CPALL ไขปริศนากำไรยังโต แต่ทำไมหุ้นทำนิวโลว์รอบ 1 ปี!
16 ธันวาคม 2562 | 13:43
ราคาหุ้น CPALL ไหลลงต่อเนื่องมานานกว่า 5 เดือน สวนทางแนวโน้มผลงาน Q4/62 ที่มีแนวโน้มออกมาแกร่ง คาดนักลงทุนกังวลดัชนีความเชื่อมั่นเดือนพ.ย.ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน ฉุดแรงซื้ออ่อนไหว ขณะที่มาตรฐานบัญชี TFRS 16 อาจทำให้ค่าเสื่อมราคาและต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น...แต่ประเด็นเหล่านี้ น่ากลัวอย่างที่คิดจริงไหม?
วันนี้ราคาหุ้น CPALL ลงไปทำจุดต่ำสุดรอบเช้าวันนี้ที่ 72.25 บาท แตะระดับต่ำสุดรอบเกือบ 1 ปี หลังจากที่ราคาหุ้นไหลลงมาตลอด 5 เดือน ก่อนมาปิดตลาดเช้านี้ที่ 72.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.68%
CPALL เป็นอีกหนึ่งในหุ้นขวัญใจนักลงทุน เพราะผลประกอบการแทบจะเติบโตได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ ทำให้กำไรเติบโตทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 58 ถึงปัจจุบัน ดังนี้
| ปี |
กำไรสุทธิ(ลบ.) |
เปลี่ยนแปลง(YoY) |
| 58 |
13,682 |
+34.75% |
| 59 |
16,676 |
+21.88% |
| 60 |
19,907 |
+19.37% |
| 61 |
20,929 |
+5.13% |
| 9M62 |
16,175 |
+5.18% |
แต่ในแง่ของราคาหุ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลังจากที่เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 90 บาท ไปเมื่อมี.ค.61 ราคาหุ้นก็ไม่เคยกลับไปใกล้ระดับดังกล่าวอีกเลย ถึงแม้แนวโน้มธุรกิจจะยังดูดี แต่ราคาหุ้นที่ไหลลงมากว่า 5 เดือนย่อมต้องมีความกังวลที่ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
*** ความกังวลแรก คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี สร้างความกังวลด้านกำลังซื้อแก่หุ้นกลุ่มค้าปลีก
ล่าสุดศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค(CCI)ของเดือน พ.ย ลดลงอยู่ที่ 69.1 จุด จากเดือน ต.ค.ที่ 70.7 จุด ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และต่ำสุดนับจากปี 2557
บล.หยวนต้า ระบุ ผลสำรวจดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นผลกระทบว่าผู้บริโภคยังคงขาดความมั่นใจ เพราะเป็นช่วงต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา ขณะที่ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า และภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้นการฟื้นตัวของดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ส่วนหนึ่งรอปัจจัยหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนกระตุ้นแรงซื้อ และมีปัจจัยหนุนกรณีสถานการณ์ของสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ-จีน เริ่มคลี่คลาย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจของผู้บริโภคและกำลังซื้อในปี 63
สำหรับหุ้นกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL เชื่อว่าแม้จะมีความกังวลด้านกำลังซื้อ แต่ไตรมาส 4/62 -1/63 จะเป็นฤดูกาลที่ดี โดย 2 ไตรมาสข้างหน้าคาดว่ายังมีแรงซื้อบางส่วนที่ได้รับการกระตุ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าเริ่มจับมือกันจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อช่วยเร่งยอดขาย ซึ่งเป็นโอกาสดีต่อยอดขายและการรับรู้รายได้จากช่วงเวลาดังกล่าว เรายังเชื่อว่าผลประกอบการโดยรวมของกลุ่มค้าปลีกในไตรมาส 4/62 ยังทำได้ดีเมื่อเทียบกับรายไตรมาส
