ยินดีต้อนรับ กรุณา สมัครสมาชิก หรือเข้าสู่ระบบ

Home » หุ้น OSP
เข้าชม : 163

ผู้ถือหุ้นใหญ่ตัดขายหุ้นให้สถาบัน 37 บาท งบ Q2/63 แย่ โรงงานผลิตขวดเปิดปลายปี 64

โพสต์เมื่อ: วันพฤหัสบดี 14 มกราคม 2564  13:15 น.
29 มิถุนายน 2563
OSP ผู้บริหารขายหุ้นต่ำกระดาน สะท้อนอะไรบ้าง?
ราคาหุ้น OSP ไหลทำนิวโลว์รอบ 2 เดือนทันที หลังผู้ถือหุ้นใหญ่หลายรายตัดขายหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ในราคาต่ำกว่ากระดาน แม้จะให้สาเหตุว่าต้องการนำเงินไปใช้ลงทุนโครงการทางด้านศิลปะ แต่เมื่อผนวกกับธุรกิจ OSP ที่มีการแข่งขันสูงในขณะนี้ ก็ทำให้นักลงทุนไขว้เขวอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้น่ากังวลแค่ไหน? และมีอะไรที่ต้องกังวลสำหรับ OSP หรือไม่ต้องจับตา!
*** ผู้ถือหุ้นใหญ่ขายหุ้นต่ำกระดาน โกยเงิน 3.3 พันลบ.


ราคาหุ้น บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รูดลงไปทำจุดต่ำสุดเช้านี้ที่ 37.50 บาท ทำนิวโลว์รอบ 2 เดือนกับอีก 9 วันทำการ สวนทางหุ้นเครื่องดื่มคู่แข่งสำคัญอย่าง CBG อย่างสิ้นเชิง โดยปิดตลาดรอบเช้าวันนี้ไปที่ 38.50 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ -1.91% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 207.41% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า สาเหตุ ก็คือ การซื้อขายหุ้นรายการใหญ่(BigLot)ที่จำนวน 90,212,500 หุ้น วันนี้นั่นเอง


โดยที่รายการ Big Lot วันนี้เป็นการขายหุ้นออกมาโดยผู้ถือหุ้นใหญ่ "ตระกูลโอสถานุเคราะห์" ทั้งหมด ประกอบไปด้วย 

1)ORIZON LIMITED (ถือหุ้นโดยตระกูลโอสถานุเคราะห์ 7 ราย) จำนวน 14,924,650 หุ้น สัดส่วน 0.497% (เหลือถือ 17.383%)

2)นายเพชร โอสถานุเคราะห์ จำนวน 29,436,750 หุ้น สัดส่วน 0.98% (เหลือถือ 4%)

3)นายภูรี โอสถานุเคราะห์ จำนวน 30,037,500 หุ้น สัดส่วน 1% (เหลือถือ 0%)

4)นายภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ จำนวน 15,710,600 หุ้น สัดส่วน 0.523% (เหลือถือ 0.467%)


การขายหุ้นโดยผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยเฉพาะตระกูล"โอสถานุเคราะห์" ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ย่อมทำให้เกิดความกังขาในธุรกิจของบริษัทอยู่แล้ว แม้จะเป็นการขายให้นักลงทุนสถานบันในไทย และต่างประเทศแบบเฉพาะเจาะจง(Private Placement)ก็ตาม และยังเป็นการขายหุ้นในราคาเฉลี่ย 37 บาท ต่ำกว่าราคาปิดล่าสุดมากถึง -5.7% ซึ่งจากธุรกรรมนี้ทำให้ กลุ่ม"โอสถานุเคราะห์" ได้เงินไปทั้งหมด 3.3 พันล้านบาทด้วยกัน


*** นำเงินผุดโครงการศิลปะ-การศึกษา...โบรกฯเชื่อหุ้นลงไม่นาน


ทั้งนี้ นายเพชร โอสถานุเคราะห์ ประธานคณะกรรมการบริหาร OSP ระบุถึงจุดประสงค์ของการขายหุ้น เนื่องจากต้องการนำเงินไปใช้ในโครงการด้านศิลปะ วัฒนธรรม และด้านการศึกษา ซึ่งเป็นโครงการที่ครอบครัวได้ศึกษามานาน แต่เป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณสูงเกินกว่าความสามารถในการลงทุนของครอบครัว และจำเป็นต้องดำเนินการโครงการดังกล่าวภายในช่วงเวลานี้เท่านั้น 


ยืนยันว่าการขายหุ้นบางส่วนในครั้งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท และยังให้การสนับสนุนบริษัทในการเติบโตต่อไป 


