เข้าชม : 317
|
|
โพสต์เมื่อ: วันอังคาร 30 กรกฎาคม 2562 13:06 น.
NER พุ่งทำ All Time High เก็งงบผ่านจุดต่ำสุด?
12 กรกฎาคม 2562 | 09:30 น. หุ้น บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ราคาพุ่งขึ้นแตะ 2.78 บาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All time high) อีกครั้ง หลังจากราคาหุ้นทะลุผ่านจุดสูงสุดเดิมที่ 2.76 บาท ซึ่งทำไว้เมื่อ 14 มี.ค. 62 NER ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ผลประกอบการไตรมาส 1/62 หดตัว จากการแข่งขันสูง กดดันอัตรากำไรสุทธิลดลงเหลือ 3.3% ต่ำกว่าปีก่อนที่ 4.82% บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า เรามีมุมมองเชิงลบกับ NER ที่รายงานกำไรสุทธิ 101 ล้านบาท ในไตรมาส 1/62 ต่ำกว่าคาดและลดลง 15% จากปีก่อน และลดลง 49% จากไตรมาส 4/61 เพราะอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเกิดจากต้นทุนยางที่เพิ่มขึ้นและการส่งออกไปสิงคโปร์มากขึ้น ซึ่งน่าจะมีการแข่งขันสูงจึงกดดันอัตรากำไร สำหรับไตรมาส 2/62 เราคาดกำไรปกติลดลงทั้งจากปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยเป็นไตรมาสที่กำไรน้อยที่สุดในปี โดยสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการและราคายางพาราลดลง เราจึงปรับประมาณการและราคาเป้าหมายปี 62 ลงเหลือ 3.60 บาท ทั้งนี้ อัตรากำไรสุทธิช่วงไตรมาสแรกอยู่ที่ 3.3% ต่ำกว่าปีก่อนทั้งปีที่ 4.82% ลุ้นงบไตรมาส 2/62 ฟื้นตัวหลังราคายางพาราปรับขึ้น พร้อมการขยายกำลังการผลิตอีก 6 หมื่นตันต่อปี ลุ้นกำไรทั้งปี 62 ยังพลิกกลับมาเติบโตได้ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายที่ 3.40 บาท อิง PER ที่ 9.50 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มยางย้อนหลังที่ 11 เท่า ซึ่งปัจจุบันซื้อขายเพียง 7.5 เท่า เราคาดว่ากำไรสุทธิของ NER จะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 2/62 เป็นต้นไป คาดทำได้ 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 173% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 28% จากไตรมาสแรก จากต้นทุนที่ต่ำและราคายางที่อยู่ในระดับสูงเสริมด้วยกำลังการผลิตใหม่ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการเต็มไตรมาสเพิ่มกำลังการผลิตอีก 60,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน นอกจากนี้แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นสู่ที่ 9.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/62 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 8.2% ทั้งนี้ ราคายางช่วงไตรมาส 2/62 ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสแรก และเพิ่มขึ้น 25% จากช่วงต้นปี จากการที่ราคายางมีการปรับตัวตามตลาดล่วงหน้าต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการใช้ยางในญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้น ความต้องการในการขายยางแผ่นลดลงในช่วงปิดการกรีดยาง การเก็งกำไรจากกองทุนจีนประกอบกับการยางแห่งประเทศไทยได้ใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยเข้าไปประมูลยางเพื่อดูดซับอุปทานส่วนเกินในตลาดกลาง รวมถึงการใช้ยางทำถนน และที่เก็บน้ำ ทำให้อุปทานส่วนเกินลดลง คงกำไรสุทธิปี 62 และคาดช่วงครึ่งปีหลังเติบโตโดเด่นต่อเนื่อง เรายังคงประเมินกำไรสุทธิปี 62 ที่ 552 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% ราคาหุ้นในตอนปลายปี 61 ถึงช่วงต้นปี 62 อ่อนตัวจากความไม่มั่นใจในธุรกิจยางที่มีความผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นมาหลังจากบริษัทเพิ่มกำลังการผลิตในผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ คาดกำไรรวมทั้งปี 62 ยังเติบโตต่อเนื่องจากการขยายกำลังการผลิต จับตา! แผนขยายโรงงานเพิ่มกำลังการผลิต 60% จะช่วยหนุนกำไรได้เมื่อใด ด้าน บล.ฟิลลิป ระบุว่า การดำเนินงานปี 62 คาดจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากการขยายกำลังการผลิตยางแผ่นผสมซึ่งเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ เม.ย. ที่ผ่านมา จำนวน 60,000 ตันต่อปี ทำให้กำลังการผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ 227,200 ตันต่อปี ขณะที่ลูกค้ายางล้อในจีนย้ายฐานการผลิตมาไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ปริมาณขายในประเทศเพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงจากเงินบาทแข็งค่าด้วย เนื่องจากการขายในประเทศจะขายในรูปเงินบาท และ 3) แนวโน้มราคายางที่ปรับขึ้นจากอุปทานยางในปีนี้ที่คาดจะลดลงราว 6% ส่งผลต่อราคาขายในครึ่งปีหลังให้ดีขึ้น ทางฝ่ายคาดยอดขาย 12,809 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน ประมาณการกำไรสุทธิ 535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น10% จากปีก่อน ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างรออนุมัติใบก่อสร้างโรงงาน (รง.4) เพื่อจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นราว 60% จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ 287,200 ตัน/ปี จะใช้เงินลงทุน 456 ล้านบาท เพื่อผลิตโรงงานยางแท่งแห่งใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน มี.ค. 63 เพื่อรองรับคำสั่งซื้อลูกค้ายางล้อใหม่ ๆ เพิ่มเติมเนื่องจากโรงงานปัจจุบันใช้รับคำสั่งซื้อลูกค้าเดิม โดยบริษัทอยู่ระหว่างติดต่อลูกค้าใหม่ทั้งในยุโรปและญี่ปุ่นเพื่อขยายตลาดและลูกค้าเพื่อรองรับกำลังการผลิตใหม่ที่จะทยอยเพิ่มขึ้นในปีหน้า ทางฝ่ายยังชอบ NER จากการเติบโตของการดำเนินงานจากการขยายกำลังการผลิตรองรับ และราคายางที่ปรับขึ้นอีกทั้งการมีคำสั่งซื้อในมือรองรับทำให้ได้รับผลกระทบจำกัดหากราคายางปรับลง ณ ราคาปัจจุบันซื้อขายบน P/E เพียง 7 เท่า และยังให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงราว 5-6% ต่อปี คงแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานเป็น 3.48 บาท |
|
![]() |




