2% YoY เนื่องจาก
1) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เวียดนาม ขนาด 40 MW (30 MWe) ที่ COD ไปเมื่อเดือน มี.ค. 62
2) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มองโกเลีย ขนาด 15 MW (11MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน ก.ค. 62
        ►  ด้าน GPM ใน 4Q62 ลดลงเป็น 62.4% จาก 66.6% ใน 3Q62 และ จาก 70.3% ใน 4Q61 เนื่องจากโครงการใหม่ๆ ได้รับค่าไฟในลักษณะ FiT แทน Adder ด้าน SG&A/Sales ทรงตัว QoQ ที่ 12-13% แต่ลดลง YoY จาก 20% เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโซลาร์บนหลังคา (EPC) ใน 4Q61
         ► นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อสิ้นปี 62 ส่งผลให้บริษัทมีการบันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX loss) เป็นจำนวนเงิน 17 ลบ. ใน 4Q62 ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 118 ลบ. ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 134 ลบ. (-13.6%QoQ, +23.1%YoY) ซึ่งใกล้เคียงกับที่เราคาดที่ 135 ลบ. พร้อมประกาศเงินปันผลที่ 0.11 บาทต่อหุ้น (XD 11 พ.ค. และจ่ายวันที่ 29 พ.ค.) และประกาศ Warrant ผู้ถือหุ้นเดิมที่ 4:1 ที่ราคาใช้สิทธิ์ 10 บาทต่อหุ้น ระยะเวลาการใช้สิทธิ์ 3 ปี (XW 11 พ.ค.)

Our Take :
         ► แนวโน้มกำไรปกติใน 1Q63 คาดทรงตัว QoQ ยังเป็นผลต่อเนื่องมาจากความอ่อนแสงทั้งในประเทศญี่ปุ่น มองโกเลีย และเวียดนาม แต่เติบโต YoY สูง จากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิย์ที่เวียดนามและมองโกเลีย ขนาดรวม 55 MW (41 MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน มี.ค. 62 และเดือน ก.ค. 62 ตามลำดับ
        ►  คาดกำไรปกติปี 2563 ที่ 877 ลบ. เติบโตถึง 43.1%YoY ทำระดับสูงสุดใหม่ โดยมีปัจจัยหนุนจาก
1) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Binh Nguyen ที่เวียดนามเต็มปี ขนาด 40 MW (30MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน มี.ค. 62
2) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Khunsight Kundi ที่มองโกเลียเต็มปี ขนาด 15 MW (11MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน ก.ค. 62
3) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Yamagane ที่ญี่ปุ่น ขนาด 30 MW (27MWe) คาดจะ COD ภายในเดือน มิ.ย. 63 ทำให้กำลังผลิตทั้งปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 158 MW (139 MWe) มี Upside จากโรงไฟฟ้าพลังงงานลม ที่เวียดนามอีก 48 MW อายุสัญญา 20 ปี โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 80% คาดจะสามารถ COD ได้ภายในเดือน ต.ค. 64 ซึ่งเรายังไม่รวมไว้ในประมาณการ
         ► เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 11.60 บาทต่อหุ้น มี Upside gain 64.5%ปัจจุบันซื้อขายบน PER2563 ต่ำเพียง 7.4 เท่า พร้อมคาดปันผลทั้งปี 2563 ที่ 0.38 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นผลตอบแทนสูงถึง 5.4%

--------------------------------

04/03/2563
บล.เคทีบี(ประเทศไทย) : SSP แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 10.00 บาท

 

เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 10.00 บาท อิงวิธี DCF (WACC = 5.0%, terminal growth = 0%) มีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์วันที่ 3/3/20 จาก
  1) คลายกังวลเรื่อง plants performance ใน 4Q19 หลังบริษัทยืนยันปกติดี เป็นเพียงปัจจัยฤดูกาลเท่านั้น (ญี่ปุ่นและมองโกเลียหิมะตก ส่วนเวียดนามเจอฝน) 2) Potential projects มีโอกาสสูงที่จะสำเร็จจากโครงการลมในเวียดนาม 40MW และอินโดนีเซีย 60MW เป็น potential upside ให้กับประมาณการของเรา
  ราคาหุ้นช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลง -8% คาดมาจากการขาด key catalyst ใหม่ อย่างไรก็ตามด้วยระดับราคาปัจจุบันที่เทรด PER อยู่เพียง 8x เราประเมินน่าสนใจหากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมที่เทรด PER = 20x นอกจากนี้เราประเมินผลประกอบการยังอยู่ในภาวะขาขึ้นเติบโตเฉลี่ย 18% (CAGR 2019E-2022E) หนุนโดยโครงการในญี่ปุ่นกำลังการผลิตตามสัดส่วนรวม 60MW ทยอย COD 2020E-2022E โดย key catalysts หลังจากนี้คือพัฒนาการโครงการในเวียดนาม 40MW และโอกาสในอินโดนีเซีย 60MW

