ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » หุ้น BEM
เข้าชม : 12

BEM งบ Q1/63 มีกำไรสุทธิ 507.59 ล้านบาท ลดลง 40.9% YoY ต่ำกว่าที่คาด

โพสต์เมื่อ: วันศุกร์ 15 พฤษภาคม 2563  13:43 น.
BEM เผย Q1/63 กำไร 507.5 ลบ. วูบ 40.9% รายได้ลด-ไม่มีบุ๊คกำไร TTW
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 63 9:22: น.

 

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/63 มีกำไรสุทธิ 507.59 ล้านบาท ลดลง 40.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 858.98 ล้านบาท จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทาให้รายได้ของบริษัทลดลง รวมถึงการเปลี่ยนวิธีการรับรู้รายได้เงินลงทุนในบริษัท ทีทีดับบลิว จากัด (มหาชน) (TTW) จากการรับรู้ส่วนแบ่งรายได้เป็นการรับรู้เงินปันผล

  โดยบริษัทมีรายได้รวม 3889 ล้านบาท ลดลง 5.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจทางพิเศษ อยู่ที่ 2,300 ล้านบาท ลดลง 10.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนรายได้จากธุรกิจระบบราง อยู่ที่ 1,293 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.8%

  ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมในไตรมาสนี้ไม่มีเนื่องจากได้มีการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนใน TTW จากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเป็นเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย ซึ่งภายหลังการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุน บริษัทจะรับรู้รายได้จากเงินปันผลแทนการรับรู้ส่วนแบ่งรายได้ตามหลักการบัญชี

-------------------------------

บล.ทรีนีตี้ : BEM แนะนำ`ถือ` ราคาเป้าหมายที่ 10 บาท
15/05/2563
รายได้ตามคาด กำไรดีกว่าคาด

 

      • BEM มีรายได้ลดลงใน 1Q20 เล็กน้อยอยู่ที่ 3.8 พันล้านบาท (-4% YoY, -9% QoQ) ตามจำนวนผู้ใช้ทางด่วนที่ลดลงแต่มีผู้โดยสารรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
  • ต้นทุนของบริษัททรงตัว โดยต้นทุนระบบรางเพิ่มสูงขึ้น และถูกหักล้างด้วยต้นทุนสัมปทานทางด่วนที่ลดลง
  • บริษัทมีกำไรสุทธิที่ลดลงเป็น 508 ล้านบาท (-41% YoY -1% QoQ)
  • คงคำแนะนำ "ถือ" ที่ราคาเป้าหมาย 10 บาท คาด 2Q20 จะเป็นจุดต่ำสุดและค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

กำไรต่ำคาด
  บริษัทมีรายได้ใน 1Q20 ลดลงเป็น 3.8 พันล้านบาท (-4% YoY, -9% QoQ) โดยมีรายละเอียดดังนี้
    1. รายได้จากธุรกิจทางด่วนลดลงเป็น 2.3 พันล้านบาท (-11% YoY, -11% QoQ) ตามจำนวนผู้ใช้ทางด่วนที่ลดลง 11% YoY ในขณะที่บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จากธุรกิจทางด่วนเพิ่มขึ้นเป็น 47% จากระดับปกติที่ 41% เนื่องจากต้นทุนค่าตัดจำหน่ายของธุรกิจทางด่วนที่ลดลงถึง 24% YoY (ดีกว่าที่เราคาด) หลังจากมีการต่อสัมปทานทางด่วนออกไป 15 ปี 8 เดือน
    2. รายได้จากธุรกิจรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 พันล้านบาท (+7% YoY, -7% QoQ) จากการเปิดเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสีน้ำเงิน ทำให้จำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 7% YoY แต่การเปิดเส้นทางส่วนต่อขยายก็ทำให้ต้นทุนของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นถึง 30% YoY ส่งผลให้บริษัทมี GPM จากธุรกิจรถไฟฟ้าลดลงเหลือเพียง 5% เมื่อเทียบกับระดับปกติที่ 20%
    3. ไม่มีการรับรู้กำไรจากบริษัทร่วมอย่าง CKP และ TTW เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 106 ล้านบาท
  ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้บริษัทมี EBITDA ที่ 1.8 พันล้านบาท (-16% YoY, -4% QoQ) และมีกำไรสุทธิที่ 508 ล้านบาท (-41% YoY, -1% QoQ)