ขณะนี้ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า การตอบสนองเชิงลบต่อราคาหุ้น OSP จะเป็นเพียงปัจจัยกดดันชั่วคราว เนื่องจากเป็นการขายต่ำกว่าราคาปิดของวันทำการก่อนหน้า แต่หากอ้างอิงจากธุรกรรมที่คล้ายกันอย่าง CBG ก่อนหน้าซึ่งขายต่ำกว่าราคากระดานเช่นกัน พบว่าในช่วงแรกราคาจะปรับลงมาใกล้กับราคา Big Lot แต่จะปรับขึ้นไปสู่ราคาก่อนหน้าการขายหุ้นภายใน 1 สัปดาห์


*** ข้อสังเกต ก็คือ ธุรกิจนี้การแข่งขันสูงยังรออยู่?


ต้องยอมรับว่า OSP ยังเป็นผู้นำตลาดในไทยได้อย่างเหนียวแน่น โดยที่กลุ่มเครื่องดื่มนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ(Fucntional Drink) อย่าง C-vitt ยังคงเป็นผู้นำตลาด ขณะที่เครื่องดื่มชูกำลัง M-150 ยังครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ได้ต่อ แต่การแข่งขันอันหนักหน่วงของเจ้าตลาดก็เป็นข้อสังเกตของหุ้น OSP เหมือนกัน


แต่การเข้ามาท้าชนของคู่แข่งอย่าง CBG ก็สร้างความกังวลได้ไม่แพ้กัน เพราะล่าสุดการส่ง Woody C+Lock เข้ามาลุยตลาดก็ได้ผลดีเกินคาด ส่วนแบ่งการตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องปัจจุบันอยู่ที่ 5-6% แล้ว และบล.เคทีบี คาดว่าสิ้นปีนี้จะทำได้เกิน 10% แม้จะเปิดขายไปเมื่อ มี.ค.63 หรือ เพียง 3 เดือนเท่านั้น ขณะที่ C-vitt ครองส่วนแบ่งตลาด 30% (แต่ออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 2558 หรือ 5 ปีที่ผ่านมา)


ทั้งนี้ยังไม่นับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นจากการรุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของ OSP ในประเทศจีน, เมียนมา, ลาว ซึ่งเป็นตลาดที่ CBG เข้าไปวางจำหน่ายสินค้าก่อนหน้าแล้วอีกด้วย เพราะแม้ OSP จะครองตลาดในประเทศไทย แต่ตลาดในต่างประเทศถือว่ายังไม่เป็นที่รู้จักนัก




*** มองผลประกอบการไตรมาส 2/63 แย่ แต่กูรูมองเป็นโอกาสสะสม


บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/63 ยังไม่สดใส แต่เป็นจังหวะสะสมเพื่อลุ้นผลงานครึ่งปีหลัง เราคาดว่ากำไรปกติ 2/63 มีแนวโน้มปรับตัวลดลงทั้ง y-y และ q-q จากผลกระทบจากมาตรการ Lockdown เพราะรายได้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ แต่คาดว่าจะเริ่มดีขึ้นในช่วง ครึ่งหลังของปีนี้จาก 1) คาดรายได้เพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตเครื่องดื่มที่จะเพิ่มขึ้น 10 - 15% และเทรนด์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพมากขึ้น(C-Vitt)ได้ผลดี และ 2) คาดอัตรากำไรที่ดีขึ้นจากโครงการ Fit Fast Firm และผลบวกจากการลดภาษีเครื่องดื่มนวัตกรรมลงเหลือ 3%


ดังนั้นคาดว่ากำไรสุทธิจะโตเร่งตัวขึ้นในปี 63 - 65 +11% y-y CAGR (จาก +7%CAGR ในช่วง 61 - 62) และสูงสุดในกลุ่มเครื่องดื่มจาก 1) คาดรายได้ที่เติบโตของ C-Vitt และการเติบโตของเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศพม่า รวมทั้งโรงงานผลิตขวดแก้วในประเทศพม่าที่จะเปิดปลายปี 64 และ 2) คาดอัตรากำไรดีขึ้นจาก Fit Fast Firm ที่จะช่วยลดต้นทุนโดยรวม ส่วนราคาหุ้นยัง Laggard ยังคงทรงตัว ytd เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น +8.5% ytd


แนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสมปี 64 ที่ 47 บาท

https://www.efinancethai.com/HotStocks/HotStockMain.aspx?id=WlNCVFJaMG5aNU09


s


คุณต้องสมัครสมาชิก ถึงจะโพสกระทู้ได้

สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