บล.ทรีนีตี้ : CPALL ปรับคำแนะนำเป็น`หลีกเลี่ยงการลงทุน`ในระยะสั้น
10/03/2563
CPALL ร่วมลงทุนใน Tesco ตลาดมีโอกาสปรับประมาณการลง
• CPALLร่วมลงทุนใน Tesco สัดส่วน 40% คาดใช้เงินลงทุนราว 9.6 หมื่นล้านบาท
• คาดส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่ม ไม่ Cover ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น กระทบกำไร 9-10%
• Net D/E อาจพุ่งถึง 1.95 เท่า เข้าใกล้ Bond Covenants จากเดิม 1.1 เท่า
• มีโอกาสที่เราและตลาดจะปรับประมาณการและราคาเป้าหมายลง
ประชุมนักวิเคราะห์ประเด็นการเข้าซื้อ เทสโก้ โลตัส
CPALL ถือหุ้น 40% ผ่าน CP Retail Holding เงินลงทุนราว 9.6 หมื่นล้านบาท โดยเข้าซื้อร่วมกับ CP Holding 40% และ CP Merchandise 20% (โดย CPF ถือหุ้น CP Merchandise 100%) รวมเป็นมูลค่าเบื้องต้นราว 3.38 แสนล้านบาท
แหล่งเงินทุน จากการกู้สถาบันการเงิน และ กระแสเงินสดของบริษัท โดยปัจจุบัน Net D/E 1.1 เท่า และมี Bond Covenants 2 เท่า ดังนั้น หากตั้งสมมติฐานว่า CPALL จะใช้วิธีก่อหนี้ทั้งหมด ใน วงเงิน 9.6 หมื่นล้าน Net D/E จะขึ้นมาเป็น 1.95 เท่าทันที
การรับรู้ทางบัญชี เป็น Equity Income โดยไม่ Consolidate งบการเงิน
Transaction Timeline คาดดีลจะแล้วเสร็จและชำระเงินในช่วง 2H2563 โดยต้องผ่ารการอนุมัติจากคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าทั้งในไทยและมาเลเซีย โดยระหว่างนี้จะยังใช้ชื่อ Tesco ตามเดิม จนกว่าจะชำระเงิน ค่อยคืนชื่อให้ทาง Tesco และเป็นชื่อร้านใหม่
ความคิดเห็นและคำแนะนำต่อ CPALL
มุมมองเชิงบวก
การร่วมลงทุน ร่วมกับกลุ่ม ปลด Lock ความกังวลของนักลงทุนต่อประเด็นเพิ่มทุน
ธุรกิจการค้าปลีกครบทุกรูปแบบทั้งร้านค้าสะดวกซื้อ ร้านค้าส่ง Supermarket และ Hypermarket พร้อมโอกาสในการเข้าสู่ตลาดค้าปลีกในประเทศมาเลเซีย
ปัจจัยกดดันที่ควรพิจารณา
กำไรที่เพิ่ม อาจน้อยกว่า ภาระดอกเบี้ย โดยเราคาดการณ์ว่าแหล่งเงินทุนจะมาจากการกู้ทั้งหมด โดยเราคาดภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นราว 3,400 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการรับรู้ส่วนแบ่งกำไร 40% ราว 1,200-1,300 ล้านบาท คาดกระทบกำไรสุทธิที่เราทำประมาณการไว้ ที่ 2.4 หมื่นล้าน ราว 9-10% โดยยังไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อยู่ในช่วงอ่อนค่า โดยทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่า คาดกระทบกำไร ราว 55 ล้านบาท
แนะนำ "หลีกเลี่ยงการลงทุน" มี Downside จากโอกาสปรับประมาณการลง
ปรับคำแนะนำเป็น "หลีกเลี่ยงการลงทุน" ในระยะสั้น จากเดิม "ซื้อ" โดยเราและตลาดมีโอกาสปรับประมาณการ และราคาเป้าหมายลดลงเพื่อสะท้อนผลกระทบจากการเข้าลงทุน เนื่องจากเรามองว่าอาจกระทบกำไรราว 9-10% และ Net D/E จะขึ้นไปอยู่ในระดับ 1.95 เท่า และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า ประกอบกับกำลังซื้อช่วง 1H2563 ยังชะลอตัว โดยอาจพิจารณา Switch ไปลงทุนในหุ้น Top Pick คือ BJC (TP 48.20 Bt)
ความเสี่ยง : กำลังซื้อภายในประเทศฟื้นตัวช้า, โรคติดต่อ, กำไร Tesco ไม่เป็นไปตามคาด
---------------------------------------
