NER จ่ายปันผล 0.13 บาท/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 16 พ.ค. กำหนดจ่าย 16 พ.ค.นี้
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NER ระบุว่าสาเหตุที่บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนยอดขายที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับต้นทุนคงที่ ในส่วนของต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทพบว่าสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบต่อรายได้จากการขายของบริษัทมีสัดส่วนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2560 เนื่องจากราคาซื้อวัตถุดิบเฉลี่ยลดลงในสัดส่วนที่มากกว่าราคาขายเฉลี่ยของบริษัท ส่งผลให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น
ประกอบกับเมื่อพิจารณาอัตรากำไรแยกตามประเภทสินค้าพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นของยางแท่งและยางผสมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 จากต้นทุนขายที่ลดลง ประกอบกับบริษัทสามารถผลิตและจำหน่ายยางผสมได้มากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต นอกจากนี้บริษัทมีสัดส่วนต้นทุนทางการเงินลดลง ในส่วนของดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ยืมประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะยาว เนื่องจากบริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนจากการระดมทุนมาใช้ในการบริหารจัดการสภาพคล่องมากขึ้น
สำหรับแผนงานปี 2562 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ 20% ภายใต้คาดการณ์ปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 แสนตัน จากปีนี้ 2.2 แสนตัน ตามความต้องการยางในตลาดโลกจะเติบโตตามปกติในแต่ละปีราว 2-5% โดยบริษัทเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเจรจากับลูกค้าจีน 3 รายที่คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อรวมกันราว 1.5 หมื่นตัน/ปี และวางแผนขยายตลาดลูกค้าสิงคโปร์เพิ่ม โดยปัจจุบันบริษัทมีการทำสัญญาระยะยาว (Long Term Contact) กับลูกค้าไปแล้วกว่า 11 ราย จากที่มีอยู่ 8 ราย ทำให้บริษัทมีลูกค้าที่รอรับรู้รายได้ที่แน่นอนส่วนหนึ่งแล้ว
นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างยื่นขอให้ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์รายใหญ่ของยุโรป 3 ราย เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานการผลิตของโรงงานและผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นใบเบิกทางสำหรับการรุกเปิดตลาดส่งออกไปยังยุโรปเพิ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านมาบริษัทได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจากบริดจสโตนทำให้บริษัทสามารถส่งออกสินค้าไปขายในจีนและภูมิภาคเอเชียได้ดี คาดว่าการตรวจสอบและขั้นตอนต่าง ๆ น่าจะใช้เวลาราว 1 ปี หรือรู้ผลในปี 63 ซึ่งทันเวลารองรับปริมาณผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี 63
-------------------------------------
วันที่ 12/3/2562
สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์พบว่ามีมุมมองบวกต่อ NER โดยมองว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กำไรสุทธิทำนิวไฮต่อเนื่องไปถึงปี 63 ที่คาดว่าจะมีกำไรแตะ 770 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นยังถูกจาก P/E ที่ต่ำกว่าบริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกันอย่าง STA
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ กำไรสุทธิ 4Q18 ออกมาดีมากที่ 198 ลบ. (+63.6% Q-Q, -8.3% Y-Y) ที่ลดลง Y-Y เพราะฐานสูงในปีก่อน ส่วน Q-Q โตเยอะจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น จบปี 2018 มีกำไรสุทธิ 486 ลบ. +117% Y-Y จากปริมาณขายเพิ่มขึ้นมากชดเชยการลดลงของราคาขายได้ทั้งหมด และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 10.3% จาก 7% ในปีก่อน
แนวโน้มปี 2019 คาดปริมาณขายยังเพิ่มต่อเนื่อง ส่วนราคายาง SICOM ปัจจุบันยังค่อนข้างทรงตัว แต่เรามอง Downside ค่อนข้างจำกัด ช่วงนี้มี catalyst จากฤดูปิดหน้ายาง ทำให้ Supply น้อย คงราคาเป้าหมายที่ 3.20 บาท แนะนำเก็งกำไรตามราคายาง ส่วนปันผลจ่ายหุ้นละ 0.13 บาท Yield 5.3% XD 7 พ.ค. จ่ายเงิน 16 พ.ค.
