ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » หุ้น SSP
เข้าชม : 353

ลุ้นรายได้ปี 63 โตเกิน 20% ลุ้นกำไรสุทธินิวไฮต่อเนื่อง

โพสต์เมื่อ: วันพฤหัสบดี 7 พฤษภาคม 2563  23:11 น.
SSP ลุ้นกำไรปีนี้นิวไฮ เล็งลงทุนโซลาร์ฯ-พลังงานลมเวียดนาม 200MW
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -5 มี.ค. 63 12:32 น.

 

SSP เผยอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม ที่เวียดนาม 100-200 MW คาดสรุปปีนี้ แย้มมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานสนใจซื้อโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น มั่นใจรายได้ปี 63 โตเกิน 20% ลุ้นกำไรสุทธินิวไฮต่อเนื่อง

  นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศเวียดนาม เฟส 2 ประกอบกับเตรียมพัฒนาขยายโครงการพลังงานลมเพิ่มเติมอีก ซึ่งคิดเป็นขนาดกำลังการผลิตรวม 100-200MW โดยคาดจะได้ข้อสรุปผลการศึกษาภายในปีนี้

  ขณะเดียวกัน เตรียมเข้าลงทุนโครงการโซลาร์ รูฟท็อปที่ประเทศอินโดนีเซีย เบื้องต้นมีขนาดกำลังการผลิต 10MW ซึ่งจะทำการติดตั้งบนหลังคาโรงงาน คาดจะมีการเซ็นสัญญาได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ทั้งนี้ ในช่วง 3-5 ปี (63-67) บริษัทวางเป้าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 400 MW จากปัจจุบันอยู่ที่ 301 MW

  ขณะนี้ มีกองทุนประเภทโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่นให้ความสนใจที่จะเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นของบริษัท โดยปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น จำนวน 80MW โดยมีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 2โครงการ คิดเป็นกำลังผลิต 20.8MW และส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งจะทยอยจ่ายไฟจนครบในปี 65 อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ปิดกั้นการเจรจาดังกล่าว

  โดยในปี 63 บริษัทตั้งเป้ารายได้จะเติบโตเกิน 20% จากปี 62 และกำไรสร้างสถิติสูงสุดใหม่ เนื่องจากจะรับรู้ผลประกอบการของโรงไฟฟ้าโซลาร์ ฟาร์มในมองโกเลียและเวียดนามซึ่งทั้ง 2 แห่ง มีรวมกำลังผลิต 66 MW ที่เริ่มจ่ายเข้าระบบในช่วงกลางปี 62 ดังนั้นจึงทำให้ในปีนี้จะรับรู้ผลประกอบการแบบเต็มปี รวมทั้งมีโรงไฟฟ้ายามากะที่ญี่ปุ่น กำลังผลิต 34.5 MW จะจ่ายไฟเข้าระบบในเดือนมิ.ย.63

-------------------------------------

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) : SSP แนะนำ `ซื้อ` ราคาเป้าหมายที่ 11.60 บาท
02/03/2563
กำไรปกติปี 2562 โต Double digit       

 

         ►  บริษัทรายงานรายได้ใน 4Q63 อยู่ที่ 365 ลบ. ลดลง 7.9% QoQ แม้ค่าแสงในไทยจะดี แต่ถูกกดดันจากผล Seasonal effect ในญี่ปุ่น มองโกเลีย และเวียดนาม แต่เติบโต 15.2% YoY เนื่องจาก
1) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เวียดนาม ขนาด 40 MW (30 MWe) ที่ COD ไปเมื่อเดือน มี.ค. 62
2) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มองโกเลีย ขนาด 15 MW (11MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน ก.ค. 62
         ►  ด้าน GPM ใน 4Q62 ลดลงเป็น 62.4% จาก 66.6% ใน 3Q62 และ จาก 70.3% ใน 4Q61 เนื่องจากโครงการใหม่ๆ ได้รับค่าไฟในลักษณะ FiT แทน Adder ด้าน SG&A/Sales ทรงตัว QoQ ที่ 12-13% แต่ลดลง YoY จาก 20% เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโซลาร์บนหลังคา (EPC) ใน 4Q61
         ► นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อสิ้นปี 62 ส่งผลให้บริษัทมีการบันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX loss) เป็นจำนวนเงิน 17 ลบ. ใน 4Q62 ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 118 ลบ. ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 134 ลบ. (-13.6%QoQ, +23.1%YoY) ซึ่งใกล้เคียงกับที่เราคาดที่ 135 ลบ. พร้อมประกาศเงินปันผลที่ 0.11 บาทต่อหุ้น (XD 11 พ.ค. และจ่ายวันที่ 29 พ.ค.) และประกาศ Warrant ผู้ถือหุ้นเดิมที่ 4:1 ที่ราคาใช้สิทธิ์ 10 บาทต่อหุ้น ระยะเวลาการใช้สิทธิ์ 3 ปี (XW 11 พ.ค.)