10/03/2563
บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) : CPALL แนะนำ“ทยอยสะสม” ราคาเหมาะสมที่ 81 บาท
แจ้งการลงทุนใน Tesco Lotus
Event :
► วานนี้ 9 มี.ค. CPALL รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์ จากการเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าซื้อ Tesco Lotus ร่วมกับ CPF และ CP Group ด้วยวงเงินโดยรวม 3.3 แสนล้านบาท ใน Analyst Meeting ชี้แจง รายละเอียดดังนี้
► ผู้บริหารแจง ราคาที่เสนอซื้อใช้ EV/EBITDA ในการคำนวณ หาราคาที่เหมาะสม โดยอ้างอิงที่ระดับ 12.5X ซึ่งน้อยกว่าจากอดีตที่ระดับ 13-17X
► สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทใหม่ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใน Tesco Lotus คือ CP Retail Holding 40% โดย CPALL ใช้เม็ดเงินในการร่วมจัดตั้งบริษัท 9.5 หมื่นล้านบาท (3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)
► แหล่งที่มาของเงินทุนจากเงินสดจากการดำเนินงาน และเงินกู้ ขั้นตอนการซื้ออยู่ระหว่างดำเนินการในช่วง 2H63 คาดรายละเอียดต่างๆจะมีความชัดเจนมากขึ้นระหว่างปี ถึง ต้นปี 2564
► แหล่งที่มาของเงินทุนคือเงินสดจากการดำเนินงาน และ เงินกู้ โดยไม่มีการเพิ่มทุน CPALL คาดมีสภาพคล่องเพียงพอ จาก Net debt/ Equity ณ สิ้นปี 2562 ที่ 1.1 เท่า กรณีบริษัทใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้อย่างเดียว Net debt/ Equity จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับ Debt Covenants ที่ 2 เท่า
► รอการอนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ในแง่ของธุรกิจที่ไม่ทับซ้อนและไม่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่ส่งผลต่อสภาพการแข่งขันลดลง ทำให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภค
► สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับหลังจากการเข้าถือหุ้นใน Tesco Lotus คือ
1) CPALL จะมีธุรกิจค้าปลีกที่ครอบคลุมในทุกประเภท
2) เปิดโอกาสให้ CPALL มีการพัฒนา เข้าถึงกลุ่มลูกค้า และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น รมถึง การพัฒนาเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆในธุรกิจค้าปลีก
3) เพิ่มช่องทางของรายได้ ลดความเสี่ยงในการพึ่งพารายได้เพียง 1-2 ช่องทาง
► การบันทึกรายได้อยู่ในรูปแบบ Equity Method (บันทึกส่วนได้เสียจากเงินลงทุน) ทั้งนี้ผลประกอบการล่าสุดของ Tesco Lotus มีกำไรสุ่ทธิ 7.8 พันล้านบาท มีระดับมาร์จิ้น 13.3% ขณะที่ผลประกอบการของมาเลเซีย ยังมีผลขาดทุน( ตาราง Figure 2)
► ปัจจัยเสี่ยง : การกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนทำให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่ม ส่งผลต่อผลประกอบการ
Our Take :
► หมดความกังวลเรื่องเพิ่มทุนแต่เกรงดอกเบี้ยจ่ายโต จากแหล่งที่มาของเงินทุน ในการเข้าซื้อโดยคาดจะเป็นแหล่งเงินกู้ส่วนใหญ่ ส่งผลให้มีโอกาสในอนาคตที่ CPALL จะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มจากวงเงินกู้ ขณะที่จะมีส่วนทดแทนคือกำไรจากเงินลงทุนใน Tesco Lotus ทั้งนี้เรายังไม่ได้รายละเอียดที่เพียงพอในการประเมินเนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการ อย่างไรก็ดีคาดผลกระทบจะยังไม่เกิดขึ้นในผลประกอบการปี 2563 แต่คาดจะมีความชัดเจนและเห็นผลในปี 2564