คงคำแนะนำ "ถือ" ที่ราคาเป้าหมาย 10 บาท
  เรายังคงกังวลด้านตัวเลขผู้ใช้ทางด่วนและผู้โดยสารของ BEM ที่ลดลงรุนแรง โดยเฉพาะตัวเลขผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่ลดลงถึง 74% YoY เหลือ 7.8 หมื่นเที่ยวต่อวันในเดือน เม.ย. ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเปิดให้บริการ ถึงแม้ว่าผู้โดยสารรถไฟฟ้านั้นน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้อย่างเป็นลำดับในเดือน พ.ค. ก็ตาม เราจึงเชื่อว่าผลการดำเนินงานใน 2Q20 นั้นยังมีความเสี่ยง ซึ่งอาจจะเลวร้ายถึงขั้นขาดทุนได้ทันที แต่อย่างไรก็ตาม 2Q20 นั้นจะเป็นจุดต่ำสุดของบริษัทและเริ่มฟื้นตัวได้อย่างเป็นลำดับใน 3Q20 ตามมาตรการผ่อนปรนการ Lockdown จากทางรัฐบาล เราจึงยังคงคำแนะนำ "ถือ" BEM ที่ราคาเป้าหมาย 10 บาท เช่นเดิม
  ความเสี่ยง : ปริมาณผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าต่ำกว่าคาด BEM ไม่ชนะประมูลโครงการใหม่ๆ

-----------------------------------

บล.โนมูระ พัฒนสิน : BEM แนะนำ`NEUTRAL` ราคาเป้าหมายที่ 9.10 บาท
15/05/2563
BEM (NEUTRAL, TP 9.10) กำไรสุทธิ 1Q20 ลดลง -41% y-y แย่กว่าคาด

เรามีมุมมอง Slightly Negative ต่อผลประกอบการ 1Q20 ของ BEM กำไรสุทธิ 508 ลบ. แม้จะแย่กว่าเราคาด แต่ใกล้เคียงกับตลาดคาด โดยกำไรสุทธิลดลง -41% y-y เนื่องจากได้รับผลกระทบ COVID-19 ฉุดปริมาณจราจรบนทางด่วนและผู้ใช้รถไฟฟ้า ขณะที่กำไรลดลงไม่มาก -3% q-q เป็นไปตามฤดูกาล แนวโน้ม 2Q20F ภายใต้สมมติฐานการ Lock down กทม. สิ้นสุดในเดือน พ.ค.20 คาดผลประกอบการพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ -31 ลบ. เราคงคำแนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 9.10 บาท แม้เราชอบ BEM จากโอกาสฟื้นตัวเร็วเมื่อโรคระบาดคลี่คลาย แต่อย่างไรก็ตาม เรามองว่าราคาหุ้นฟื้นตัวมาซื้อขายที่ -1SD ของค่าเฉลี่ย P/BV ในอดีตสะท้อนแล้ว ทั้งนี้ เราปรับลดกำไรปี 20F ลงจากเดิม -10% จากกำไร 1Q20 แย่กว่าคาด

-------------------------------

บล.ทิสโก้ : BEM แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท
15/05/2563
กำไร 1Q20 ต่ำกว่าที่คาด

 

คาดไตรมาส 2 กระทบมากสุด แต่ผ่านช่วงที่เลวร้ายไปแล้ว
  BEM รายงานกำไรสุทธิ 1Q20 ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดไว้โดยลดลงทั้ง YoY และ QoQ สาเหตุหลักของการลดลงมาจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินครบทั้งเส้นในเดือนมีนาคมและจำนวนผู้โดยสารและรถใช้ทางด่วนที่ลดลง จากการระบาดของ COVID-19 เราคาดกำไรสุทธิของ BEM จะแย่สุดใน 2Q20F จากคาดจำนวนรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารจะลดลง อย่างไรก็ตาม เรามองว่าด้วยปัจจุบันการระบาดที่น้อยลงและสถานการณ์ที่มีการผ่อนปรนมาตรการมากยิ่งขึ้น เราเห็นจำนวนผู้โดยสารและรถใช้ทางด่วนปรับตัวดีขึ้นในต้น พ.ค. และเรามองว่า BEM อยู่ในสถานะที่จะฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีฐานผู้ใช้บริการที่ชัดเจน ดังนั้น ยังคงแนะนำ “ซื้อ”

กำไรสุทธิต่ำกว่าคาด
  BEM รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 508 ล้านบาท ซึ่งลดลง 40.9% YoY และ -2.6% QoQ โดยการลดลง YoY มาจาก 1) รายได้ธุรกิจทางด่วนที่ลดลง 11% YoY, QoQ มาที่ 2,300 ล้านบาท เป็นไปตามจำนวนรถใช้ทางด่วนที่ลดลงมาที่ 1.12 ล้านคันต่อวัน (-11% YoY, -8% QoQ) จากผลกระทบจากการระบาด COVID-19 2) การเปลี่ยนแปลงการรับรู้รายได้จากการลงทุนใน TTW ที่ใน 1Q19 รับรู้ส่วนแบ่งกำไรมาเป็นรับรู้เงินปันผลซึ่งยังไม่จ่ายเงินปันผลใน 1Q20 3) ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในค่าใช้จ่ายธุรกิจรถไฟฟ้าจากการเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 12.7% YoY มาที่ 455 ล้านบาท จากการปลด capitalize สำหรับดอกเบี้ยจ่ายที่เดิมบันทึกเป็นต้นทุนโครงการมาเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน

จำนวนผู้โดยสารและรถใช้ทางด่วนผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
  เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ BEM ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยรายงานจำนวนผู้โดยสารที่ 78,489 เที่ยวคนต่อวัน (ดีกว่าที่เราคาดไว้) ด้วยการลดลง –73% YoY และ -66% MoM และจำนวนรถใช้ทางด่วนลดลงถึง -38% MoM และ -50% YoY มาที่ 589,858 คันต่อวัน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าได้ผ่านช่วงที่แย่ที่สุดไปแล้ว จากสถานการณ์ที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น จากข้อมูลของบริษัทรายงานจำนวนผู้โดยสารในวันที่ 12 พ.ค. เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 139,399 เที่ยวคนต่อวัน ซึ่งเพิ่มถึง 77% จากเดือนเมษายน และจำนวนรถใช้ทางด่วนคาดจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 889,557 คันต่อวันแล้ว เพิ่มขึ้น 50% MoM

ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท
  เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท สำหรับ BEM โดยปัจจัยเสี่ยง downside สำหรับ BEM มาจาก 1) ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่มีผลต่อรถใช้ทางด่วนและผู้โดยสารมากกว่าคาด 2) เปิดขายซองประมูลสายสีส้มที่คาดจะเกิดขึ้นใน 2Q20 ช้ากว่าคาด

------------------------------

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : BEM แนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสม 13.00 บาท

15/05/2563
งบดีกว่าคาด 12% ไตรมาส 2 เอาอยู่

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 – Margin of Safety จากสัมปทานฉบับใหม่

  BEM รายงานกำไรสุทธิ 508 ลบ. หดตัว -3% QoQ โดยเริ่มได้รับผลกระทบจากปริมาณผู้ใช้ทางด่วน และ ผู้โดยสารรถไฟฟ้า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. จาก COVID-19 โดยหดตัว -11% YoY และ -7% YoY ตามลำดับ ปริมาณรถบนทางด่วนหดตัวมากกว่าเพราะ รถไฟฟ้ามีการเปิดทดลองเส้นทางใหม่ระหว่างไตรมาส ทำให้ได้จำนวนผู้โดยสารส่วนเพิ่ม ขณะที่กำไรไตรมาส 1/63 หดตัวแรง -41% YoY เพราะถูกกดดันเพิ่มจากการเปลี่ยนสถานะเงินลงทุนของ TTW โดย BEM จะรับรู้ประโยชน์จากเงินปันผลเท่านั้น โดยกำไรสุทธิในภาพรวม สูงกว่าคาด 12% เนื่องจาก การต่ออายุสัมปทานทางด่วนได้เริ่มต้นตั้งแต่ 20 ก.พ. ทำให้ค่าตัดจำหน่ายลดลงไปเพราะได้ทางด่วนขั้น 2 ส่วน A B และ C ได้ถูกตัดจำหน่ายไปหมดแล้วระหว่างไตรมาส โดยปรากฏว่าตัวเลขค่าตัดจำหน่ายจริงที่ออกมาน้อยกว่าที่เราประเมินไว้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นดีดตัวขึ้น 60bps จากไตรมาสก่อน เป็น 34.3% ขณะที่รายการอื่นๆเป็นไปตามคาด

แนวโน้มไตรมาส 2/63 – ยืนได้ Volume ฟื้น มีปันผล TTW ช่วยเสริม
  เดือน เม.ย. บริษัทได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่ 3 เม.ย. จากนั้น 1 เดือนถัดมาจึงเริ่มมีการผ่อนคลาย ซึ่งจำนวนปริมาณรถ และ ผู้โดยสารกำลังเร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งด้วยอัตราเร่งเช่นนี้ (ดูรูป 1 และ 2 หน้า 2) เรามองว่า ทางด่วนจะปกติในปลายเดือน มิ.ย. ส่วนรถไฟฟ้า คาดเดือน ส.ค. นอกจากนี้การที่ BEM เริ่มเก็บค่าตั๋วรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายตั้งแต่ 30 มี.ค. และปันผลรับจาก TTW ราว 170 ลบ. เราจึงประเมินว่า กำไรไตรมาส 2/63 จะยืนทรงตัวได้ QoQ และ แต่จะหดตัว YoY จากฐานกำไรสูงปีก่อนที่มีกำไรจากการขายหุ้น TTW สุทธิจากภาษีถึง 2.3 พัน ลบ.