Our Take :
         ► แนวโน้มกำไรปกติใน 1Q63 คาดทรงตัว QoQ ยังเป็นผลต่อเนื่องมาจากความอ่อนแสงทั้งในประเทศญี่ปุ่น มองโกเลีย และเวียดนาม แต่เติบโต YoY สูง จากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิย์ที่เวียดนามและมองโกเลีย ขนาดรวม 55 MW (41 MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน มี.ค. 62 และเดือน ก.ค. 62 ตามลำดับ
        ►  คาดกำไรปกติปี 2563 ที่ 877 ลบ. เติบโตถึง 43.1%YoY ทำระดับสูงสุดใหม่ โดยมีปัจจัยหนุนจาก
1) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Binh Nguyen ที่เวียดนามเต็มปี ขนาด 40 MW (30MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน มี.ค. 62
2) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Khunsight Kundi ที่มองโกเลียเต็มปี ขนาด 15 MW (11MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน ก.ค. 62
3) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Yamagane ที่ญี่ปุ่น ขนาด 30 MW (27MWe) คาดจะ COD ภายในเดือน มิ.ย. 63 ทำให้กำลังผลิตทั้งปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 158 MW (139 MWe) มี Upside จากโรงไฟฟ้าพลังงงานลม ที่เวียดนามอีก 48 MW อายุสัญญา 20 ปี โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 80% คาดจะสามารถ COD ได้ภายในเดือน ต.ค. 64 ซึ่งเรายังไม่รวมไว้ในประมาณการ
         ► เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 11.60 บาทต่อหุ้น มี Upside gain 64.5%ปัจจุบันซื้อขายบน PER2563 ต่ำเพียง 7.4 เท่า พร้อมคาดปันผลทั้งปี 2563 ที่ 0.38 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นผลตอบแทนสูงถึง 5.4%

------------------------------

บล.เคทีบี(ประเทศไทย) : SSP แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 10.00 บาท
04/03/2563

 

เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 10.00 บาท อิงวิธี DCF (WACC = 5.0%, terminal growth = 0%) มีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์วันที่ 3/3/20 จาก
  1) คลายกังวลเรื่อง plants performance ใน 4Q19 หลังบริษัทยืนยันปกติดี เป็นเพียงปัจจัยฤดูกาลเท่านั้น (ญี่ปุ่นและมองโกเลียหิมะตก ส่วนเวียดนามเจอฝน)
2) Potential projects มีโอกาสสูงที่จะสำเร็จจากโครงการลมในเวียดนาม 40MW และอินโดนีเซีย 60MW เป็น potential upside ให้กับประมาณการของเรา
  ราคาหุ้นช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลง -8% คาดมาจากการขาด key catalyst ใหม่ อย่างไรก็ตามด้วยระดับราคาปัจจุบันที่เทรด PER อยู่เพียง 8x เราประเมินน่าสนใจหากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมที่เทรด PER = 20x นอกจากนี้เราประเมินผลประกอบการยังอยู่ในภาวะขาขึ้นเติบโตเฉลี่ย 18% (CAGR 2019E-2022E) หนุนโดยโครงการในญี่ปุ่นกำลังการผลิตตามสัดส่วนรวม 60MW ทยอย COD 2020E-2022E โดย key catalysts หลังจากนี้คือพัฒนาการโครงการในเวียดนาม 40MW และโอกาสในอินโดนีเซีย 60MW