Event: analyst meeting
 กำไรปกติ 4Q19 โตต่ำคาดจากปัจจัยฤดูกาล บริษัทชี้แจงเพิ่มเติมหลังกำไรปกติ 4Q19 ลดลง -13% QoQ ต่ำกว่าตลาดคาดราว 15% โดยเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล (ที่ญี่ปุ่นและมองโกเลียเจอหิมะ ในขณะที่เวียดนามเจอฝน) ซึ่งหากตัดประเด็นดังกล่าวออก plant performance ยังคงปกติ
 โครงการเพิ่มเติมในเวียดนามราว 40MW หลังจากได้ PPA โครงการลม near-shore 48MW ในเวียดนาม บริษัทแจ้งถึงศักยภาพที่สามารถพัฒนาโครงการลมในพื้นที่เดียวกันได้อีกราว 40MW หลังจากได้รับความเห็นชอบจากท้องถิ่นและเป็นโครงการที่อยู่ใน Master plan เดิม ทำให้ไม่ต้องขออนุญาตใหม่ โดยบริษัทรอการพัฒนาสายส่งในพื้นที่เพิ่มเติมก่อนเดินหน้าโครงการต่อไป
 โอกาสในอินโดนีเซียเปิดกว้าง โครงการพลังงานทดแทนมีโอกาสเติบโตอีกมาในประเทศอินโดนีเซียเนื่องจากอยู่ในเฟสแรกที่ประเทศพยายามผลักดัน โดย SSP เน้นไปที่ solar rooftop บนหลังคาโรงงานซึ่งยังมีไม่มาก โดยปัจจุบันมีบริษัทมี private PPA กับกลุ่มโรงงานในมือราว 10MW และอยู่ระหว่างเจรจาอีกราว 60MW

Implication
 เรามีมุมมองเป็นบวก Potential upside มีสูง เรามีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์ในครั้งนี้จากโอกาสในการเติบโตซึ่งหนุนโดย potential projects ที่มีพัฒนาการอย่างเป็นรูปธรรม
1) โครงการในเวียดนามเราประเมินมีโอกาสสูงมากที่จะได้โครงการลมมาพัฒนาต่ออีกราว 40MW เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เดียวกับโครงการแรก (48MW) และเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลเวียดนามจัดสรรมาเพื่อรองรับโครงการดังกล่าวอยู่แล้วตาม Master plan เดิม อย่างไรก็ตามด้วยสายส่งที่ยังไม่พอรองรับโครงการใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวคาดต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมก่อนเห็นความชัดเจนในปี 2021E
2) solar rooftop ในอินโดนีเซีย เราประเมินมี potential upside สูง อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนอยู่ในเฟสแรกที่รัฐกำลังจะสนับสนุน โดยเฉพาะ solar rooftop ที่บริษัทเน้นอยู่ในปัจจุบัน ข้อดีคือหลังคาโรงงานยังมีรองรับ solar rooftop อีกมาก และการแข่งขันยังไม่สูงทำให้สัญญาค่าไฟฟ้าได้ในระดับที่ดี (ค่าไฟฟ้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียใกล้เคียงกัน แต่ในไทยเนื่องจากการแข่งขันสูงทำให้ส่วนลดจากค่าไฟฟ้าที่ผู้ประกอบการให้กับเจ้าของโรงงานสูงถึง 15-20% ในขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่ราว 10% เท่านั้น – คู่แข่งน้อยและกำไรดี) คาดจะเป็นอีกสายงานที่จะทยอยสร้าง upside ให้กับบริษัทได้ในอนาคต 

Valuation/Catalyst/Risk
  ราคาเป้าหมายที่ 10.00 บาท อิงวิธี DCF (average WACC 5.0%, no terminal growth) โดย Key catalyst ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอยู่ที่การ COD โครงการ Solar farm ที่ญี่ปุ่น (Yamaga, Leo 1-2) ขนาดกำลังการผลิตตามสัดส่วนฯรวม 60MW ในปี 2020E-22E ซึ่งเป็น 3 โครงการสุดท้ายที่บริษัทได้รับ PPA แล้วในปัจจุบัน และการเจรจาโครงการลมในเวียดนามและอินโดนีเซียอีกราว 100MW หากสำเร็จจะเป็นอีก Potential upside


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