► คำแนะนำ “ทยอยสะสม” ราคาเหมาะสมปี 2563 ที่ 81 บาท (DCF) เรามองว่าการลงทุนเพื่อซื้อ Tesco Lotus ของ CPALL เป็นการขยายฐานลูกค้าในอนาคต เราคาดว่าจะเห็นประโยชน์ของการถือหุ้นใน Tesco Lotus จากการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน ทั้งจากอำนาจการต่อรองกับ Supplier รวมถึงการหนุนยอดขายที่เติบโต ขณะที่ในช่วงต้นอาจยังมีผลกระทบในเชิงต้นทุนและค่าใช้จ่าย เนื่องจากอยู่ในช่วงของการพัฒนาและปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อให้มีความสอดคล้องกัน
-----------------------------
บล.โนมูระ พัฒนสิน : CPALL แนะนำรอเมื่ออ่อนตัว ราคาเป้าหมายใหม่ 78 บาท
10/03/2563
CPALL (BUY, TP 78.0) คาดต้องใช้เวลาอีก 3-4 ปีที่กำไรจากเทสโก้จะชดเชยดอกเบี้ยจ่ายได้
เราปรับราคาเป้าหมายใหม่ลงเหลือ 78 บาท จากเดิม 88 บาท (DCF WACC 7.2%) สะท้อนมุมมองลบต่อดีลการซื้อกิจการเทสโก้ในไทยและมาเลย์ในสัดส่วน 40% ร่วมกับเครือซีพีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เพราะแม้จะมองว่าการซื้อกิจการครั้งนี้จะเพิ่มอำนาจการต่อรองแก่กลุ่มในระยะยาว แต่เราประเมินดีลครั้งนี้ค่อนข้างแพงเทียบเท่า PER ปี 2019 (ปิดก.พ.19) 45 เท่า ทั้งนี้ คาดต้องเวลาอย่างน้อย 3-4 ปีที่กำไรจากกิจการเทสโก้เอเซียนจึงจะชดเชยดอกเบี้ยจ่ายได้ เราจึงปรับกำไรสุทธิในปี 20-21F ลง -1%/-11% ตามลำดับ ทิศทางการเติบโตของกำไรในช่วง 2 ปีข้างหน้าแผ่วลงเหลือ +4%ต่อปี ดังนั้น เราจึงแนะนำ "รอเมื่ออ่อนตัว"
------------------------------
บล.เอเซียพลัส : CPALL แนะนำซื้อ มูลค่าพื้นฐาน 80 บาท
10/03/2563
Deal การซื้อ TESCO เป็นผลดีต่อ CPF ส่วน CPALL รอผลดีในระยะยาว
กลุ่ม ซี.พี. ประกาศซื้อกิจการ Tesco ในประเทศไทยและมาเลเซียมูลค่า 10.5 พันล้านเหรียญฯ (3.38 แสนล้านบาท) โดยใช้บริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้งส์ ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งถือหุ้นโดย CPALL สัดส่วน 40%, CP Group 40% และ บริษัท ซี.พี. เมอร์แชนไดซิ่ง (บริษัทย่อยของ CPF) 20% เข้าซื้อกิจการ ภายใต้แหล่งเงินทุนจากฐานทุนตามสัดส่วนถือหุ้น 7.5 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งจะลงทุนในอีกบริษัทย่อยถือหุ้น 100% คือ บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ ส่วนที่เหลือ 3.0 พันล้านเหรียญฯ บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จะก่อหนี้มาสนับสนุน ทั้งนี้ กระบวนการหลังจากนี้ กลุ่มซี.พี. จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และทางการของประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าเงื่อนไขทั้งหมดจะสำเร็จภายในช่วง 2H63 และมีผลต่องบการเงิน CPALL และ CPF ตั้งแต่ 4Q63
