ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » หุ้น CK
เข้าชม : 1404

ช.การช่าง บุกลาวครบวงจร ประปา-ไฟฟ้า

โพสต์เมื่อ: วันพุธ 7 ตุลาคม 2558  20:45 น.
updated: 16 พ.ค. 2557 เวลา 23:07:06 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
Source:http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1400242140

"ช.การ ช่าง" กางวิสัยทัศน์ ลุยลงทุนครบวงจรเติมเต็มสัมปทานระบบสาธารณูปโภค "พัฒนา-ก่อสร้าง-บริหาร" มุ่งสร้างรายได้ระยะยาว ทั้งน้ำประปา-โรงไฟฟ้า ชูเรือธงใหม่บุกธุรกิจพลังงาน "ซีเค พาวเวอร์" ปีนี้ทุ่ม 2 หมื่นล้านลงทุนโรงไฟฟ้าในลาว "น้ำบาก- ไซยะบุรี" เผยรายได้โตก้าวกระโดด 7 พันล้าน
ดร.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจในกลุ่ม ช.การช่าง ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่าจากประสบการณ์ที่เข้ามาทำงานที่ ช.การช่างร่วม 8 ปี ยอมรับว่า การเมืองมีผลต่อธุรกิจบ้าง เพราะธุรกิจก่อสร้างเป็นไปตามวัฏจักรของการเมืองและเศรษฐกิจโดยรวม แต่นโยบายของคณะกรรมการ บริษัทได้วางยุทธศาสตร์เรื่องการบริหารความเสี่ยงมาตั้งแต่แรกเริ่มและ ชัดเจน

รุกสัมปทานครบวงจร

"ส่วนตัวขอไม่ออกความคิด เห็นเรื่องการเมือง แต่ยอมรับว่าการเมืองมีผลต่อธุรกิจโดยรวม ทางออกขณะนี้บริษัทจึงเดินหน้าลงทุนธุรกิจสัมปทานแบบครบวงจร โดยเฉพาะโครงการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานใน 4 ด้านคือ ทางด่วน รถไฟฟ้า น้ำประปา และโรงไฟฟ้าพลังงาน ซึ่งจะสร้างรายได้ระยะยาวและยั่งยืน ไม่ผันผวนไปตามสภาวะต่าง ๆ ทำให้มีรายได้สมดุลในช่วงที่งานก่อสร้างภาครัฐชะงักไป" ดร.สุภามาสกล่าวและว่า การลงทุนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานจะลงทุนผ่านบริษัทลูก เช่น บมจ.ซีเค พาวเวอร์ ซึ่งช่วง 3-5 ปีจะใช้เงินลงทุนมาก แต่ระยะยาวรายได้จะแน่นอน

ล่าสุด บริษัทลูกที่ ช.การช่างถือหุ้น ประกอบด้วย 1.บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (บีอีซีแอล) สัดส่วน 15.15% รับสัมปทานโครงการทางด่วนจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ในปี 2556 มีรายได้รวม 11,714 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,834 ล้านบาท ปัจจุบันกำลังลงทุนโครงการใหม่ "ทางด่วนสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกตะวันตก" จะเสร็จปลายปี 2559

2.บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) สัดส่วน 30.19% รับสัมปทานรถไฟฟ้าใต้ดินจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ปี 2556 มีรายได้รวม 2,537 ล้านบาท และได้รับสัมปทานบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) จะเปิดบริการปี 2559-2560

3.บมจ.น้ำประปาไทย (TTW) สัดส่วน 19.04% รับสัมปทานผลิตน้ำประปาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี 2556 มีรายได้รวม 5,852 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,573 ล้านบาท

ธุรกิจพลังงานคือเรือธง

และ 4.บมจ.ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 31.78% รับสัมปทานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตั้งขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนเพื่อบริหารโรงไฟฟ้าที่ ช.การช่างสร้างเสร็จแล้ว ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ โซลาร์ (แสงอาทิตย์) ก๊าซ โดยบริษัทวางเป้าหมายให้เป็นเรือธงหลักของธุรกิจพลังงาน