บล.โกลเบล็ก คาดการณ์กำไรปี 62-63 โตราว 17% และ 35.3% ตามลำดับ จากแผนเพิ่มสายการผลิตใหม่ และโรงงานใหม่เริ่มผลิต
กำไรงวดปี 61 ที่ 486 ลบ. เติบโตอย่างก้าวกระโดด 117%YoY โดยมีรายได้จากการขายเท่ากับ 10,056 ลบ. +2.6%YoY ขณะที่ปริมาณการขายสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 32.5% จากที่ระดับ 163,257 ตันในปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 216,354 ตันในปี 61 นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นมาที่ระดับ 10.3% จากปี 60 อยู่ที่ระดับ 7% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับต้นทุน ประกอบกับ บริษัทฯได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตยางผสม (Mixture) จาก Dry Process เป็น Wet Process ทำให้ขั้นตอนการผลิตลดลง ช่วยลดต้นทุนและผลิตสินค้าได้เร็วมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ปลายปี 61 บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ระดับ 1.5 เท่า ลดลงจากปี 60 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 6.12 เท่าจากการออกหุ้น IPO และอัตราต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ระดับ 5.6% ลดลงจากปี 60 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 6% และหากราคายางพารามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้บริษัทจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนในกิจการมากขึ้น ซึ่งตามมาด้วยการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น และจะส่งผลลบต่อภาระทางการเงินของกิจการ
ภาพรวมอุตสาหกรรมยางพารามีแนวโน้มดี บริษัทประเมินทิศทางราคายางพาราในปี 62 เฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับราว 50 บาท/กก. +14.7%YoY เนื่องจากสินค้าเริ่มขาดตลาด ประกอบกับประเด็นการเลือกตั้งหนุน ซึ่งการที่ราคายางพาราเริ่มปรับตัวขึ้น จะเป็นผลบวกต่อบริษัทฯ ทำให้ลูกค้าหันมาเร่งตุนสต็อกสินค้ามากขึ้น และทำให้ปริมาณการขายปรับตัวเพิ่มขึ้น
คาดการณ์กำไรปี 62 เติบโต 17%YoY จากการขยายสายการผลิตใหม่ เราคาดรายได้และกำไรปี 62 ราว 11,544 ลบ. +14.8%YoY และ 569.4 ลบ. +17%YoY ตามลำดับ จากสมมติฐานการปรับตัวเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตรวม (Capacity) ในปี 62 อยู่ที่ราว 292,800 ตัน จากการเพิ่มสายการผลิตยาง RSS-Compound ที่มี Capacity 60,000 ตัน/ปี พร้อมกับคาดการณ์ %U.Rate สำหรับสายการผลิตดังกล่าวในปี 62 ราว 50% โดยภาพรวมในปี 62 เราคาด Utilization รวมทุกสายการผลิตราว 230,880 พันตัน หรือคิดเป็น %U.Rate ราว 75% ขณะที่คาด %GPM และ %SG&A จะทรงตัวจากปี 61 ที่ราว 10.4% และ 3.3% ตามลำดับ จากกลยุทธ์การขายสินค้าแบบ Order Matching โดยบริษัทฯจะขายสินค้าในปริมาณที่ใกล้เคียงกับปริมาณที่ซื้อวัตถุดิบเข้ามาในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคายางพารา
คาดการณ์กำไรปี 63 เติบโตสูง +35.3%YoY จากโรงงานใหม่เริ่มผลิต เราคาดรายได้และกำไรงวดปี 63 ราว 16,464 ลบ. +42.6%YoY และ 770.35 ลบ. +35%YoY ตามลำดับ โดยในปี 63 มีปัจจัยเร่งการเติบโต คือ โรงงานแห่งใหม่ มูลค่าการลงทุนกว่า 456 ลบ. ในสายการผลิตยาง STR-Mixtures ซึ่งเพิ่มกำลังการผลิตถึง 172,800 ตัน หรือคิดเป็น 1.6 เท่าจากกำลังผลิตในปี 62 โดยความคืบหน้าโรงงานแห่งใหม่ล่าสุด บริษัทฯได้ถมที่ดินเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมดำเนินการช่วงต้นเดือน ม.ค. 63 ส่งผลให้กำลังผลิตรวมปี 63 เพิ่มขึ้นเป็น 465,600 ตัน โดยเราคาด Utilization รวมทุกสายการผลิตราว 329,280 ตัน หรือคิดเป็น %U.Rate ราว 74% พร้อมคงสมมติฐาน %GPM ใกล้เคียงปี 61 และ 62 ที่ราว 10.4% ส่วน %SG&A คาดว่าจะปรับตัวขึ้นมาที่ระดับราว 3.7% จากการเริ่มรับรู้ค่าเสื่อมโรงงานแห่งใหม่