“ซื้อ” สะท้อน COVID-19 เข้าโมเดล กระทบมูลค่าระยะยาวเล็กน้อย
  เรานำตัวเลขเดือน เม.ย. และทดลองประเมิน volume เป็นรายเดือน (พ.ค. - ธ.ค. 63) บนสมมติฐานไม่เกิดการระบาดรอบ 2 พบว่าในปี 2563 ปริมาณรถใช้ทางด่วนโดยเฉลี่ยจะหดตัวเพียง -11% YoY และผู้ใช้รถไฟฟ้าจะหดตัว -16% YoY (ดูรูป 3 หน้า 3)  ดังนั้นเราจึงปรับประมาณการกำไรปี 2563-64 ลง 35% และ 25% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนสมมติฐานดังกล่าว ซึ่งกระทบกับการประเมินมูลค่าบน DCF เล็กน้อย 2% เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 13.00 บาท/ หุ้น อิง SOTP-DCF base

ความเสี่ยง
  หากเกิดการระบาดรอบ 2 (2nd Wave) และมาตรการของรัฐรุนแรงขึ้น จะทำให้ประมาณการเราคลาดเคลื่อนออกไปได้อีก

------------------------------

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) : BEM : กำไร 1Q63 เริ่มได้รับผลกระทบจาก COVID-19
15/05/2563
กำไร 1Q63 เริ่มได้รับผลกระทบจาก COVID-19

 

      ► บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 1Q63 ที่ 508 ลบ. แต่หากหักกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน 3 ลบ. กำไรปกติอยู่ที่ 504 ลบ. (-2.6% QoQ, -38.6% YoY) ต่ำกว่าตลาดคาด 8% จากอัตรากำไรขั้นต้นของรถไฟฟ้าที่ต่ำกว่าคาด
  ► รายได้หลักอยู่ที่ 3.8 พันลบ. (-9.6% QoQ, -4.4% YoY) หดตัวลง YoY จากรายได้ทางด่วนที่ถูกผลกระทบจาก COVID-19 ในช่วงปลายไตรมาส ทำให้ค่าเฉลี่ยของผู้ใช้ต่อวันในเดือน มี.ค. หดตัวลงอยู่ที่ 9.6 แสนคัน (-25.8% YoY) กดดันให้ค่าเฉลี่ยของผู้ใช้ใน 1Q63 หดตัวลงกว่า 10.0% YoY อย่างไรก็ตาม รายได้รถไฟฟ้าใน 1Q63 เติบโตขึ้น 6.8% จากการเปิดให้บริการสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายหัวลำโพง-หลักสอง (Section 2) และ เตาปูน-ท่าพระ (Section 3) ช่วยชดเชยการใช้งานที่ลดลงได้
  ► อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 34.3% (+63bps QoQ, -397bps YoY) ปรับตัวดีขึ้น QoQ จากค่าเสื่อมทางด่วนที่ลดลงหลังการต่อสัมปทานในเดือนก.พ.63 แต่ลดลง YoY จากค่าเสื่อมรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดส่วนต่อขยาย เป็นอัตราที่มากกว่ารายได้ จากปริมาณผู้ใช้งานในเดือนมี.ค.63 -29.2% YoY ผลกระทบของ COVID-19
  ► SG&A ใน 1Q63 อยู่ที่ 305 ลบ. (-21.6% QoQ, -2.7% YoY)
  ► ส่วนแบ่งกำไรของ TTW และ CKP หายไปหลังจากเปลี่ยนสถานะเป็นเงินลงทุน และจะได้รับประโยชน์ในรูปเงินปันผลเท่านั้น กดดันกำไรสุทธิ

Our Take :
  ► ในระยะสั้นผลประกอบการอาจถูกกดดันจากผลกระทบของ COVID-19 โดยเฉพาะธุรกิจระบบราง อย่างไรก็ตาม เราประเมินจำนวนผู้ใช้งานทั้งทางด่วนและระบบรางในเดือน เม.ย. 63 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี และคาดธุรกิจทางด่วนฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติได้ในช่วง 3Q63 และธุรกิจระบบรางในช่วง 4Q63
  ► เราอยู่ระหว่างปรับลดประมาณการกำไรปี 2563/64 จากผลกระทบของ COVID-19 อย่างไรก็ดี เบื้องต้นเรายังมีมุมมองบวกต่อ BEM จาก 1) ความมั่นคงของกิจการและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดในระยะยาวหลังได้ต่อสัมปทานทางด่วน และ 2) โอกาสขยายงานเพิ่มเติมผ่านการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม
  ► ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ผลกระทบเชิงลบจาก COVID-19 ที่ยืดเยื้อกว่าคาดการณ์ และการประมูลรถไฟฟ้าของภาครัฐที่ล่าช้า


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