ผลต่อ CPALL โครงสร้างดังกล่าวดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเป็นการซื้อโดย CPALL ทั้งหมด ลดความกังวลในเรื่องความเสี่ยงฐานทุน ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว หาก CPALL ใช้เงินทุนสนับสนุนจากการก่อหนี้ที่ลงทุนในบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้งส์ ทั้งหมด ภายใต้ฐานะการเงินปัจจุบันที่มี Net Gearing ที่ 0.9 เท่า ภายใต้ฐานทุน 1.08 แสนล้านบาท คาดว่าจะ Net Gearing จะอยู่ที่ 1.8 เท่า ต่ำกว่าเงื่อนไขที่มีกับสถาบันการเงินที่ 2.0 เท่า ขณะที่ระยะยาวช่วยต่อยอดภาพธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มให้มีความแข็งแกร่ง ในแง่
1) มีรูปแบบห้างค้าปลีกที่ครบวงจร (ร้านค้าส่ง (MAKRO), ไฮเปอร์มาร์เก็ต (Tesco) และร้านสะดวกซื้อ (CPALL)) มีส่วนแบ่งตลาดทุกรูปแบบในประเทศเป็นอันดับ 1 (ร้านสะดวกซื้อ 1.33 หมื่นสาขาจากเดิม 1.2 หมื่นสาขา, ห้างค้าส่ง (ในประเทศ) 94 สาขา (เท่าเดิม) และไฮเปอร์มาร์เก็ต (Tesco+ Food Service MAKRO) 431 สาขา (เดิม 40 สาขา) และภาพรวมจะมีส่วนแบ่งตลาดห้างโมเดิร์น เทรดในไทยรวมสูง 43.5% จากเดิม 31.9% ขณะที่มีช่องทางต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 76 สาขา จากเดิม 7 สาขา และเพิ่มประเทศที่เข้าไปดำเนินงาน 1 แห่ง คือ มาเลเซีย (เดิม – กัมพูชา, เมียนมาร์, จีน และอินเดีย โดย MAKRO) และ
2) ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาฝ่ายวิจัย พบว่า การสร้าง Synergy อาจจะยังใช้เวลา หลังจากการซื้อ ระยะแรกจึงอาจคาดหวังกำไรจากฐานธุรกิจ Tesco ปัจจุบันปีละ 7.3 พันล้านบาท เท่านั้น แต่เนื่องจากบริษัทร่วมที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (บริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้งส์) คาดจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจากการก่อหนี้ 3.0 พันล้านเหรียญฯ (9.6 หมื่นล้านบาท) ประเมินปีละ 3.5 พันล้านบาท ดังนั้น กำไรที่บริษัทดังกล่าวจะเหลือราว 3.8 พันล้านบาท ซึ่ง CPALL จะรับรู้ผ่านวิธีส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมตามสัดส่วนการถือที่ 40% เท่ากับ 1.5 พันล้านบาท และหากรวมภาระดอกเบี้ยที่ CPALL ก่อหนี้ไปลงทุนในบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้งส์ ปีละ 3.5 พันล้านบาท คาดว่าการซื้อ Tesco จะส่งผลกระทบต่อกำไร CPALL ปีละ 2.0 พันล้านบาท ฝ่ายวิจัยจึงปรับลดกำไร โดยรวมธุรกรรมดังกล่าวนับจาก 4Q63 ได้กำไรปี 2563 และ 2564 ลดลงปีละ 1.8% และ 6.4% ได้กำไรปี 2563 ลดลงเหลือ 2.52 หมื่นล้านบาท เติบโต 12.6% และเพิ่มขึ้น 7.3% ในปี 2564 ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานยังไม่รวม Synergy จาก Tesco ขณะที่ในด้านราคาหุ้น เชื่อว่าราคาปัจจุบันที่ซื้อขาย PER’63 ต่ำสุดในรอบหลายปีที่ราว 22.7 เท่า มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความกังวลเรื่องการเพิ่มทุนที่ลดลง บวกกับ ความน่าสนใจที่ภาพธุรกิจระยะยาวแข็งแกร่ง ประกอบกับ มูลค่าพื้นฐานใหม่ที่อิงหลักอนุรักษ์นิยมหลังรวมธุรกรรมการซื้อที่ 80 บาท ยังมี Upside เกือบ 25% จึงยังให้คำแนะนำ ซื้อ
----------------------------
10/03/2563
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -10 มี.ค. 63 11:26 น.