Event: analyst meeting
 กำไรปกติ 4Q19 โตต่ำคาดจากปัจจัยฤดูกาล บริษัทชี้แจงเพิ่มเติมหลังกำไรปกติ 4Q19 ลดลง -13% QoQ ต่ำกว่าตลาดคาดราว 15% โดยเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล (ที่ญี่ปุ่นและมองโกเลียเจอหิมะ ในขณะที่เวียดนามเจอฝน) ซึ่งหากตัดประเด็นดังกล่าวออก plant performance ยังคงปกติ
 โครงการเพิ่มเติมในเวียดนามราว 40MW หลังจากได้ PPA โครงการลม near-shore 48MW ในเวียดนาม บริษัทแจ้งถึงศักยภาพที่สามารถพัฒนาโครงการลมในพื้นที่เดียวกันได้อีกราว 40MW หลังจากได้รับความเห็นชอบจากท้องถิ่นและเป็นโครงการที่อยู่ใน Master plan เดิม ทำให้ไม่ต้องขออนุญาตใหม่ โดยบริษัทรอการพัฒนาสายส่งในพื้นที่เพิ่มเติมก่อนเดินหน้าโครงการต่อไป
 โอกาสในอินโดนีเซียเปิดกว้าง โครงการพลังงานทดแทนมีโอกาสเติบโตอีกมาในประเทศอินโดนีเซียเนื่องจากอยู่ในเฟสแรกที่ประเทศพยายามผลักดัน โดย SSP เน้นไปที่ solar rooftop บนหลังคาโรงงานซึ่งยังมีไม่มาก โดยปัจจุบันมีบริษัทมี private PPA กับกลุ่มโรงงานในมือราว 10MW และอยู่ระหว่างเจรจาอีกราว 60MW

Implication
 เรามีมุมมองเป็นบวก Potential upside มีสูง เรามีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์ในครั้งนี้จากโอกาสในการเติบโตซึ่งหนุนโดย potential projects ที่มีพัฒนาการอย่างเป็นรูปธรรม
1) โครงการในเวียดนามเราประเมินมีโอกาสสูงมากที่จะได้โครงการลมมาพัฒนาต่ออีกราว 40MW เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เดียวกับโครงการแรก (48MW) และเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลเวียดนามจัดสรรมาเพื่อรองรับโครงการดังกล่าวอยู่แล้วตาม Master plan เดิม อย่างไรก็ตามด้วยสายส่งที่ยังไม่พอรองรับโครงการใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวคาดต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมก่อนเห็นความชัดเจนในปี 2021E
2) solar rooftop ในอินโดนีเซีย เราประเมินมี potential upside สูง อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนอยู่ในเฟสแรกที่รัฐกำลังจะสนับสนุน โดยเฉพาะ solar rooftop ที่บริษัทเน้นอยู่ในปัจจุบัน ข้อดีคือหลังคาโรงงานยังมีรองรับ solar rooftop อีกมาก และการแข่งขันยังไม่สูงทำให้สัญญาค่าไฟฟ้าได้ในระดับที่ดี (ค่าไฟฟ้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียใกล้เคียงกัน แต่ในไทยเนื่องจากการแข่งขันสูงทำให้ส่วนลดจากค่าไฟฟ้าที่ผู้ประกอบการให้กับเจ้าของโรงงานสูงถึง 15-20% ในขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่ราว 10% เท่านั้น – คู่แข่งน้อยและกำไรดี) คาดจะเป็นอีกสายงานที่จะทยอยสร้าง upside ให้กับบริษัทได้ในอนาคต 

Valuation/Catalyst/Risk
  ราคาเป้าหมายที่ 10.00 บาท อิงวิธี DCF (average WACC 5.0%, no terminal growth) โดย Key catalyst ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอยู่ที่การ COD โครงการ Solar farm ที่ญี่ปุ่น (Yamaga, Leo 1-2) ขนาดกำลังการผลิตตามสัดส่วนฯรวม 60MW ในปี 2020E-22E ซึ่งเป็น 3 โครงการสุดท้ายที่บริษัทได้รับ PPA แล้วในปัจจุบัน และการเจรจาโครงการลมในเวียดนามและอินโดนีเซียอีกราว 100MW หากสำเร็จจะเป็นอีก Potential upside

-------------------------------

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) : SSP แนะนำ“ซื้อ” ปรับราคาเหมาะสมป็น 10.50 บาท
17/03/2563

 