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 3.32 บาท : ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกสำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 62 และปี 63 ที่มีศักยภาพเติบโตอย่างชัดเจน ตามกำลังผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ปัจจุบันซื้อขายที่ PE ค่อนข้างถูก ราว 7.5 เท่า ต่ำกว่า PE อุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 9.8 เท่า (Figure 2) เราประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี Prospective PE อิงตามอุตสาหกรรม โดยประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมที่ระดับ PE ราว 9 เท่า พร้อมกับคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 62 ราว 0.38 บาทต่อหุ้น คำนวณเป็นราคาเหมาะสมราว 3.32 บาทต่อหุ้น มี Upside จากปัจจุบัน 35.3% จึงแนะนำ “ซื้อ
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) มีมุมมองเป็นบวกต่อการเข้าเยี่ยมชมโรงงานที่บุรีรัมย์เมื่อวานนี้ โดยในปี 2019 จากเดิมที่เราคาดว่าการขยายกำลังผลิตยางผสม RSS Mixture 60,000 ตัน (Figure 1) จะเริ่มในเดือน เม.ย.2019 แต่ปัจจุบันคาดว่าจะสามารถเริ่มได้เร็วขึ้นเป็นกลางเดือน มี.ค.2019 เราคาดว่า NER จะมีกําไรขั้นต้นที่อยู่ในระดับที่ดี 9.5% จากการบริหารจัดการประสิทธิภาพในการผลิตได้ดีขึ้น(ปรับจาก dry process เป็น wet process) อีกทั้งในส่วนของ STR20 Mixture นั้น NER ได้ทำการซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้วจำนวน 88 ไร่ (Figure 3-4) รวมถึงได้ถมที่เสร็จแล้วเพื่อรองรับกำลังผลิตที่จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในปลายปี 2019 ที่ 172,000 ตัน ทำให้อาจจะเริ่มก่อสร้างได้เร็วขึ้นจากเดิมในกลางปี 2019 เป็นประมาณเดือน มี.ค.- เม.ย. และคาดจะสามารถเดินกำลังผลิตเต็มที่ได้ในปี 2020
NER สามารถรักษามาร์จิ้นได้ดีจากการป้องกันความเสี่ยงของราคายางที่ผันผวนด้วยวิธี matching order โดยเมื่อมีคำสั่งซื้อจะสต็อกยางไว้ส่งมอบด้วยราคาที่ตกลงกันในเวลานั้น ไม่ได้เป็นการรับคำสั่งซื้อมาก่อนแล้วค่อยหาสินค้ามาส่งมอบภายหลังซึ่งราคาอาจจะไม่เท่าเดิม ปัจจุบันมีคำสั่งซื้อรองรับเป็นระยะเวลา 6 เดือน คิดเป็นประมาณ 7.2 หมื่นตัน
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2019 ขึ้น 8% มาที่ 549 ล้านบาท จากการขยายกำลังการผลิตที่ทำได้ค่อนข้างเร็วกว่าที่คาด รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากการทำผลิตภัณฑ์ยางผสมซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงมากขึ้น เราจึงปรับเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจากเดิมที่ 9% เป็น 9.5% รวมถึงการลดต้นทุนโดยการใช้ biogas ทั้งนี้บริษัทมีการเตรียมวัตถุดิบในการผลิต biogas ไว้รอบบริเวณโรงงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดการประหยัดจากการใช้ biogas แทน LPG
เราเทียบกับผู้ผลิตยางรายสำคัญในตลาดหลักทรัพย์ คือ STA ซึ่งมีการซื้อขายด้วยระดับ PER เฉลี่ยย้อนหลัง 9 ปีที่ 12x แต่เนื่องจาก STA มีขนาดที่ใหญ่กว่า NER อีกทั้งมีผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่รองรับการผลิตจากต้นน้ำและกลางน้ำของบริษัท เราจึงประเมินมูลค่าเป้าหมายของ NER โดยวิธี PER ที่ 9.5x กับผลประกอบการปี 2019 ได้ราคาเป้าหมายที่ 3.40 บาทปรับเพิ่มจากเดิมที่ 3.10 บาท อันเนื่องมากจากการดำเนินการขยายกำลังผลิตที่เร็วกว่าแผนและการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ปัจจุบันหุ้น NER ซื้อขายถูกเพียง PER 7x ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
คงต้องจับตาว่าการปรับขึ้นรอบนี้จะดันราคา NER ให้ยืนเหนือจอง 2.58 บาทได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ หลังจากราคาต่ำจองมาเป็นเวลานาน