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : CPALL แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 87 บาท
ประเด็นการลงทุน
การซื้อเทสโก้ไม่ได้เหนือความคาดหมาย แต่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าคาด จึงคลายความกังวลในการเพิ่มทุน เราประเมินว่าในช่วง 1-2 ปี กำไรของ CPALL จะถูกกระทบจากดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมมาลงทุน แต่ในระยะยาวคาดจะเป็นบวกจากการมีธุรกิจค้าปลีกที่หลายหลาย และได้ประโยชน์จาก Synergy ราคาหุ้นที่ลดลงเป็นโอกาสในการลงทุน ราคาเป้าหมาย (DCF, WACC 7.2%, LTG 4%) 87 บาท
ลงทุน 40% ในเทสโก้ฯ โดยไม่เพิ่มทุน
บริษัทในกลุ่ม CP ได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นของ เทสโก้ ประเทศไทย และ เทสโก้มาเลเซีย มูลค่าประมาณ 10,576 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 338,445 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนจาก 1) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮสดิ้งส์ สัดส่วน 40% 2) CPALL สัดส่วน 40% และ 3) CPF สัดส่วน 20% ซึ่งดีลนี้ต้องผ่านเงื่อนไข คือ
1) Tesco PLC ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มผู้ขาย ต้องได้รับอนุมัติการผู้ถือหุ้น
2) ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และ
3) Ministry of Domestic Trade and Consumers Affairs of Malaysia อนุญาตให้ขายหุ้นในเทสโก้มาเลเซีย โดยไม่ต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น CPALL เงินลงทุน 3 พันล้านเหรียญฯ หรือ 95,981 ล้านบาท จะนำมาจากกระแสเงินสดและการกู้ยืม ดีลคาดจะเสร็จภายใน 2H63
กลายเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกที่หลากหลาย
การลงทุนในเทสโก้ทำให้ CPALL มีธุรกิจค้าปลีกที่หลากหลาย โดยเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจค้าส่งภายใต้ MAKRO, ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตภายใต้เทสโก้ ซึ่งเทสโก้ไทยมีส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต โดยมี 214 สาขา ตลาดโลตัส 179 สาขา และ Tesco Express 1,574 สาขา (คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นร้านเซเว่นฯ ในอนาคต) พื้นที่เช่าใน 191 สาขา บนพื้นที่เกือบ 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งทำให้ได้รับค่าเช่าซึ่งเป็นรายได้ที่มีความสม่ำเสมอ อีกทั้งคาดว่าจะทำให้เกิด Synergy ในการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ นอกจากนั้นยังมีโอกาสขยายธุรกิจค้าปลีกในมาเลเซียที่มีไฮเปอร์มาร์เก็ต 46 สาขา
คาดกระทบกำไรระยะสั้น แต่เป็นบวกในระยะยาว
ดีลดังกล่าวคิดเป็น EV/EBITDA 12.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าการซื้อกิจการของกลุ่มค้าปลีกในอดีตที่ 13-17 เท่า ส่วน P/Sales 1.5 เท่า ใกล้เคียงกับอดีตที่ 1.5-1.7 เท่า CPALL จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเทสโก้ (ไม่ต้องรวมงบการเงิน) ภายใต้สมมติฐานว่า CPALL กู้ยืมเงิน 2 ใน 3 ของเงินลงทุน อัตราดอกเบี้ย 4.5% และยังไม่มี Synergy จะทำให้กำไรสุทธิลดลงจากประมาณการเดิมของเรา 1% และ 3% ในปี 2563 และ 2564 (ตามตาราง 1) แต่คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นในระยาว คาด Net D/E เพิ่มขึ้นจาก 0.8 เท่า เป็น 1.3 เท่า ซึ่งยังอยู่ภายใต้ Bond Covenant ที่ 2 เท่า