    ► แนวโน้มกำไรปกติ 1Q63 เติบโตเล็กน้อย QoQ และเติบโตสูง YoY
    ► มี Upside จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เวียดนาม ขนาด 48 MW (38 MWe) ซึ่งเรายังไม่รวมไว้ในประมาณการ จากการประเมินเบื้องต้น มีผลต่อราคาเป้าหมายราวเพิ่มขึ้น 1.8 – 2.4 บาทต่อหุ้น
    ► นอกจากนี้ มี Upside จาก Solar rooftop ที่อินโดนีเซีย ขนาด 10 MW ซึ่งจะรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2563 (ยังไม่รวมไว้ในประมาณการ)

 Our view :
    ► เรายังคงประมาณการกำไรปี 2563 ที่ 877 ลบ. (+43.1% YoY) มีปัจจัยหนุนจากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ประเทศเวียดนามและมองโกเลียเต็มปี ขนาดรวม 45 MW (44MWe) และเริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Yamaga ขนาด 30 MW (27 MWe) คาด COD เมื่อสิ้นเดือน มิ.ย. 63
    ► ปรับราคาเหมาะสมปี 2563 ลงเป็น 10.50 บาทต่อหุ้น จากการเพิ่มอัตรา discount rate จากความเสี่ยงในการลงทุนที่มากขึ้น มี Upside gain 72.1%

ก้าวแรกสู่พลังงานลมในเวียดนาม
กำไรปกติ 1Q63 ได้ภาวะภัยแล้งหนุนเติบโต QoQ และ YoY
  แนวโน้มกำไรปกติเติบโตเล็กน้อย QoQ แม้ถูกกดดันจากความเข้มแสงที่ประเทศญี่ปุ่น เวียดนามและมองโกเลีย แต่ถูกชดเชยด้วยผลของฤดูกาลและภาวะภัยแล้งที่ช่วยหนุนความเข้มแสงในไทย และเติบโต YoY สูงจากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศเวียดนาม (40 MW หรือ 30 MWe) และมองโกเลีย (15 MW หรือ 11 MWe) ขนาดรวม 45 MW (44 MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อปลายเดือน มี.ค. 62 และ ปลายเดือน ก.ค. 62 ตามลำดับ

กำไรปกติปี 2563 ทำระดับสูงสุดใหม่
  เรายังคงประมาณการกำไรปกติปี 2563 ที่ 877 ลบ. (+43.1% YoY) มีปัจจัยหนุนจาก
1) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Binh Nguyen ประเทศเวียดนามเต็มปี กำลังการผลิต 40 MW (30 MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน มี.ค. 62
2) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Khunsight Kundi ประเทศมองโกเลียเต็มปี กำลังการผลิต 15 MW (11 MWe) ซึ่ง COD ไปเมื่อเดือน ก.ค. 62 และ
3) เริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ Yamaga ประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 30 MW (27 MWe) คาดจะ COD ภายในสิ้นเดือน มิ.ย. 63 มี Upside จาก 1) โครงการ Solar rooftop ประเทศอินโดนีเซีย ที่จะเริ่มรับรู้รายได้เต็มปีในปี 2563 ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตในมือแล้ว 10 MW และมีกำลังผลิตใน Pipeline อีกราว 60 MW และ 2) โรงไฟฟ้าพลังงานลม ประเทศเวียดนาม กำลังการผลิต 48 MW (38 MWe) คาดจะ COD ได้ภายในสิ้นเดือน ต.ค. 64 บริษัทยังคงเป้าที่ 400 MW ใน 3 – 5 ปีข้างหน้า

ปรับราคาเป้าหมายลง แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
  เราปรับราคาเหมาะสมปี 2563 ลงเป็น 10.50 บาทต่อหุ้น จาก 11.60 บาทต่อหุ้น โดยเพิ่มผลตอบแทนที่ต้องการของตลาดจาก 9% เป็น 10% เนื่องจากมีความเสี่ยงในการลงทุนที่มากขึ้น แต่ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" พร้อมคาดปันผลปี 2563 ที่ 0.38 บาทต่อหุ้น หรือให้ผลตอบแทนถึง 6.2% มี Upside gain จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เวียดนาม กำลังกำผลิต 48 MW (38 MWe) ประเมินเบื้องต้นมีผลให้ราคาเป้าหมายเพิ่มอีกราว 1.8 – 2.4 บาทต่อหุ้น ปัจจุบัน ซื้อขายบน PER2563 ต่ำเพียง 6.4 เท่า ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 6.10 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่าราคา IPO ถึง 20.8% ขณะที่กำลังการผลิตในมือมากกว่า 3 เท่า มีความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