ส่วนบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ที่รับสัมปทานผลิตกระแสไฟฟ้าจาก สปป.ลาว อยู่ระหว่างก่อสร้าง จะแล้วเสร็จและเปิดบริการในปี 2562 อนาคตโครงการนี้จะอยู่ภายใต้การบริหารของ "ซีเค พาวเวอร์"


"ไซยะบุรีเป็นโปรเจ็กต์ที่ ช.การช่างลงทุนมากที่สุด ทั้งก่อสร้างและบริหารโครงการประมาณ 1 แสนล้านบาท ตอนนี้เคลียร์ปัญหาทุกอย่างเสร็จแล้ว กำลังเดินหน้าเต็มที่" ดร.สุภามาสกล่าว

ทางด่วน-น้ำประปา รายได้นิ่ง

ด้าน รายได้แต่ละบริษัทจะแตกต่างตามภาคธุรกิจและค่อนข้างอยู่ตัว โดยเฉพาะทางด่วนกับน้ำประปาเริ่มนิ่ง เพราะดำเนินการมานานหลาย 10 ปี ส่วนรถไฟฟ้าใต้ดินยังไม่ค่อยดี แต่ในอนาคตจะดีขึ้น หลังส่วนต่อขยายสายสีม่วงและสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) เปิดบริการ ด้านโรงไฟฟ้ามีขยายใหม่อีกหลายแห่ง

ขณะ ที่ทิศทางธุรกิจของ "ซีเค พาวเวอร์"ดร.สุภามาสกล่าวว่า ถึงเป็นบริษัทน้องใหม่ในกรุ๊ป แต่มีผลประกอบการดี ในปี 2556 มีรายได้อยู่ที่ 5,649 ล้านบาท กำไรสุทธิ 218 ล้านบาท มาจากโครงการน้ำ งึม 2, โรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเฟส 1 และโรงไฟฟ้าโซลาร์ 3 โรงจากบางเขนชัยนครราชสีมาและเชียงราย ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ล้านบาท และพร้อมเตรียมเม็ดเงินจะลงทุนอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท ใน 3 โครงการ ได้แก่ บางปะอินโคเจนเฟส 2 จะเปิดในปี 2560 โครงการน้ำบาก เปิดในปี 2561 ไซยะบุรี เปิดปี 2562

"ตอนนี้ ช.การช่างมีธุรกิจครบวงจร เราพัฒนาโครงการเป็นทั้งผู้ก่อสร้าง และบริหารจัดการโดยบริษัทลูก ถือเป็นจุดแข็งที่เป็นข้อได้เปรียบ" ดร.สุภามาสกล่าว

สาธารณูปโภคเทรนด์นี้เติบโต

สำหรับ ประเทศไทย ดร.สุภามาสให้ความเห็นว่า ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังเป็นเทรนด์ธุรกิจที่เติบโตได้ดี ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่กรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด ส่วนต่อขยายทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าจึงมีความจำเป็น

"เมืองต้องขยายออก ไปในปริมณฑลและต่างจังหวัด ไม่ใช่กระจุกอยู่แค่กรุงเทพฯ สิ่งสำคัญคือผังเมืองต้องดี เพื่อกระจายการพัฒนาออกไป ในต่างจังหวัดต่อไปเขตเมืองเล็ก ๆ จะกลายเป็นเมืองใหญ่และมีการพัฒนามากขึ้น" ดร.สุภามาสกล่าวและทิ้งท้ายว่า ยิ่งเปิดตลาดเออีซี (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ในปี 2558 ประเทศไทยต้องเตรียมตัวมากขึ้นกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และระบบขนส่งต่าง ๆ ให้คล่องตัวและทันสมัย แม้ประเทศไทยจะไม่มีโครงการ 2 ล้านล้านบาทมาผลักดัน

"แต่การลงทุนในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ยังคงมีความจำเป็น ส่วนการลงทุนก็มีหลายช่องทาง เช่น ดึงเอกชนร่วมลงทุนรูปแบบ PPP เป็นต้น"
 


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