ปรับคำแนะนำ กลุ่มค้าปลีกเป็น “เท่ากับตลาด” (จากเดิมมากกว่าตลาด) และแนะนำ "ทยอยสะสม" CPALL แรงซื้อยังคงมีความอ่อนไหว เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค(CCI) ที่ยังรอการฟื้นตัวในระยะยาว แต่ระยะสั้นมีปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลและผลประกอบการไตรมาส 4/62 คาดเห็นการเติบโตรายไตรมาส
*** ความกังวลที่สองคือ มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS 16 อาจทำให้มีค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาและต้นทุนการเงินเพิ่ม แต่กระทบทางบัญชีเท่านั้น
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุ สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น CPALL อ่อนตัวลงเพราะความกังวลอัตราการเติบโตของบริษัทที่อาจต่ำลงในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงมาตรฐานบัญชีใหม่อย่าง TFRS16 เรื่องสัญญาเช่าที่มีอายุเกิน 1 ปี ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ ดังนั้นจึงมีค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งจะส่งผลกระทบให้อัตรากำไรในทางบัญชีจะลดลง แต่ในส่วนนี้จะไม่กระทบกระแสเงินสด
แม้แนวโน้มไม่ดีนัก แต่ผลงานที่ผ่านมาก็ยังดีกว่าอุตสาหกรรม โดยยอดขายต่อสาขาเดิม(SSSG)ของบริษัท +2%YoY และของ MAKRO +5.5%YoY ขณะที่อุตสาหกรรมค้าปลีกส่วนใหญ่ติดลบ
แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 92.50 บาท
*** นักวิเคราะห์กลับแนะนำให้สะสมหุ้น จากแนวโน้มการเติบโตที่ยังแข็งแรง
บล.เคทีบี ระบุ ราคาหุ้นที่ปรับลดลงจากความกังวล TFRS 16 แม้อาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาและต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น เพราะสัญญาเช่าจะแปลงเป็นทรัพย์สินและหนี้สินแทนที่ค่าเช่า แต่มองเป็นโอกาสเข้าซื้อ เนื่องจากแม้บริษัทจะมีปัจจัยที่กดดันอยู่บ้าง แต่ยังคงมีการเติบโตที่ค่อนข้างแข็งแรง และมีโอกาสได้รับผลดีจากการเติบโตของบริการเสริม เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิสและการลงทุนในลาวและกัมพูชา
อย่างไรก็ดีการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะการปรับรูปแบบสาขาที่ใหญ่ขึ้นเป็นราว 3 คูหา ซึ่งจะทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายพนักงานต่อยอดขายเพิ่มขึ้น โดย SG&A/Sales จะเพิ่มขึ้นเป็น 19.8% และ 19.85% ในปี 62 และ 63 ตามลำดับ จากปี 61 ที่ 19.7%
ดังนั้นอาจปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 62/63 ลง 3% และ 6% ตามลำดับ ประเมินกำไรสุทธิในปี 62 อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท (+5% YoY) และยังเติบโตดีในปี 63 ที่ 2.39 หมื่นล้านบาท (+9% YoY) จากการปรับ SG&A/Sales ขึ้นข้างต้น ขณะที่ SSSG คาดว่าจะอยู่ 2.7% จากเดิม 3%
แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 91 บาท อิง DCF (WACC 7%,TG 3%) คิดเป็น 2020E PER ที่ 34x (+0.5SD above 5-yr. average PER)
CPALL เคยเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากเติบโตได้ทุกสภาพเศรษฐกิจ ดังนั้นประเด็นกำลังซื้อถดถอยอาจไม่กระทบกับ 7-11 ที่ขายสินค้าในชีวิตประจำวัน ขณะที่ TFRS 16 ก็เป็นเพียงผลกระทบทางบัญชีเท่านั้น นักลงทุนจึงต้องประเมินว่าราคาหุ้นที่ลดลงมาต่อเนื่องยังสมเหตุสมผลอยู่หรือไม่